กลับมาอีกหนจนได้นะครับ
    กลับมาคราวนี้มีคอลัมน์ใหม่มาแนะนำครับ เป็นคอลัมน์ชื่อ Life is Learning ที่ทางทีมงานเซ็กชั่นจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ให้เกียรติผมไปเขียนเดือนละครั้ง ก็เลยเอามาโปรโมตกันสักหน่อย เผื่อว่าจะมีคนได้อ่านบล็อกแล้วตามไปอ่านในหนังสือพิมพ์ (จริงๆ ควรจะเป็นได้อ่านในหนังสือพิมพ์แล้วตามมาอ่านบล็อกมากกว่า)
    ผมเขียนคอลัมน์นี้มาสี่ครั้งแล้วครับ หวังว่าจะเขียนได้ยาวนาน ชิ้นที่เอามาลงให้ดูเป็นงานที่ตีพิมพ์ไปเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมตั้งชื่อว่า ศิลปะไม่ต้องเข้าใจ ลองอ่านกันดูนะครับ…

* * * * * * * * * *

ศิลปะไม่ต้องเข้าใจ

    …หลังออกมาจากโรงภาพยนตร์อาร์ตเฮาส์ย่านอาร์ซีเอ เพื่อนผมหันมาถามว่า “หนังเมื่อกี๊มันจะสื่ออะไรวะ ดูไม่รู้เรื่องเลย”
    …หลังจากเดินดูนิทรรศการศิลปะจัดวางในแกลลอรี่ย่านสุขุมวิทอยู่พักใหญ่ เพื่อนร่วมงานของผมก็หันมาบอกว่า “สวยดี แต่ดูไม่ค่อยรู้เรื่องนะ”
    …ในคอนเสิร์ต ริก วชิรปิลันธ์ ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พอฟังเพลงของนักร้องสาวสุดเซอร์จบไปหนึ่งเพลง คนข้างๆ ก็หันมาบอกผมว่า “ฟังไม่รู้เรื่องเลยว่ะ เขาร้องว่าอะไร”

    เนื่องจากทำอาชีพเป็นสื่อบันเทิงที่มีหน้าที่แนะนำหนัง เพลง หนังสือ และงานศิลปะให้กับใครต่อใคร ผมจึงได้พบเจอคำถามประมาณนี้ค่อนข้างบ่อย บางครั้งเพื่อนดูหนังไม่รู้เรื่องแล้วโทรมาถามผมก็มี บางทีเพื่อนอ่านวรรณกรรมไม่เข้าใจแล้วโทรมาถามก็เคย
    แต่คำตอบแรกๆ ของผมส่วนใหญ่มักจะเป็นประโยคที่ว่า “ไม่เห็นต้องรู้เรื่องเลยนี่”
    ตอบไปง่ายๆ ไปแบบหน้าไม่อายอย่างนี้แหละ เพราะผมคิดว่าประเด็นสำคัญของการเสพงานศิลปะคือ เราควรจะเสพแล้ว ‘รู้สึก’ ก่อนที่จะ ‘รู้เรื่อง’ นะครับ
    แน่นอนว่างานศิลปะหลายชิ้นที่ว่าดูไม่รู้เรื่องนั้น ศิลปินก็คงมีแนวความคิดในการทำงานซ่อนอยู่ เส้นสายลายสีฉูดฉาดอาจจะถูกออกแบบมาให้สื่อถึงความโกรธเกรี้ยว หรือเสียงร้องบิดเบี้ยวอื้ออึงอาจจะเป็นตัวแทนของเสียงในจิตใจจากผู้คนแห่งสังคมเมือง แต่เรื่องแบบนี้ถ้าศิลปินไม่ได้ไปยืนอธิบายให้กับผู้เสพรับทราบกันเป็นรายตัว ใครเล่าจะไปเข้าใจได้ตรงเป๊ะ …ที่สำคัญ ทำแบบนั้นจะไปสนุกอะไรล่ะครับ?
    หลายๆ ครั้งเมื่อเราเห็นชิ้นงานศิลปะที่ดูแล้ว ‘อาร์ตๆ’ ความรู้สึกแรกจึงมักจะเป็นความไม่เข้าใจ
    แต่การเริ่มต้นด้วยความไม่เข้าใจนี่เองที่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเสพงานศิลปะ เพราะไม่เข้าใจจึงเกิดอาการใคร่รู้ เพราะใคร่รู้จึงเกิดความพยายามในการตีความ ส่วนใหญ่เมื่ออยากตีความแล้ว ผู้เสพอย่างเราๆ ก็มักจะเอาความรู้สึก อารมณ์ ตลอดจนประสบการณ์ และรสนิยมส่วนตัว เข้าไปวิเคราะห์ชิ้นงานนั้น
    สิ่งหนึ่งที่เราจะได้ใช้แน่ๆ ในขั้นตอนเหล่านี้ก็คือ ‘จินตนาการ’ ครับ …นี่ล่ะที่เขาว่า ศิลปะทำให้เกิดจินตนาการ
    นอกจากนี้ ผมคิดว่าระดับความพอใจในการวิเคราะห์ของคนเรายังไม่เท่ากันด้วย
    ในแวบแรก บางคนอาจจะตัดสินใจได้ทันทีว่าชอบหรือไม่ชอบชิ้นงานนั้นๆ เพราะใช้อารมณ์เข้าไปสัมผัส แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับบางคน …ในแวบที่สอง อีกบางคนอาจนึกอยากวิเคราะห์ต่อไปว่า แล้วที่ชอบหรือไม่ชอบนั้นเป็นเพราะอะไร คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของประสบการณ์ ความทรงจำ รสนิยม และอะไรต่อมิอะไรที่ติดตัวของกันมา แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับอีกบางคน …ในแวบต่อๆ มา ยังมีอีกบางคนอาจจะอยากได้ข้อมูลในเชิงลึกเพื่อประกอบการวิเคราะห์เข้าไปอีก ทีนี้เขาก็อาจจะไปตามตัวศิลปินหรือตามบทสัมภาษณ์ของศิลปินเจ้าของงาน ไม่ก็อาจจะไปหาอ่านบทวิจารณ์ของเหล่าคอลัมนิสต์นักวิจารณ์เพื่อหาความเห็นเพิ่มเติม หรือกระทั่งลงทุนไปลงทะเบียนเรียนศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองเลยก็เป็นได้
    ทุกคนไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก เพียงแค่ระดับความพอใจไม่เท่ากันเท่านั้น บางคนอาจจะรู้สึก คิด และเลือกที่จะเข้าใจงานชิ้นนั้นๆ ในความหมายของตัวเอง บางคนอาจจะเอาทฤษฎีเข้ามาจับ เอาแนวคิดของศิลปินเข้ามาตีความ นั่นก็อยู่ที่ใครจะเลือกวิเคราะห์แบบใด
    แต่แน่นอน ทุกคนล้วนเริ่มต้นจากความไม่เข้าใจกันทั้งนั้น
    และการที่ผู้เสพศิลปะสามารถตีความได้หลากหลายอย่างนี้นี่แหละ ที่ทำให้การศิลปะเป็นเรื่องน่าสนุก ยิ่งนำมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ ก็ยิ่งทำให้เข้าใจในตัวตนและความคิดอ่านของแต่ละคนกันมากขึ้น และที่สำคัญ การที่เราดูงานศิลปะแล้วเกิดความรู้สึกบางอย่าง จนอยากวิเคราะห์ว่าทำไมตัวเองชมงานชิ้นนั้นแล้วรู้สึกอย่างนั้น นั่นก็น่าจะทำให้เราเข้าใจตัวของตัวเองได้มากขึ้นด้วย
    และการตีความกลวิธีการเสพงานศิลปะที่ผมเล่ามา ก็เป็นวิธีคิดของผมเพียงลำพังคนเดียวเช่นกัน ไม่น่าจะถูกหรือผิด ผมเพียงรู้ว่าผมคิดอย่างนี้มาจากประสบการณ์ ความทรงจำ และจินตนาการของผมนี่ล่ะ
    ในชีวิตการเป็นคนทำหนังสือ ครั้งหนึ่งผมเคยทำหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งที่รวบรวมนิยามคำว่า ‘ศิลปะ’ จากคนหลากหลายเอาไว้ครับ ปรากฏว่าบางคนให้คำนิยามแบบเฉพาะเจาะจง บางคนให้นิยามแบบนามธรรม บางคนนิยามแบบตลกขบขัน ที่น่าสนใจก็คือไม่มีใครให้นิยามคำว่า ‘ศิลปะ’ ได้เหมือนกันเลย ต่างคนต่างก็มีความหมายไว้อธิบายคำคำนี้เป็นของตัวเองทั้งสิ้น
    สำหรับผม, ผมคิดว่า ‘ศิลปะ’ คงคล้ายๆ กับคำว่า ‘ชีวิต’ และคล้ายๆ กับ ‘ความรัก’ ตรงที่เราอธิบายมันไม่ได้ชัดเจน ไม่อาจเข้าใจมันได้ด้วยนิยามสากลที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน
    แต่ถ้าชีวิตคือการค้นหา ผมก็คิดว่าทุกคนควรมีนิยามของตัวเองสำหรับถ้อยคำเหล่านี้นะครับ

ตีพิมพ์ครั้งแรก กรุงเทพธุรกิจ 29 สิงหาคม 2551

* * * * * * * * * *

    อ่านมาถึงตรงนี้ก็ต้องโปรโมตปิดท้ายกันว่า ถ้าสนใจคอลัมน์นี้คงต้องไปตามอ่านกันในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เซ็กชั่นจุดประกาย ทุกๆ วันศุกร์ต้นเดือนนะครับ
    แล้วเจอกันใหม่เร็วๆ นี้ครับผม

Advertisements

หายจากการอัพบล็อกไปนาน จนผมชักรู้สึกละอายที่จะอัพอีกครั้ง…
    ขึ้นต้นด้วยข้ออ้างเหมือนเดิมเลยครับ แต่ตราบใดที่ยังมีเสียงเรียกร้อง ถึงจะทิ้งร้างไปนานแค่ไหน ก็ยังมีวันที่ผมจะได้กลับมาอัพบล็อกนี้อีกทีจนได้
    ช่วงที่ผ่านมางานผมยุ่งมากๆ เลยครับ เอาแค่ happening ที่ต้องฝ่ากระแสธุรกิจอันดุเดือดก็หนักหนามากแล้ว ช่วงที่ผ่านมายังมีคอนเสิร์ตใหญ่ของเราร่วมกับค่ายเพลง No More Belts ด้วย ใครไม่ได้ไปชมก็น่าเสียดายมากฮะ เพราะมันเป็นงานที่น่ารักสุดๆ เลยล่ะ แล้วยังมีงานอื่นๆ ที่ผมไปรับทำไว้ด้วย อย่างเช่นหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คของพี่ป๊อป อารียา กับพี่นก นิสา ที่เป็นผู้กำกับ เด็กโต๋ และ ปักษ์ใต้บ้านเรา อันนี้ก็ใช้เวลาไปเยอะเหมือนกัน แต่เป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมภูมิใจนะครับ ชื่อปกว่า ‘นางงามกับหัวหยิก’ คงจะได้ฤกษ์วางแผงในเดือนกค. นี้ล่ะ
    เอาล่ะครับ อย่างที่ประกาศไปแล้ว การอัพบล็อกคราวนี้ไม่มีอะไรยากเย็น ผมแค่จะเอาตอนที่สองของ ทำนองปริศนา มาให้อ่านกัน
    ขอเชิญรับชมและรับฟังครับ

 * * * * * * * * * *

 

ทำนองปริศนา ตอนที่ 2
   
ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียด ควันบุหรี่ตลบอบอวล แสงไฟสีแดงเหลืองเขียววิ่งวนไปทั่วบริเวณ เสียงดนตรีก้องกระหึ่มสะเทือนตุบๆ จนรบกวนจังหวะเต้นของหัวใจ นักร้องหนุ่มผมยาวบนเวทีร้องตะโกนท่อนฮุกเพลงไทยยอดนิยมล่าสุด หลายคนรอบตัวผมตะโกนตามเหมือนโดนมนต์สะกด ดนตรีบรรเลงมาถึงท่อนโซโลท้ายเพลง มือกีตาร์หน้าหล่อก้าวออกมาข้างหน้า แล้วบรรจงกรีดสำเนียงบาดใจออกมาจากกีตาร์ไฟฟ้าที่สะท้อนแสงไฟอยู่วูบวาบ ริมฝีปากบางคล้ำแต่ได้รูปคาบบุหรี่หมิ่นเหม่ ถึงจังหวะหนึ่งที่มือซ้ายบดขยี้สายกีตาร์ลากโน้ตดนตรียาวเหยียด มือขวาก็ตวัดขึ้นมาจับบุหรี่ อัดเต็มแรงหนึ่งที แล้วก็พ่นควันเป็นรูปวงกลมบิดเบี้ยวออกมา มันละลายหายไปในแสงไฟสีแดงเหลืองเขียวอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับโน้ตดนตรีตัวสุดท้ายที่ค่อยๆ จางหายไป
    นี่แหละ ลีลาท่าหากินของไอ้ชาลี – เพื่อนเก่าแก่ของผมเอง
    หลังจากโชว์ประจำคืนจบลง ดนตรีชิลล์เอาต์ถูกเปิดเพื่อผ่อนอารมณ์ ผู้คนค่อยๆ ทยอยเดินกลับไปสู่โลกภายนอก ไอ้ชาลีก็เดินลงจากเวทีมาหาผม มันตบบ่าแล้วพูดอะไรที่ผมได้ยินไม่ถนัดสองสามคำ
    ชาลีชอบชวนผมเที่ยวกลางคืนบ่อยๆ ผมไปบ้างไม่ไปบ้างแล้วแต่เวลาว่างจะอำนวย การไปเที่ยวกับมันมีหลายรูปแบบ อาจหมายถึงการที่ผมต้องไปยืนดูมันเล่นดนตรีกับวงอยู่นานสองนานในผับเสียงสนั่นควันโขมง อาจเป็นการไปนั่งคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ตามประสาเพื่อนเก่าอยู่ในร้านกาแฟเงียบๆ ที่เปิดจนดึกดื่น หรืออาจเป็นได้กระทั่งการไปเดินเล่นตามย่านต่างๆ ยามค่ำคืนของเมืองหลวงโดยไม่ต้องคุยอะไรกันมากมาย
    คืนนี้การเที่ยวกลางคืนที่ไอ้ชาลีชักชวนผมมาใช้รูปแบบแรก …ผมยืนดูมันเล่นดนตรีตั้งแต่ต้นจนจบ คืนนี้มันไม่ได้เล่นเพลงใหม่ๆ ให้ผมได้ตื่นเต้นเลยแฮะ
    “เฮ้ย ตกลงมึงฟังเพลงแจ๊สไปถึงไหนแล้ววะ” ไอ้ชาลีตะโกนถามใกล้หูผม กลิ่นบุหรี่ผสมกลิ่นเหล้าแตะจมูกจางๆ
    “มึงรู้อะไรเรื่องดนตรีแจ๊สบ้าง” ผมตะโกนตอบคำถามด้วยคำถาม
    “แจ๊สเหรอ อืมม” มันขมวดคิ้วทำเป็นคิด แลดูกวนตีนมาก ก่อนจะปั้นเสียงเข้มๆ “แจ๊ส – ดนตรีที่เกิดในรัฐนิวออลีนส์ อเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพ ก่อกำเนิดท่ามกลางหมู่คนผิวดำผู้ยากไร้ กลายพันธุ์มาจากสำเนียงโศกเศร้าของเพลงบลูส์…”
    “หน้าอย่างมึงฟังแจ๊สด้วยเหรอวะ? ” ผมนึกขำท่าทีขึงขังของมัน
    “เฮ้ย หน้าอย่างกูนี่แหละ…” มันขมวดคิ้วทำเป็นคิดอีก ผมเริ่มสงสัยว่าที่มันนึกอะไรเชื่องช้านี่อาจเป็นเพราะเมามากกว่าพยายามจะกวนตีน “หน้าอย่างกู…ไม่ค่อยได้ฟังแจ๊ซหรอกว่ะ” ชาลีหัวเราะพรืด “เล่นดนตรีในผับแบบนี้ก็ต้องฟังแต่เพลงฮิตทั่วไปไว้ก่อนแหละ เพลงไหนมาแรงในวิทยุก็ต้องรีบแกะมาเล่นให้ทันสถานการณ์ แต่ว่ามีนักดนตรีรุ่นพี่ๆ กูสองสามคนที่แต่ก่อนเขาเล่นร็อกเล่นป๊อป แล้วตอนหลังหันมาสนใจแจ๊สนะ สักปีกว่าๆ ที่ผ่านมากูก็เลยหาเพลงแจ๊สมาฟังไว้บ้างวะ เผื่ออีกหน่อยต้องไปเล่นกับพวกพี่ๆ เขาไง แล้วเออ ไม่รู้เป็นไง ช่วงหลังๆ นี่ดนตรีชิลล์ๆ แบบสมูธแจ๊สหรือบอสซาโนวาอะไรนี่มันมาแรงเหลือเกินโว้ย กูก็ว่าจะหันไปเล่นแนวนั้นอยู่เหมือนกันว่ะ”
    ผมนึกถึงท่วงทำนอง A Love Supreme ที่ยังก้องอยู่ในหัว …ตึ่ง ตึง ตึ่ง ตึ๊ง… กับเสียงแซ็กโซโฟนฉวัดเฉวียน เพลงแบบนี้มันไม่น่าจะเรียกได้ว่า ‘ชิลล์ๆ ’ นะ
    “แล้วมึงรู้จัก จอห์น โคลเทรน ไหมวะ? มีใครก็ไม่รู้เอาอัลบั้ม A Love Supreme มาใส่ไว้ที่ตู้จดหมายที่คอนโดฯ กู ไม่รู้คิดอะไร”
    “ไอ้อัลบั้มที่มึงถามกูเมื่ออาทิตย์ก่อนน่ะเหรอ …ถูกส่งมาจากบุคคลผู้ไม่ประสงค์จะออกนามงั้นเรอะ” มันขมวดคิ้วหนักเข้าไปอีก รอยย่นบนหน้าผากดูมากมายเกินอายุจริง “สงสัยมีคนไม่หวังดีกับมึงว่ะ ฮ่าๆๆ ” ชาลีหัวเราะดังลั่น จนแขกสามสี่โต๊ะที่ยังนั่งเอ้อระเหยอยู่ในผับหันมามอง
    ดนตรีชิลล์เอาต์ถูกปิดลงอย่างฉับพลัน ความเงียบคล้ายคำประกาศอย่างเป็นทางการว่าผับจะปิดจริงๆ แล้ว
    ผมรู้สึกมึนงง ความเห็นของชาลีช่างต่างจากความคิดของน้องตัวเล็กราวฟ้ากับเหว

———————–

    เมื่อวานผมก็เพิ่งเล่าเรื่องนี้ให้น้องตัวเล็กฟัง
    “หนูว่าต้องมีคนแอบชอบพี่แน่ๆ เลยล่ะ” เธอยิ้มกว้าง ดวงตาระยิบระยับ
    น้องตัวเล็กเป็นเลขาฯ ประจำฝ่ายขาย เราสนิทกันพอสมควรตามประสาผู้ร่วมงานที่เห็นกันทุกวัน การมีหญิงสาวตัวเล็กๆ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมาอยู่ในฝ่ายขายถือเป็นการผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียด เซลล์บางคนชอบเอาอารมณ์เสียมาลงที่คนเบื้องหลังในยามที่ยอดขายไม่เข้าเป้า โยนงานเอกสารอันแสนวุ่นวายให้ทำบ้าง หรือไม่ก็มานั่งนินทาลูกค้าให้ฟังบ้าง น้องตัวเล็กจะมองเห็นเป็นเรื่องสนุกทุกคราวไป
    ผมคิดว่าการมองโลกในแง่ดีและมีรอยยิ้มให้กับทุกเรื่องน่าจะเป็นคุณสมบัติของนักขายที่ดีประการหนึ่ง ดังนั้นผมเลยชอบยุให้น้องตัวเล็กลองทำงานเซลล์ดูบ้าง เด็กที่เพิ่งจะเรียนจบอย่างเธออาจจะพอใจกับการเริ่มต้นตรงนี้แล้ว แต่วันข้างหน้าเธอก็ต้องก้าวไป เธอจะทนรับเงินเดือนเลขาฯ เดือนละไม่ถึงหมื่นไปได้สักแค่ไหนกัน
    ทุกทีที่คุยกันเรื่องนี้ ตัวเล็กจะหัวเราะแล้วบอกผมว่า “หนูอยู่อย่างนี้ก็ดีแล้วค่ะ”
    ส่วนใหญ่บทสนทนาของผมกับน้องตัวเล็กจะเน้นไปทางเฮฮา ผมไม่ค่อยมีเรื่องมาบ่นให้เธอฟังสักเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าผมมีความสุขกับงานขายล้นเหลือจนไม่มีเรื่องมาบ่น แต่เวลาเห็นน้องตัวเล็กนั่งยิ้มแย้มอยู่ท่ามกลางหมู่เซลล์อารมณ์บูดแล้ว ผมก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลทุกที
    ผมเล่าเรื่องซีดีปริศนาตอนที่ไปฝากเธอเคลียร์ค่าโทรศัพท์มือถือ เธอจินตนาการเรื่องราวเป็นตุเป็นตะ ว่ามันจะต้องเป็นเพลงสุดโรแมนติกที่ผู้ส่งมีความหมายในบทเพลงซ่อนไว้ให้ผู้รับตีความ ตามหาความในใจ
    “มันไม่ใช่เพลงหวานแหววอย่างที่เธอคิดหรอกน่า” ผมแกล้งพูดเสียงดุๆ พยายามทำลายภาพฝันของเลขาฯ สาว ไม่ใช่ว่าอยากให้เธอเข้าใจความจริงนักหรอก แค่รู้สึกหมั่นไส้แกมเอ็นดูกับแววตาเป็นประกายนี่ต่างหาก แล้วผมก็เริ่มเขินๆ เพราะเหลือบไปเจอสายตาสอดรู้สอดเห็นของเซลล์คนอื่นที่เริ่มสนใจว่าผมกับเธอกำลังคุยอะไรกัน
    “เออพี่” น้องตัวเล็กสะกิดเรียกผมเบาๆ “เมื่อเช้ามีคนจากธนาคารโทรมาที่ออฟฟิศค่ะ เขาฝากให้บอกว่าพี่ยังไม่ได้จ่ายค่าคอนโดฯ เลยนะเดือนนี้”
    เออ ตายล่ะหว่า ผมลืมเรื่องนี้ไปสนิท ช่วงที่ผ่านมามัวแต่ยุ่งๆ กับการหว่านล้อมให้คุณบัญชาซื้อคอนโดฯ ของบริษัทจนลืมจ่ายเงินผ่อนคอนโดฯ ตัวเองไปซะได้
    ชีวิตผมวุ่นเกินไปแล้ว สงสัยต้องหาเวลาผ่อนคลายบ้าง
    ตอนนั้นเองที่ผมนึกถึงไอ้ชาลีกับถ้อยคำสารพัดที่มันใช้ชักชวนให้ผมออกมาเที่ยวกับมัน

———————–

    ผมต้องผ่อนคอนโดฯ เป็นเวลา 30 ปี
    ตอนนี้ผมจ่ายเงินต่อเนื่องทุกเดือนมาแล้วปีกว่าๆ ดั้งนั้นก็เหลืออีก 28 ปีเศษๆ
    การต้องผ่อนอะไรที่ยาวนานอย่างนี้ให้ความรู้สึกสองประการ คือบางครั้งผมรู้สึกเหมือนเห็นภาพอนาคตอยู่ลางๆ ชีวิตมีกำหนดการแน่ชัดไปอีกยาวนาน และบางทีผมก็รู้สึกเหมือนกำลังแบกสัมภาระที่มองไม่เห็น แต่มีน้ำหนักของมันกดทับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมคิดว่าการมีสัมภาระบ้างก็น่าจะเป็นเรื่องดี มันทำให้ก้าวย่างมั่นคงขึ้น
    การมีชีวิตที่มั่นคง คาดเดาได้ ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย ผมไม่ค่อยชอบเรื่องเซอร์ไพรซ์เท่าไหร่
    ผมจึงหงุดหงิดกับเรื่องซีดีปริศนานี้ไม่น้อย มันมีโอกาสเป็นไปได้มากเหมือนกันที่จะเป็นการเข้าใจผิด อาจเป็นการวางผิดช่อง หรือไม่ก็มีใครลืมเอาไว้ แต่ก็มีโอกาสอยู่เหมือนกันที่จะมีคนตั้งใจวางไว้ให้ผม อาจจะมีใครพยายามสื่อสารอะไรบางอย่างกับผมก็เป็นได้
    หลายวันผ่านไป ผมใช้ชีวิตไปตามปกติ นั่งรถไฟฟ้าไปออฟฟิศ ติดต่อพูดคุยกับลูกค้าเก่าใหม่ พูดจาตลกโปกฮากับเพื่อนร่วมงาน แต่เรื่องนี้ยังคงค้างคาอยู่ในใจ เหมือนนาฬิกาปลุกที่ถูกใครแอบตั้งไว้เนิ่นนาน แต่ยังไม่ส่งสัญญาณปลุกเสียที
เมื่อกลับถึงห้อง บางคืนผมจะหยิบซีดี A Love Supreme มาฟังบ้าง ฟังไปเรื่อยๆ เวลาฟังผ่านๆ ก็ไม่รู้สึกว่ามันฟังยากเย็นอะไร ผมเริ่มนอนหลับโดยมีเพลงแจ๊สเร่าร้อนของ จอห์น โคลเทรน เป็นดนตรีกล่อมนิทรา
    จนผมเกือบจะลืมไปแล้วว่าซีดีแผ่นนี้มันมาอยู่กับผมได้อย่างไร ความสงสัยดูเหมือนกำลังจะจางลง รถไฟฟ้า ลูกค้า และเรื่องตลกโปกฮากำลังจะทำให้ผมวุ่นวายกับชีวิตต่อไป เจ้าเสียงนาฬิกาปลุกก็ดันร้องลั่นขึ้น มันดังสนั่นจนผมสะดุ้งตื่นเต็มตาเมื่อกลับมาที่คอนโดฯ ในคืนหนึ่ง
    มีซองกระดาษสีน้ำตาลอีกซองในช่องรับจดหมายของผม!
    เหลียวซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร แม้แต่ รปภ. ประจำคอนโดฯ ก็ไม่รู้หายไปไหน ผมค่อยๆ หยิบซองกระดาษขึ้นมาพิจารณา
ไม่ผิดแน่นอน มีซีดีอีกชุดอยู่ในนี้
    ผมแกะซองออกดู ในซองมีอัลบั้มเพลงสีเหลืองน้ำตาล หน้าปกเขียนชื่อศิลปินว่า Miles Davis และบอกชื่ออัลบั้มว่า Miles Ahead
    เมื่อขึ้นมาถึงห้อง ผมก็รีบยัดซีดีใส่เครื่องเล่นทันที ความรู้สึกคล้ายกับได้รับจดหมายลึกลับ ในจดหมายฉบับนี้จะมีถ้อยความใดส่งถึงผมกันแน่?
    เสียงเครื่องเป่าสดใสโซโลกังวานสบายหู น่าจะเป็นเสียงทรัมเป็ต สอดสลับด้วยเครื่องเป่าวงใหญ่ที่เหมือนเป็นลูกคู่ แต่บางทีก็ชิงความโดดเด่นคล้ายเป็นคู่ต่อสู้ เบสกับกลองรองพื้นให้จังหวะเพียงบางเบา ราวกับผู้ชมที่คอยปรบมือเชียร์อยู่เบื้องหลัง ผมเคยได้ยินชื่อ ไมลส์ เดวิส ผ่านหูมาบ้าง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังดนตรีของเขาจริงจัง
    พลิกปกอัลบั้มอ่านข้อมูลไปเรื่อยๆ ผมก็พบว่าเครื่องเป่าที่ ไมลส์ เดวิส เป่าเป็นเครื่องดนตรีที่เรียกว่า ‘ฟลุกเกิลฮอร์น’ แฮะ ไม่ใช่ทรัมเป็ตอย่างที่เดาทีแรก งานชุดนี้บันทึกเสียงในปี ค.ศ. 1957 …ก่อนอัลบั้ม A Love Supreme ตั้งหลายปีแต่ฟังง่ายกว่ากันเยอะ
    ผมรู้ว่าดนตรีแบบนี้ก็เรียกว่าแจ๊สเหมือนกัน ทั้งๆ ที่มันต่างกัน
    และไอ้ดนตรีชิลล์ๆ แบบเสียงแซ็กโซโฟนหวานๆ เปียโนเบาๆ เสียงร้องสวยๆ ที่ผมจินตนาการไว้ในตอนแรกที่ได้อัลบั้ม  A Love Supreme มานั่นก็เห็นว่าเขาเรียกแจ๊สเหมือนกัน เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้ต่างกันอย่างนี้
    บทเพลงยังดำเนินต่อไป ทุกเพลงมีรูปแบบใกล้เคียงกันหมด คือราวกับบทสนทนาของฟลุกเกิลฮอร์นกับทีมเครื่องเป่าวงใหญ่ บางครั้งคุยเรื่องสนุกสนาน บางครั้งคุยเรื่องโรแมนติก รวมๆ แล้วทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย ผมเริ่มปลดเน็คไท ถอดรองเท้าถุงเท้า ถอดเข็มขัด แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง ล่องลอยไปตามเสียงดนตรี
    พลิกปกอัลบั้มขึ้นดูอีกที ชื่อเพลงให้ความรู้สึกหลากหลาย สอดรับไปกับอารมณ์ดนตรีของเพลงนั้นๆ อย่างเพลงแรก Springsville ให้ความรู้สึกเบิกบาน ในขณะที่ My Ship นั้นเครื่องเป่ากลุ่มใหญ่ช่วยกันโอบอุ้มทำนองหลักของฟลุกเกิลฮอร์น ดูช่างเวิ้งว้างและเดียวดาย คล้ายอยู่บนเรือลำเล็กๆ กลางทะเลสีส้มสะท้อนแสงแดดยามเย็น ส่วน Blues for Pablo กับ The Meaning of Blues นั้นเศร้าสร้อยงดงามจนน้ำตาซึม และ I Don’t Wanna Be Kissed (By Anyone But You) ก็ให้อารมณ์ซุกซน เหมือนแอบชมการเกี้ยวพาราสีระหว่างเครื่องเป่าหลากชนิด
    นั่งฟังไปเรื่อยๆ ผมก็พบว่าอัลบั้มนี้มีเพลงแถมให้ด้วยแฮะ เป็นเพลง Springsville, Blues for Pablo, The Meaning of Blues/Lament และ I Don’t Wanna Be Kissed (By Anyone But You) ซึ่งเข้าใจว่าบางเพลงก็เป็นการอัดตอนซักซ้อม และบางเพลงก็เป็นเทคที่อัดไว้แต่ไม่ได้ใช้ …แสดงว่าก่อนจะบันทึกเสียงก็ต้องมีการซักซ้อมกันไม่น้อย แต่พอผมกดฟังเปรียบเทียบระหว่างเทคที่ใช้จริงกับเทคที่เป็นเพลงแถม …อืม มันก็ต่างกันอยู่เหมือนกันนา
    ผมชอบชื่ออัลบั้ม Miles Ahead จังแฮะ มันเข้ากับตัวศิลปินดีแท้ และถ้าแปลความหมายซื่อๆ ก็คือหนทางยังอีกยาวไกล แต่ถ้าตีความหมายโดยให้คำว่า Miles หมายถึงชื่อของ ไมลส์ เดวิส ล่ะก็ มันก็คงได้อารมณ์ประมาณว่า คอยจับตาให้ดีเถอะ ไอ้ไมลส์มันอยู่ข้างหน้านี่แล้ว!
    ด้วยอารมณ์ผ่อนคลายสบายใจของเสียงเครื่องเป่าที่ไม่ได้เร่งร้อนในอัลบั้มนี้ ไม่ว่าจะตีความหมายแบบไหนก็ดูจะไม่เป็นปัญหา ถึงระยะทางจะอีกยาวไกลแต่การเดินทางก็คงรื่นรมย์ หรือถึง ไมลส์ เดวิส จะรออยู่ข้างหน้า แต่ผมก็ควรปลื้มใจมากกว่าจะต้องระมัดระวังตัว
    หรือสิ่งที่ผู้ส่งซีดีปริศนาต้องการจะบอกผมก็คือเรื่องเหล่านี้ …ระยะทางยังอีกไกล แต่ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกน่า
หรือว่าเขาเพียงต้องการจะบอกให้รู้ว่าดนตรีแจ๊สไม่ได้ฟังแล้วจะนอนไม่หลับเสมอไป เหมือนอย่างอัลบั้มแรกที่เขาส่งมาให้
หรือว่า…ผมจะคิดมากไปแล้ว
    มวลเครื่องเป่าอันอบอุ่นค่อยๆ พาผมล่องลอยไปแสนไกล ทิ้งห่างจากปริศนาทั้งปวง ลืมเลือนเรื่องราวในชีวิตอันวุ่นวาย ทั้งรถไฟฟ้า ลูกค้า บทสนทนาตลกขบขัน ห้องประชุมอันเคร่งเครียด หรือแม้แต่ความฝันในอดีตและความปรารถนาในอนาคต
    ดวงไฟกลางห้องยังส่องสว่าง แต่ผมเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้.

 * * * * * * * * * *

    อ่านกันแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ ถ้าเบื่อแล้วบอกกันได้ คราวหน้าจะได้เขียนเรื่องอื่น แต่ผมยังมีตอนที่ 3 เก็บไว้ด้วยนา
    มาถึงช่วงนี้ผมฟังเพลงแจ๊ซน้อยลงแล้วครับ เพราะว่าหน้าที่การงานไม่ค่อยเปิดโอกาสและมีเวลาให้ฟังเพลงแนวนั้นเยอะๆ แต่ต้องเขียนวิจารณ์เพลงร่วมสมัยมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังๆ นี่ผมก็ยังไปเจองานแจ๊ซเพราะๆ อยู่บ้าง ที่อยากจะแนะนำก็คืองานใหม่ของ pat Metheny ชื่อชุด Day Trip นะครับ ชุดนี้มีบันทึกการแสดงสดตามออกมาด้วยชื่อ Tokyo Day Trip ครับ เพลงดีมาก ฟังเพลินๆ ก็ได้ ฟังเอาจริงก็ได้
    มีความสุขกับการอ่านและการฟังนะครับ และหวังว่าคราวหน้าผมคงจะอัพบล็อกเร็วกว่านี้ แหะๆ…

ทำนองปริศนา

เมษายน 2, 2008

หายจากการอัพบล็อกไปนาน จนผมชักรู้สึกละอายที่จะอัพอีกครั้ง และก็รอคอยอีกพักใหญ่ จนความละอายมันละลายหายไปเอง คงเหลือแต่คำสัญญาที่ให้ไว้กับน้องแสนสนิทคนเดิม ว่าจะอัพบล็อกพร้อมกันอีก (ซึ่งเธอกับอัพล่วงหน้าไปนานแล้ว) ว่าแล้ววันนี้มีเวลาว่างนิดหน่อย ก็เลยแอบมาอัพบล็อกดูสักที
    โจทย์ที่เรานัดอัพพร้อมกัน คราวนี้ผมเป็นคนตั้งเองครับ (หน้าไม่อาย เป็นคนกำหนดโจทย์ แต่มาอัพทีหลังตั้งนาน) ผมกำหนดไว้ว่าเป็นเรื่อง ‘แจ๊ซ’ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าตอนที่คุยกันนั้นผมกำลังฟังเพลงแจ๊ซอยู่พอดี แล้วนึกๆ ไปก็น่าจะสนุกดีนะ เพราะไอ้คำว่าแจ๊ซนี่มันฟังดูมีอิสระดีจริงๆ
    แต่ด้วยการงานที่รัดตัวมากๆ (เอาล่ะ เริ่มเข้าโหมดแก้ตัวอีกครั้ง) ผมก็ไม่ทันได้นึกเสียทีว่าจะเขียนบล็อกครั้งนี้ออกมาเป็นอย่างไร ผ่านมาเป็นเดือน ในที่สุดวันนี้ผมก็นึกออกครับ คือไม่ได้นึกออกว่าจะเขียนอะไร แต่นึกออกว่าจะเอาอะไรมาลงน่ะ …แหะๆ
    ปลายปี 2549 มีนิตยสารเพลงแจ๊ซเล่มหนึ่งชื่อ Kool Jazz ทำการเปิดตัวครับ ทีมงานขอให้ผมเขียนคอลัมน์ให้ด้วย ตอนนั้นผมเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มหัดฟังเพลงแจ๊ซใหม่ๆ และกำลังสนใจอย่างจริงจังเลยทีเดียว แล้วด้วยความสนใจและความสดใหม่ ผสมกับความว่างๆ (ตอนนั้นยังไม่เริ่มทำ happening) ผมก็เลยคิดคอลัมน์มาเป็น ‘นิยาย’ เลยล่ะครับ (ห้าวไหมล่ะ) โดยกำหนดโครงเรื่องคร่าวๆ ว่าเป็นเรื่องของชายหนุ่มบ้างานคนหนึ่ง ที่ทุกๆ เดือนเขาจะได้รับอัลบั้มแจ๊สปริศนามาให้ลองฟัง โดยไม่ทราบผู้ส่ง โดยไม่มีความรู้เรื่องแจ๊ซ ทำให้เขาต้องค้นหาตัวตนและจุดประสงค์ของผู้ส่งลึกลับ ไปพร้อมๆ กับทำความรู้จักกับดนตรีแจ๊ซไปด้วยพร้อมๆ กัน ผมตั้งชื่อเรื่องว่า ‘ทำนองปริศนา’ ครับ
    และนี่คือตอนแรกของ ทำนองปริศนา…

 * * * * * * * * * *

alovesupreme.jpg

ทำนองปริศนา
    ซองกระดาษสีน้ำตาลธรรมดาสามัญ ถูกใครสักคนวางไว้ในช่องรับเอกสารประจำห้องของผมที่โถงล็อบบี้ในคอนโดฯ มันนอนนิ่งเหมือนรอคอยการกลับมาของผมอยู่หลายชั่วโมงแล้ว แน่นิ่งสงบเสงี่ยม ไม่ตั้งใจจะเรียกร้องความสนใจใดๆ
    แต่มันเรียกร้องความสนใจจากผมได้อย่างรุนแรง เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องปกติสามัญเลย
    ไม่เคยมีใครส่งอะไรมาให้ผมที่คอนโดฯ มาก่อน แม้แต่บิลล์ค่ามือถือหรือเครดิตการ์ด ผมก็ให้ส่งไปที่ออฟฟิศทั้งหมด เจ้าซองกระดาษธรรมดาสามัญนี้จึงเป็นซองแรกที่ได้มานอนสงบอยู่ในช่องของผมในตู้นี้ตั้งแต่ผมอยู่ที่นี่มาสี่ห้าเดือนได้
    ใครล้อเล่นหรือเปล่าวะ? ก็ผมไม่เคยให้ที่อยู่นี้กับใครนี่นา ไม่ใช่เพราะอยากให้เป็นความลับอะไรหรอก แต่ผมอยากให้ห้องที่คอนโดฯ ของผมหลุดพ้นจากเรื่องต่างๆ ของโลกภายนอก ไม่มีเรื่องงานให้ต้องคิด ไม่ต้องติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ทุกวันนี้ผมมีเวลาเป็นของตัวเองไม่เยอะนัก กลับมาถึงห้องดึกดื่นก็ไม่อยากยุ่งกับใครอีกแล้ว
    รปภ. ประจำคอนโดฯ นั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องออฟฟิศกลางล็อบบี้ ไม่สนใจเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นตรงตู้ใส่จดหมายข้างๆ ห้อง ผมตัดสินใจไม่ถามไถ่อะไรจากเขา เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี ผมเอื้อมมือไปหยิบซองกระดาษขึ้นมาดู ไม่มีการจ่าหน้าซองใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนจะมีสิ่งของอยู่ข้างใน จับๆ ดูก็เดาได้ว่าคงเป็นกล่องซีดี อาจจะเป็นแผ่นหนังหรือไม่ก็อัลบั้มเพลง ผมแกะซองออกดูทันที
    กล่องซีดีสีหม่นทึมหล่นสู่อุ้งมือผมอย่างง่ายดาย ดูจากปกที่เป็นภาพขาวดำของชายผิวสีหน้าตาเคร่งเครียดแล้วบ่งบอกว่าน่าจะเป็นอัลบั้มเพลง ด้านบนมีตัวอักษรอ่านได้ความว่า A Love Supreme / John Coltrane
    สงสัยเป็นพวกฮิปฮอปล่ะมั้ง…
    โทรศัพท์มือถือของผมสั่นเสียงลั่น ดังสะท้อนไปทั่วโถงล็อบบี้
    ผมรีบยัดซีดีคืนใส่ซองกระดาษ หยิบมือถือขึ้นมาดู …ชื่อที่โชว์อยู่คือชื่อของหัวหน้า – ผู้อำนวยการฝ่ายขาย
    “สวัสดีครับ…” ผมปั้นเสียงสุภาพรับสาย
    “ไปเลี้ยงลูกค้าเป็นไงบ้าง” หัวหน้าถามเสียงเข้ม
    “ดีครับพี่ คุณบัญชาแกเซ็นใบจองแล้ว ต้องเกลี้ยกล่อมอยู่นาน เหล้าเกือบหมดกลมแน่ะกว่าจะยอมเซ็น”  
    “ดี” ถึงเป็นคำชม แต่เสียงยังเข้มอยู่ “แล้วพรุ่งนี้อย่าลืมนะ มีประชุมฝ่ายขายตอน 9 โมงเช้า”
ผมรับปากมั่นเหมาะว่าตื่นไปทันประชุมแน่นอน ในใจนึกลิงโลดที่พรุ่งนี้มียอดขายไปอวดเพื่อนร่วมแผนก แต่พอหัวหน้าวางสายไปแล้ว ผมกลับนึกหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย …ดึกดื่นขนาดนี้ยังโทรมาตามงานกันอีกนะ
    ยังไม่ทันจะกดลิฟต์ขึ้นห้อง โทรศัพท์มือถือที่ถืออยู่ในมือก็ดังขึ้นอีก คราวนี้เป็นเพื่อนเก่าชื่อไอ้ชาลีโทรมา
    “เฮ้ย! ยังทำงานอยู่ออฟฟิศป่าววะ? มาดูกูเล่นไหม กูมีเล่นเปิดผับใหม่ตอนเที่ยงคืน ใกล้ออฟฟิศมึงเลยหนา…” เพื่อนเก่าพูดอ้อแอ้มาตามสาย เสียงบรรยากาศทางโน้นอื้ออึง นี่สงสัยมันจะเมาก่อนเล่นดนตรีอีกแล้วสิ …ไอ้หมอนี่เคยหัดเล่นกีตาร์มาพร้อมๆ กับผมตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่ม พอโตขึ้นมันก็ยังเล่นดนตรีอยู่ เล่นจนกลายเป็นอาชีพไปเลย ส่วนผมน่ะเลิกเล่นมานานแล้ว ประสบการณ์ใกล้เคียงการเล่นดนตรีที่สุดในช่วงนี้คือการไปร้องคาราโอเกะกับลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงานเดือนละครั้งสองครั้ง
    “เฮ้ย ไม่ได้ๆ กูกลับถึงบ้านแล้ว พรุ่งนี้ประชุมตอนเช้าด้วย ไว้วันหลังนะ” ในใจผมใคร่ครวญคำถามของมัน …ถึงผมจะอยู่บ้านแล้ว แต่ก็พอจะบอกได้เหมือนกันว่าผมยังทำงานอยู่ เพราะเมื่อกี๊เพิ่งวางสายจากเจ้านายไปหยกๆ
    “อะไรว้า ไม่เคยมีเวลาให้เพื่อนฝูงเลยหนาโว้ย ไอ้สาด” ไอ้ชาลียังลากเสียงอ้อแอ้อยู่ไม่วาย
    “เออๆๆ กูมีอะไรจะถามมึงพอดี” ผมแวบนึกถึงซีดีปริศนาขึ้นมาได้ “มึงรู้จักอัลบั้มนี้ไหม? …อะ เลิฟ สุพรีม ของ จอห์น โคลเทรน”
    มันเงียบไป แต่เสียงบรรยากาศอื้ออึงยังก้องอยู่ในหูผม
    “ไอ้เวร เดี๋ยวนี้ริฟังแจ๊สแล้วเหรอมึง” ชาลีหัวเราะดังลั่น “มัวแต่ฟังเพลงคนเดียวเหงาๆ อยู่ได้ ไม่ออกมาเจอผู้คนบ้างเล้ย ว่างๆ มึงแวะมาดูกูเล่นดีกว่ามั้ง ไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้วนะเว้ย… เฮ้ยๆๆ กูวางสายก่อน พอดีหญิงโทรมาว่ะ“ เพื่อนเก่าแก่พ่นคำอ้อแอ้ออกมาแค่นี้ แล้วผมก็ยินเสียงสัญญาณว่างเปล่าดังตื้ดๆ ตื้ดๆ
    เหลือบไปมองดู รปภ. คนเดิมที่ยังก้มหน้าอ่านหนังสือเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กำแพงแห่งโลกส่วนตัวของเขาช่างแข็งแกร่งจริงๆ
    ไม่เหมือนผมที่อุตส่าห์ซื้อคอนโดฯ ห้องเดี่ยวอยู่สูงถึงชั้น 20 จากระดับพื้นผิวของเมืองกรุงเทพฯ แต่ดูคล้ายใครๆ ก็บุกรุกเข้ามาในโลกส่วนตัวของผมได้ทุกเมื่อ
    …ไม่ว่าจะเป็นเวลาดึกดื่นแค่ไหน

———————–

    เครื่องปรับอากาศเริ่มทำงาน ไฟในห้องสว่างไสว ผมกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความภูมิใจ ห้องเดี่ยวเรียบหรูแบบโมเดิร์นราคาสองล้านสามแสนบาทห้องนี้คือหลักฐานยืนยันความสำเร็จในการงานของผม สำหรับผู้ชายวัยยังไม่ถึงสามสิบเต็ม การที่สามารถหาเงินมาผ่อนห้องแบบนี้ได้ทุกเดือนก็นับว่าไม่เลวนักหรอก
    ผมรู้สึกดีทุกครั้งที่กลับมาถึงห้องของตัวเอง ไม่ว่าจะเหนื่อยมาขนาดไหน
    แต่วันนี้ผมเหนื่อยจริงๆ แล้วก็มึนหน่อยๆ ด้วย คุณบัญชาเป็นลูกค้าที่รับมือยากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยเจอ ทั้งที่เราสองฝ่ายต่างก็รู้อยู่แล้วว่าอย่างไรการเซ็นสัญญาซื้อห้องชุดที่ผมเป็นเซลล์อยู่ก็ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ แต่เขาเล่นตัวอยู่นานสองนาน ให้ผมเลี้ยงข้าวเลี้ยงเหล้าครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าจะยอมขยับมือเซ็นแค่ใบจอง …นี่คงต้องเจอกันอีกหลายยกกว่าจะเก็บเงินครบทุกบาททุกสตางค์
    ผมล้มตัวลงบนเตียง คืนนี้ขอนอนมันทั้งอย่างนี้ล่ะวะ มือซ้ายเอื้อมมือไปตั้งนาฬิกาปลุก ส่วนมือขวา…ซองกระดาษปริศนานั่นยังอยู่ในมือขวาผมอยู่เลย
    เพลงแจ๊สเหรอ? เออ ดีเหมือนกัน ผมนึกถึงเปียโนเบาๆ แซ็กโซโฟนหวานๆ เสียงร้องเซ็กซี่ของสาวสวย …มันน่าจะกล่อมให้ผมหลับฝันดีได้ ผมชอบเพลงแจ๊สเพราะๆ บอซซาโนวาพลิ้วๆ ตามผับประเภทชิลล์เอาต์หรือร้านกาแฟเก๋ๆ ที่เคยนัดลูกค้าไปนั่งคุยงานอยู่แล้ว ถึงจะไม่เคยตั้งใจฟังอย่างจริงจังก็เถอะ
    ผมยัดแผ่นซีดีแปลกหน้าสีขาวขอบดำเข้าไปในเครื่องเสียงข้างเตียง กดปุ่มเพลย์ แล้วเอื้อมมือไปปิดไฟ ทั้งห้องมืดสนิทเหมือนเวลากำลังหยุดนิ่ง ดนตรีเริ่มต้นบรรเลง
    เสียงฆ้องดังผ่าง! …ตามมาด้วยแซ็กโซโฟนพลิ้วๆ เปียโนเบาๆ …อ่า เริ่มแล้วๆ
    เงียบไปอึดใจ ก่อนที่เบสจะส่งเสียงดัง ตึ่ง ตึง ตึ่ง ตึ๊ง ย้ำไปมา ผมผงกหัวตามน้อยๆ ตามจังหวะ แซ็กโซโฟนตามเข้ามา โอ้ ท่าทางจะชิลล์ไม่เบา ผมปล่อยตัวปลดใจไปตามบทเพลง เดี๋ยวคงมีเสียงร้องสวยๆ ของนักร้องสาวสักคนตามมาแน่ๆ แล้วผมคงจะร่วงผลอยลงสู่ห้วงนิทรารมณ์อย่างแสนสุข
    แต่แซ็กโซโฟนยังพลิ้วไหวไม่เลิกรา บางช่วงเร่งเร้าจนล่วงเกินความรู้สึกผ่อนคลาย
    เหมือนไม่ได้มาด้วยกัน คล้ายต่างคนต่างเล่น เบสยังคงย้ำ ตึ่ง ตึง ตึ่ง ตึ๊ง เนิบๆ ขณะที่แซ็กโซโฟนไล่ทำนองขึ้นลง ว่องไว กระชั้น ถี่ห่าง พลิ้วไปตามอารมณ์ผู้เล่น …เสียงนักร้องสาวสวยไม่มาสักที ผมเริ่มอึดอัด นี่มันเพลงอะไรกันวะ? ผมนึกก้องในใจท่ามกลางความมืด
    ฉับพลัน! แซ็กโซโฟนกลับมาเล่นเป็นเนื้อเดียวกับเสียงเบส ตึ่ง ตึง ตึ่ง ตึ๊ง เนิบช้า อีกอึกใจต่อมา เสียงร้องมาถึงจนได้ …แต่ดันเป็นเสียงต่ำทุ้มของมนุษย์เพศชาย บ่นพึมพัมไปตามท่วงทำนองเบส ท่องคำว่า “อะ เลิฟ สุพรีม” ซ้ำไปซ้ำมา
    อย่างกับสวดมนต์แน่ะ!
    ผมกำลังจะเอื้อมมือไปปิดเพลง แต่ท่วงทำนองก็แปรผันไปอีก แซ็กโซโฟนยังโดดเด่นอยู่ข้างหน้า แต่ผมเริ่มรู้สึกถึงเปียโนที่ไหลลื่นอยู่ข้างหลัง นั่นๆ เปียโนลอยมาอยู่ข้างหน้าแล้ว เหมือนอยู่ดีๆ ไอ้คนที่เป่าแซ็กอยู่ไหวๆ นั่นก็แวบออกจากวงไปเสียอย่างนั้น แล้วพักใหญ่ๆ มันก็กลับมา คราวนี้เร่งร้อนยิ่งกว่าเก่า! กลองที่เคยรองพื้นอยู่ข้างหลังพลันส่งเสริมการกลับมาของแซ็กโซโฟนให้ตื่นเต้นยิ่งขึ้น จนผมต้องนอนขมวดคิ้วอยู่ในความมืด กล้ามเนื้อรอบกายเขม็งเกร็ง
    จบแล้ว…นี่มันเพลงอะไรวะ? ผมถอนหายใจหนึ่งเฮือกใหญ่
    ยัง…ยังไม่หมด เพลงถัดไปเริ่มต้นแล้ว กลองตีหวดแหลกราญ ถี่ยิบ บ่งบอกว่าท่วงทำนองต่อไปนี้จะรุกเร้ายิ่งกว่าเดิมหลายเท่า โอ้! นอนไม่ได้แล้วโว้ย! ผมลุกขึ้นพรวดพราด เปิดไฟ และปิดเพลงทันที…
    กล่องซีดีสีดำที่ผมเพิ่งได้มาฟรีๆ นอนสงบอยู่ข้างเครื่องเสียงราคาหลายหมื่นบาท ผมหยิบมันขึ้นมาพิจารณา ใบหน้าด้านข้างของชายบนปกที่คงชื่อ จอห์น โคลเทรน ดูเคร่งขรึมจริงจัง ราวกับจะบอกว่างานชิ้นนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะโว้ย ผมน่าจะเอะใจตั้งแต่เห็นหน้าไอ้หมอนี่ทีแรกแล้ว พอพลิกหลังปกดูชื่อเพลง ปรากฏว่าผมฟังไปแล้ว 2 เพลง ความยาวร่วม 15 นาที ทั้งสองเพลงนั้นชื่อ Acknowledgement กับ Resolution
    ‘การยอมรับถึงการมีอยู่ของอะไรบางอย่าง’ กับ ‘การตกลงใจ’ อย่างนั้นเหรอ?
    ยอมรับอะไร? ตกลงใจทำอะไร? …แล้วเพลงแจ๊สอะไรทำไมมันช่างไม่ชิลล์ได้ขนาดนี้วะ? หรือจะมีคนส่งเพลงเหล่านี้มาเพื่อกลั่นแกล้งผม?
    ยังมีอีก 2 เพลงที่ผมไม่ได้ฟัง ชื่อว่า Pursuance กับ Psalm สองคำนี้มันแปลว่า  ‘การลงมือทำตามความตั้งใจ’ กับ… เออ ผมไม่รู้ความหมายของคำว่า Psalm แฮะ
    ข้อมูลหลังปกยังบอกอีกว่าอัลบั้มนี้บันทึกเสียงเมื่อปี ค.ศ. 1964
    40 ปีมาแล้ว! …ผมยังไม่ทันเกิดเลยด้วยซ้ำ 
    ใครทะลึ่งส่งอัลบั้มเพลงที่เก่าขนาดนี้มาให้ผมเนี่ย มันแปลว่าอะไรวะ? เพลงแบบนี้ไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องกับผมได้เลยแม้สักหนึ่งวินาทีของชีวิต สงสัยส่งผิดห้องแน่ๆ อาจจะเป็นของห้องข้างๆ คนส่งอาจจะวางผิดช่อง ผมควรจะเอาไปคืนผู้รับที่ถูกต้อง
    พรุ่งนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้เช้าผมค่อยไปถามห้องข้างๆ ผมวางกล่องซีดีลงที่เดิม เอื้อมมือปิดไฟ และไม่ได้เปิดเพลงอะไรฟังอีก จริงๆ แล้วผมมีซีดีของตัวเองอยู่ไม่กี่แผ่น แถมตอนนี้ไม่นึกอยากฟังเพลงอะไรอีก
    และคืนนี้ผมเหนื่อยมามากเกินไปแล้ว

———————–

    บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียด เดือนนี้เซลล์หลายคนขายอะไรไม่ได้เลย จริงๆ แล้วงานขายอสังหาริมทรัพย์แบบที่เราทำกันอยู่ก็มีโอกาสหงอยเหงาอยู่บ่อยๆ การขายบ้านสักหลังหรือคอนโดฯ สักห้องไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นักหรอก ยิ่งสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ถ้าเดือนหนึ่งมีคนเซ็นใบจองสักรายสองรายก็ควรจะยิ้มได้แล้ว
    เดือนนี้ผมรอดตัว ต้องขอบคุณคุณบัญชาสำหรับใบจองเมื่อคืน จะว่าไปผมก็เป็นเซลล์ที่ทำยอดขายไม่เลว แทบทุกเดือนผมขายห้องชุดได้บ้าง ปล่อยพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่าบ้าง บางเดือนก็โชคดีถึงขนาดขายบ้านเดี่ยวราคาสิบล้านได้ ไม่ว่าบริษัทของเราจะมีอะไรให้ขาย ผมก็ส่งต่อให้ลูกค้าได้อย่างไม่ยากเย็น
    แต่คนที่ทำยอดขายได้เหนือกว่าใครๆ เสมอมีอยู่คนเดียว – หัวหน้านั่นเอง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหัวหน้ามีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายขาย ฝีไม้ลายมือและคอนเน็กชั่นที่สั่งสมจากประสบการณ์ร่วมยี่สิบปีในงานขายอสังหาริมทรัพย์ย่อมไม่ใช่ธรรมดา
    เหนือไปกว่านั้น ฝีมือการคุมทีมขายของหัวหน้ายังยอดเยี่ยมอีกด้วย เซลล์คนไหนขยัน หัวหน้าก็มีกลยุทธ์การขายมาสั่งสอนไม่รู้จบ ส่วนเซลล์ที่ขี้เกียจก็ไม่มีใครอู้งานได้ เพราะหัวหน้าจะรู้ทันเล่ห์ข้ออ้างไปเสียหมด หัวหน้าเป็นมนุษย์ทำงานที่จริงจังที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ ถึงขนาดที่อุทิศทั้งชีวิตจิตใจให้บริษัทก็ว่าได้
    การประชุมวันนี้หัวหน้าก็แสดงความจริงจังออกมาโดยการไล่ถามงานของเซลล์ทีละคนในเดือนที่ผ่านมา แล้วก็ไล่ด่าเรียงตัวทีละคน มีผมคนเดียวที่ไม่ถูกด่า
    ผมนั่งฟังคนอื่นโดนประณามไปเรื่อย นานเข้าสมาธิก็เตลิดเปิดเปิง นึกไปถึงเรื่องแปลกๆ เมื่อเช้าที่ผมไปเคาะประตูห้องข้างเคียงถามเรื่องซีดี ห้องทางขวาของผมเป็นหญิงสาวหน้าตาสะอาดสะอ้าน อายุสักยี่สิบห้าเห็นจะได้ ผมเคยเห็นเธอแวบๆ มาก่อนสามสี่ครั้ง แต่นี้เป็นครั้งแรกที่เราได้คุยกัน เธอบอกว่าไม่รู้จักอัลบั้มอะไรนี่หรอก แล้วก็หัวเราะขำให้กับคำถามแปลกๆ ที่ผมนำมาคุยแต่เช้า
    ห้องทางซ้ายมือไม่ยอมเปิดประตู แต่ผมรู้ว่ามีคนอยู่ เพราะเพิ่งเห็นหนุ่มใหญ่ท่าทางภูมิฐาน อายุสักสี่สิบ ย้ายเข้ามาอยู่เมื่อไม่กี่วันก่อน
    ตกลงผมว่าผมยังไม่สามารถไขปริศนาซีดีลึกลับนี้ได้ ก่อนออกมาทำงาน ผมลองเปิดฟังอีกรอบ แล้วก็ฟังไม่จบเหมือนเดิม
    เสียงหัวหน้าดุด่าเซลล์คนอื่นจางลงเหมือนโต๊ะประชุมถอยห่างไปไกลแสนไกล ห้องประชุมที่สว่างไสวคล้ายกำลังมืดลงช้าๆ
    ในหัวผมยังก้องไปด้วยเสียงนั้น ตึ่ง ตึง ตึ่ง ตึ๊ง…ตึ่ง ตึง ตึ่ง ตึ๊ง ราวกับเป็นท่วงทำนองของประโยคคำถามอะไรบางอย่าง
    ผมคงต้องขบคิดอย่างหนัก อย่าว่าแต่จะหาคำตอบเลย …แค่คำถามผมก็ไม่เข้าใจเสียแล้ว

* * * * * * * * * *

    การฟังเพลงแจ๊ซเป็นเหมือนการไปท่องเที่ยวในดินแดนที่เราไม่คุ้นเคยครับ บางทีก็ได้อารมณ์ไม่คุ้นชิน ฟังภาษาที่เขาพูดไม่เข้าใจ แต่การรู้จักเปลี่ยนทิวทัศน์รอบกาย ได้ลองไปทำความรู้จักกับสถานที่ใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ บ้าง มันก็ทำให้เราได้เห็นอะไรกว้างขึ้น ได้เปลี่ยนรสชาติอาหารปากและอาหารใจ และบางทียังทำให้เรากลับมาย้อนมองตัวเอง แล้วรู้จักตัวเองได้มากขึ้นนะครับ
    อ่าน ‘ทำนองปริศนา’ เพียงตอนแรกอาจจะยังไม่ค่อยได้เรื่องราวเท่าไหร่ เป็นแค่การเปิดเรื่องเท่านั้น ตอนแรกนั้นตีพิมพ์ไปใน Kool Jazz ฉบับที่สองครับ ซึ่งจนบัดนี้ฉบับที่สามก็ยังไม่ได้ออกมาอีกเลย ดังนั้นผมจึงมีต้นฉบับ ทำนองปริศนา ตอนต่อๆ ไปเก็บไว้บ้าง และเป็นตอนที่ไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนด้วยนะครับ เอาเป็นว่าคราวหน้าผมจะเอาตอนที่สองมาให้อ่านต่อกันเลยดีกว่า
    และเหมือนเคยครับ ใครอยากอ่านเรื่อง ‘แจ๊ซ’ ของน้องดุสิตา ก็เข้าไปอ่านได้ที่ www.dusita.blogspot.com ได้เลย
    สำหรับวันนี้ ผมคงต้องขอลาไปก่อน …คือว่า มีซีดีแจ็ซที่เพิ่งซื้อมารอให้ไปฟังอยู่น่ะครับ

เธอบอกว่า เกย

มกราคม 28, 2008

วันดีคืนดี ก็มีน้องสาวแสนสนิทคนหนึ่งนัดหมายให้ผมอัพบล็อกไปพร้อมๆ กับเธอครับ นัยว่าต่างคนต่างเขียนก็เดียวดาย มานัดกันเขียนเลยดีกว่า
    แต่ว่านัดกันเขียนนี่ไม่ได้หมายความว่าเขียนที่เดียวกันเวลาเดียวกันนะครับ เรานัดกันว่าจะเขียนในหัวข้อเดียวกันต่างหาก ผมให้เกียรติฝ่ายหญิงเป็นคนกำหนดโจทย์ แล้วเธอก็บอกมาว่าอยากให้เราเขียนเรื่อง ‘เกย’
    ฟังคำนี้ตอนแรกแล้วก็รู้สึกว่าโดนใจดีครับ ความหมายมันก้ำๆ กึ่งๆ ดี ก็เลยรับปากว่าจะเขียนเรื่องนี้เหมือนกัน ทั้งที่ตอนนั้นยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนเข้าไปได้ยังไง
    และเพราะบล็อกของผมเป็นบล็อกเกี่ยวกับเรื่องสั้น ดังนั้นผมก็จำเป็นต้องเขียนเรื่องสั้นครับ
    แน่นอน, เรื่องสั้นเรื่องนี้ชื่อ เกย

 * * * * * * * * * *

keoy.jpg

เกย

    “ถามอะไรหน่อยสิ” อยู่ดีๆ เธอก็เอ่ยกับผม หลังจากที่เรานั่งเงียบกันมาตั้งนาน ปล่อยให้เสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศเป็นสรรพเสียงเพียงลำพังในห้องของผม
    “อืม…” ผมพยักหน้า รอฟังคำถาม แต่สายตาและสมองยังจดจ่ออยู่กับงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
    “คำว่า ‘เกย’ น่ะ สะกดเป็นภาษาอังกฤษว่ายังไงเหรอ? ”
    “เอ่อ…” ผมนึกในใจว่าถามอะไรของเธอนะ คิดอะไรแปลกๆ อีกแล้วสิผู้หญิงคนนี้ “ใช่คำว่า Overlap หรือเปล่า” ผมตอบไปเท่าที่จะคิดได้ 
     “ไม่ใช่ๆ …” เธอร้องเสียงหลง
     “อ้าว แต่ก็น่าจะใกล้เคียงนะ เท่าที่ผมรู้มาน่ะ” ผมหันไปมองเธอ “คือบางทีคำไทยกับอังกฤษมันก็ไม่มีคำที่แทนกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ มันก็ต้องเอาคำใกล้เคียง”
     “ไม่ใช่ๆ …” เธอทำเสียงรำคาญๆ “คือชั้นหมายความว่า จะเขียนทับศัพท์น่ะ เอ่อ เขียนเป็นภาษาคาราโอเกะน่ะ พอดีจะส่ง SMS หาเพื่อน”
     “อ๋อ…” ผมนึกในใจว่า แล้วทำไมไม่บอกให้ชัดเจนตั้งแต่แรกวะ “เอ่อ… น่าจะใช้ G-e-a-y เอ๊ะ ไม่น่าใช่ หรือจะเป็น G-e-o-y ไม่แน่ใจ โอ้ย… ยากว่ะ”
     “เห็นไหมล่ะ ชั้นก็ไม่แน่ใจ มันยากนะ ไม่งั้นไม่ถามหรอก” เธอทำน้ำเสียงเหมือนจะงอนนิดๆ คงเป็นเพราะเมื่อสักสิบห้านาทีก่อนผมโวยวายกับเธอที่เธอมากวนตอนผมกำลังเคร่งเครียดกับการงาน จนเราต้องนั่งเงียบกันไปนั่นแหละ
     “ผมว่า G-e-o-y นะ” ผมให้ความเชื่อมั่นกับตัวเลือกนี้
     เธอพนักหน้าหงึกๆ ก่อนจะหันกลับไปง่วนกับโทรศัพท์มือถือของตัวเองต่อ ผู้หญิงนี่เดาใจยากจริงๆ หนอ ดูเหมือนเธอยังไม่หายงอน แต่ก็คงไม่สนใจผมอีกต่อไปแล้วล่ะ
     ผมหันกลับมาสนใจงานตรงหน้าต่อ เมื่อกี๊ถึงไหนแล้ว…
     เอ๊ะ… ผมนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
     แล้วเธอส่งแมสเสจให้ใครล่ะนั่น?
     ตั้งแต่ตอนที่เราตกลงเป็นแฟนกันใหม่ๆ เมื่อสักสองเดือนก่อน เราก็ไม่ได้ส่งแมสเสจหวานๆ หากันบ่อยๆ อีกแล้ว ทำให้เดี๋ยวนี้วันนึงๆ ผมก็ไม่ได้ส่งแมสเสจให้ใครสักเท่าไหร่ ผมไม่รู้ว่าเธอยังมีนิสัยชอบส่งแมสเสจบ่อยๆ หรือเปล่า แล้วนี่เธอส่งให้ใครเหรอ แล้วไอ้คำว่า ‘เกย’ นั่นมันเกี่ยวอะไรกับข้อความที่เธอจะส่งไปล่ะ?
     “ส่ง SMS ให้ใครน่ะ? ”  ผมหันไปถามเธอจนได้
     เธอไม่เงยหน้าขึ้นมามองผม ไม่พูดอะไร ใบหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ สายตายังจ้องโทรศัพท์มือถือในมือ ปล่อยให้ผมได้ยินเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศอย่างไร้ความหมายอยู่อย่างนั้น
     “บอกไม่ได้เหรอ? ” ผมถามอีก
     “จะรู้ไปทำไม? ” เธอเงยหน้าขึ้นมาถามกลับดุๆ
     “ถามไม่ได้เหรอ? ”
     “อย่ากวนน่า คนกำลังยุ่ง” เธอหันกลับไปสนใจมือถือ 
     เธอแกล้งผมใช่ไหมเนี่ย คงจะเอาคืนที่เมื่อกี๊ผมโวยวายว่าเธอมากวนตอนที่ผมกำลังติดงานน่ะสิ ผมมองจ้องมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ห่างไปไม่กี่คืบตรงหน้าอย่างรู้สึกพิศวง …ทำไมผมเดาใจคนรักตัวเองไม่ได้นะ
     หรือว่าเธอมีอะไรปิดบัง?
     หรือว่าเธอกำลังส่งข้อความหาผู้ชายคนอื่น …ผมนึกถึงตอนที่เราส่งแมสเสจโต้ตอบกันวันหลายหลายสิบครั้งตอนที่เริ่มจีบกันใหม่ๆ
     “ส่งให้ใครน่ะ? ” ผมถามอีกที พร้อมจะโงกหน้าเข้าไปใกล้เธอ
     เธอยกมือถือหลบ ไม่ยอมให้ผมดู แล้วก็ทำท่าทางรำคาญสุดชีวิต คิ้วขมวด บิดปากเบ้ ถอนหายใจแรงๆ หนึ่งที
     เราจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้นชั่วอึดใจ แล้วผมก็นึกสงสัยขึ้นมาว่าหน้าตาผมจะบึ้งตึงเหมือนเธอหรือเปล่า?
     กริยาต่อมาของเธอเหนือความคาดหมายของผมอีกแล้ว …เธอยื่นโทรศัพท์มาให้ผม ยังบูดบึ้งเหมือนเดิม แต่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงท้าทายว่า แน่จริงก็เอาไปดูสิ
     ผมคว้าโทรศัพท์มาจากมือเธอ
     บนหน้าจอเป็นหน้าส่งแมสเสจ เขียนค้างไว้ว่า “ราชรถมาเกย แต่ไม่เปิดประตูให้ว่ะ”
     ตรงชื่อผู้รับเป็นชื่อ สาว เพื่อนสาวของเธอคนหนึ่ง ผมเคยเจอเพื่อนเธอคนนี้บ่อยๆ
     …อ่านแล้วงง
     “เขียนอะไรของเธอ…มันแปลว่าอะไรเนี่ย? ” ผมเงยหน้าขึ้นมองเธออีกที
     เธอกำลังอมยิ้ม เป็นยิ้มแบบสะใจยังไงไม่รู้
     “ก็สาวน่ะ มันทะเลาะกับแฟน แฟนมันเจ้าชู้ แล้วมันก็ส่งแมสเสจมาบอกว่าอิจฉาชั้นที่มีแฟนทั้งขยันทั้งรวย ยังกับมีราชรถมาเกยแล้วน่ะ” เธอเล่าเสียงดังฟังชัด
     ผมปะติดปะต่อเรื่องราว …แล้วเธอก็ส่งแมสเสจตอบเพื่อนว่า ผมเป็นราชรถที่ไม่ยอมเปิดประตูงั้นเหรอ?     
     มันแปลว่าอะไรหว่า
     “แปลว่าอะไรน่ะ” ผมถามออกไปโดยไม่รู้ตัว รู้สึกคล้ายๆ จะเสียใจ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก
     เธอยิ้มหยันสะใจอีกที ก่อนจะทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แล้วก็ชี้ๆ มือไปที่คอมพิวเตอร์ของผม
     ผมหันไปมองหน้าจอ งานที่ต้องสรุปให้ทันพรุ่งนี้ยังเหลืออีกเพียบ ตัวเลขยังค้างคา ไฟล์งานเปิดซ้อนกันไว้หลายโปรแกรม…
     “อย่าสนใจเลย เรื่องไร้สาระน่ะ งานยุ่งไม่ใช่เหรอคะ” เธอพูดประชด ผมรู้ว่าเธอประชด มือเธอยังชี้ๆ ไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของผม
     แล้วอยู่ดีๆ หน้าจอผมก็ดับวูบ กลายเป็นสีดำสนิท!
     “อุ๊ย…” เธออุทานออกมาเบาๆ ชักมือกลับ คงตกใจเหมือนกัน
     แวบแรกผมก็นึกว่าไฟดับ แต่อีกแวบต่อมา พอมีภาพถ่ายที่ผมถ่ายเล่นๆ เก็บเอาไว้ลอยขึ้นมาบนจอ ผมก็นึกได้ว่ามันเป็นสกรีนเซฟเวอร์ที่ผมทำไว้นั่นเอง
     ภาพถ่ายคู่กันระหว่างผมกับเธอตอนที่เราออกเดตกันใหม่ๆ ค่อยๆ ลอยขึ้นมาทีละภาพ ทีละภาพ ใบหน้าของเราดูยิ้มแย้มกันเต็มที่ บางภาพผมหัวเราะจนตาหยี บางภาพเธอดูเขินอาย แต่มีประกายตาระยิบระยับ ตอนที่เราเพิ่งคบกันเป็นช่วงที่ผมกำลังบ้ากล้องดิจิตอลที่เพิ่งซื้อมาด้วยพอดี ตอนนี้ผมไม่ได้แตะกล้องตัวนั้นมาหลายอาทิตย์แล้ว เพราะเราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันมาพักใหญ่ ถ้าเธอว่างทีไรก็ได้แต่มานั่งๆ นอนๆ ดูผมทำงานที่ห้องนี่แหละ กล้องดิจิตอลตัวนั้นผมก็เก็บใส่ลิ้นชักไปแล้ว
     เราจ้องดูสกรีนเซฟเวอร์อยู่จนภาพเก่ามันวนกลับมาอีกครั้ง…
     “ทำงานเถอะ ชั้นไม่กวนแล้ว”
     เธอพูดแล้วก็สะบัดหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินไปนั่งตรงมุมห้อง ล้มตัวลงนอนที่โซฟา หยิบนิตยสารที่โต๊ะข้างๆ มาอ่าน …นี่เธอยังงอนอยู่หรือเปล่าหว่า?
     ผมกำลังจะนั่งลงทำงานต่อ แต่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้อีก
     “นี่เธอ เอ่อ ถามหน่อยสิ” ผมหันไปเอ่ยแบบกล้าๆ กลัวๆ
     “หืม…” เธอหันมามอง หน้าตาเรียบเฉยอีกแล้ว
     “ทำไมถึงส่งแมสเสจให้เพื่อนเป็นภาษาไทยล่ะ ในเมื่อเธอถามชั้นเป็นภาษาคาราโอเกะน่ะ? ”
     เธอหัวเราะออกมาหึๆ แล้วตอบมาด้วยเสียงออดอ้อน
     “ตอนแรกขี้เกียจพิมพ์ภาษาไทยเพราะไม่ถนัดไงคะ ก็ชั้นไม่ค่อยได้ส่งแมสเสจภาษาไทย ก็ว่าจะใช้คำคาราโอเกะน่ะ แต่คิดๆ แล้วมันไม่ได้อารมณ์ ไม่ได้ใจความเท่า ถึงมันจะออกเสียงเหมือนกัน แต่มันแทนกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ได้แค่อารมณ์ใกล้เคียง แต่ก็ไม่ใช่คำเดียวกันนะคะ” เธอยิ้มแล้วยักคิ้วสองที …ดูกวนชะมัด
     “อ้อๆ อืมๆ ” ผมพยักหน้าเข้าใจ วินาทีนั้นเหมือนผมเข้าใจเธอจริงๆ    
     “เดี๋ยวก่อนนะๆ เธอนอนอยู่ท่านั้นก่อนนะ” ผมมีไอเดียอะไรดีๆ ขึ้นมา รู้สึกว่าต้องรีบทำก่อนที่ชั่วขณะนั้นจะหายไป
     เธอทำหน้างงๆ คิ้วขมวด แต่ริมฝีปากส่งยิ้มแปลกๆ มาให้ ในมือยังถือนิตยสารค้างเอาไว้
     ผมเปิดลิ้นชัก คว้ากล้องดิจิตอลออกมา แล้วรีบถ่ายรูปเธอในท่างงๆ กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟาเก็บเอาไว้ทันที
     หันกลับมามองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ไฟล์งานเปิดค้างไว้ซ้อนๆ กันหลายไฟล์ หลายโปรแกรม ผมเอื้อมมือไปบังคับเมาส์ ค่อยๆ ย่อมันลงทีละไฟล์ ทีละไฟล์
     ผมคิดว่าจะใช้ภาพนี้เป็นวอลล์เปเปอร์นะ

วิภว์ บูรพาเดชะ
27/01/51

 * * * * * * * * * *

     เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่ผมเขียนสดๆ บนบล็อกนี้เลยนะครับ ดังนั้นถ้าใครมาอ่าน ก็ถือว่าได้อ่านที่นี่เป็นที่แรก
     คำว่า ‘เกย’ เป็นคำที่เล่นได้สนุกมากๆ ไม่ต้องมีพล็อตเยอะ มีไว้แค่หลวมๆ แต่ระหว่างเขียนก็พยายามนึกตลอดเวลาว่าในชีวิต ณ ช่วงขณะนั้นของตัวละครคู่รักสองตัวนี้มีอะไรที่ ‘เกย’ กันอยู่บ้าง มันก็ได้ออกมาประมาณนี้นะครับ
     อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร บอกกันบ้างนะครับ ส่วนถ้าใครอยากอ่านงานเรื่อง ‘เกย’ ของน้องแสนสนิทคนนั้นของผม ก็เข้าไปอ่านได้ที่บล็อกของเธอที่ www.dusita.blogspot.com ได้เลย ถ้าใครเป็นแฟน happening น่าจะคุ้นๆ ว่าชื่อน้องดุสิตานี่เขาเป็นคนเขียนเรื่องละครเวทีใน happening นะครับ น้องเขาเป็นลูกน้องเก่าของผมที่ HAMBURGER นั่นเอง เราเคยร่วมงานกันอยู่เป็นปีเลยล่ะ เรื่องของน้องในบล็อกเขาอาจจะสั้นๆ หน่อย แต่ก็ต้องออกตัวแทนน้องเขาว่า เพราะผมขี้โกงปนขี้เกียจครับ เลยเล็งๆ รอๆ อยู่นาน แล้วก็อัพบล็อกช้ากว่าเธอไปร่วมเดือนทั้งที่นัดกันไว้ว่าจะอัพช่วงปีใหม่ ก็เลยเขียนได้ยาวหน่อย เข้าทำนองช้าๆ ได้พร้าเล่มยาว
     และถึงไม่ได้อัพพร้อมกัน แต่พอจะมั่วๆ เรียกว่าอัพบล็อกแบบเกยๆ กันได้ไหมนะ.

ถึงจะเป็นการสร้างสรรค์ แต่บางครั้งเราทำอะไรที่วนเวียนอยู่กับสิ่งที่เราเคยทำมานะครับ
    วินเซนต์ แวนโก๊ะ วาดภาพตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า, ผู้กำกับระดับตำนานของญี่ปุ่น ยาสึจิโร โอสุ ทำหนังหลายเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าของความเป็นครอบครัวและวิถีชีวิตแบบเก่า, อัลบั้มใหม่ของ บรู๊ซ สปริงสทีน มีดนตรีและเนื้อหาไม่ต่างจากสิ่งที่เขาเคยทำมามากนัก และนักเขียนซีไรต์ อัศศิริ ธรรมโชติ ก็มีเรื่องสั้นเกี่ยวกับชีวิตชายทะเลหลายต่อหลายเรื่อง
    แต่งานที่อ้างมาข้างบนล้วนเป็นงานศิลปะชั้นดี ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ย้อนกลับมามองงานเขียนแบบธรรมดาๆ ของผมแล้วก็เจอบางเรื่องที่เขียนอะไรซ้ำๆ กันเหมือนกันครับ
    ประเด็นที่ผมเขียนในงานหลายเรื่องคือเรื่องของคนชานเมือง ความเปลี่ยนแปลงจากวัยเยาว์ที่เป็นเด็กชานเมือง (หรือต่างจังหวัด) แล้วเติบโตกลายเป็นคนเมืองเต็มรูปแบบ คือลึกๆ แล้วผมอาจจะฝังใจกับวัยเยาว์ก็เป็นได้
    แต่คนส่วนใหญ่ก็มักฝังใจกับวัยเยาว์นะครับ …อันนี้ผมเดาเอาเอง
    เร็วๆ นี้ผมมีหนังสือรวมเรื่องสั้นออกมาครับ ขายแถมไปกับหนังสือ happening ฉบับที่ 9 หน้าปกกรู๊ฟไรเดอร์ส เป็นหนังสือทำมือที่ผมตั้งชื่อว่า ‘เปลี่ยน’ โดยรวมเรื่องสั้นแค่ 2 เรื่อง ซึ่งบังเอิญว่าเป็น 2 เรื่องที่มีอะไรคล้ายๆ กันอยู่พอสมควร ทั้งที่เวลาเขียนก็ห่างกันหลายปี ตอนเขียนเรื่องหลังเสร็จนั่นลืมเรื่องแรกไปแล้ว แต่พอทิ้งไว้แล้วกลับมาอ่านงานเก่าๆ ถึงพบว่า เออ มันมีอะไรคล้ายกันอยู่จริงๆ นะ
    ใน Blog คราวนี้ผมจะขอลงเรื่องสั้นชื่อ ‘เปลี่ยน’ มาให้อ่านกันก่อนครับ ส่วนเรื่องสั้นอีกเรื่องที่รวมไว้ในหนังสือทำมือเล่มเล็กๆ เล่มนั้นชื่อว่า ‘ทุกๆ ปีที่แล้ว’ ต้องรบกวนให้ไปหาอ่านกันเองดีกว่า เผื่อว่าจะเพิ่มยอดขายให้กับหนังสือทำมือของผมได้นิดๆ หน่อยๆ นะฮะ (แหะๆ )

* * * * * * * * * *

change.jpg

เปลี่ยน

    “มีความสุขให้มากๆ นะ”
    ผมพูดประโยคนี้กับสุปรียาครั้งแรกตอนที่เราเลิกกัน
    เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนมาตั้งแต่เด็ก บ้านอยู่ซอยใกล้กัน คุ้นหน้าตาอยู่หลายปีจนเริ่มสนิทสนมขึ้นเรื่อยๆ พอถึงช่วงวัยที่ใครๆ เริ่มมีแฟน เราก็เริ่มสนิทสนมกันอีกแบบ โทรศัพท์คุยกันข้ามคืน เลิกเรียนก็รอกลับบ้านพร้อมกัน มีแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีดำและดวงดาวที่ค่อยๆ วิบวับขึ้นบนท้องฟ้าเป็นภาพฉากหลังระหว่างทางกลับบ้านด้วยกันทุกวัน มีความลับและเรื่องราวในใจมาแลกเปลี่ยน สุปรียากระซิบความฝันเรียบง่ายกับผม ส่วนผมก็เล่าแผนการมากมายที่ผุดขึ้นมาในใจไม่เว้นวันให้เธอฟังเป็นคนแรก ผมบอกรักเธอแทบทุกวัน เธอจะยิ้มบางๆ แทบทุกครั้งที่ได้ยิน
    เราคบกันอยู่อย่างนั้นราวสามปี ความหวานค่อยๆ จางไปโดยเราไม่รู้สึกว่าผิดปกติ ความตื่นเต้นเริ่มคลี่คลายโดยเราเองก็ยิ้มรับเพราะไม่รู้สึกว่าสูญเสียความสุขแต่อย่างใด สุปรียาเริ่มไม่อยู่รอกลับบ้านด้วยกันเพราะต้องไปเรียนพิเศษตอนเย็น ส่วนผมก็หันมาจริงจังกับการเตะบอลกับกลุ่มเพื่อนผู้ชายถึงมืดค่ำ จนท้องฟ้าสีดำเบื้องบนไม่มีแสงสว่างเพียงพอให้มองเห็นลูกบอลอีก แม้แต่แสงดาวระยิบระยับก็ดูไม่สำคัญอีกต่อไป โทรศัพท์ที่เคยต่อสายหากันทุกวันก็กลายเป็นวันเว้นวัน เว้นสองวัน และเว้นมากกว่านั้น ก็จะคุยอะไรนักหนา เจอหน้ากันที่โรงเรียนมาทั้งวันแล้ว
    จนเราเรียนจบชั้นมัธยม อนาคตข้างหน้าของแต่ละคนเปิดกว้าง เส้นทางเราแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด และเพราะรู้ดีว่าชีวิตยังอีกยาวไกล ในที่สุดผมก็เป็นฝ่ายบอกสุปรียาว่าเราควรปล่อยให้เส้นทางนั้นนำพาชีวิตไป แล้วเปิดโอกาสสำหรับคนอื่นๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตบ้าง
    ผมไม่เสียใจที่เราแยกย้าย และหวังให้เธอมีความสุขมากๆ อย่างที่บอกไปจริงๆ
    แต่ตอนล่ำลา สุปรียาก็เสียน้ำตาไปไม่น้อย

– – – – – – – – – – –

    สุปรียาเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังในกรุงเทพฯ ผมก็เข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพฯ เหมือนกัน ชีวิตเฮฮากับเพื่อนในหอพักนักศึกษาของผมสนุกสุดเหวี่ยง การเรียนระดับอุดมศึกษาทำให้รู้สึกเหมือนเป็นผู้ใหญ่ทั้งที่เพิ่งผ่านพ้นวัยเด็กมาหยกๆ เมื่อพ่อแม่อยู่ห่างไกล เสียงดุด่าไม่สามารถตามมาถึงที่นี่ ชีวิตก็คล้ายเปลี่ยนแปลงไปหมดทุกอย่าง วัยเยาว์เลือนลางอยู่ในความทรงจำ สุปรียากลายเป็นหญิงสาวจากอดีต
    แต่เธอยังไม่ลืมผม เมื่อถึงวันเกิดผมเธอจะโทรมาอวยพรทุกปี บางปีสุปรียาก็โทรมาที่หอพักตอนที่ผมอยู่พอดี แต่บางปีผมก็ไปนอนเมาค้างอยู่ที่ห้องเพื่อน ปล่อยให้โทรศัพท์ในห้องส่งเสียงดังยาวนานและเปี่ยมความหวัง กว่าจะรู้ก็สองสามวันต่อมาที่เธอยังพยายามโทรมาจนเจอผม
    เมื่อเราเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย เธอยังโทรมาอวยพรวันเกิดผมเหมือนเคย วันนั้นผมอยู่นอนเล่นอยู่ที่ห้อง ไม่มีกิจกรรมอื่นใดเป็นพิเศษ จริงๆ แล้วผมกำลังนอนนึกอยู่พอดีว่าเธอจะโทรมาหรือไม่ พอเธอโทรมาความรู้สึกผิดจึงเอ่อขึ้นในใจ ผมคุยกับเธอนานเป็นพิเศษ ช่วงหนึ่งสุปรียาบอกผมว่าเธอยังไม่มีคนรักใหม่
    วันนั้น ผมบอกสุปรียาไปตามตรงว่าผมมีแฟนใหม่แล้ว เป็นรุ่นน้องในคณะเดียวกัน คบกันมาได้ปีกว่า
    ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เสียใจกับข่าวนี้นัก แต่ก็เปลี่ยนกลับมาคุยเรื่องวันเกิดแทน เธอถามว่าผมลืมวันเกิดเธอไปแล้วจริงๆ เหรอ
    ผมเลยบอกสุปรียาไปตามตรงอีกว่า ที่ไม่เคยโทรไปอวยพรวันเกิดเธอเลยตั้งแต่เลิกกัน เพราะไม่อยากให้เธอนึกถึงความทรงจำดีๆ ตอนที่เราเป็นแฟนกัน สมัยนั้นถึงวันเกิดเธอทีไรผมจะมีของขวัญน่ารักๆ ให้เสมอ บางทีก็เอาไปให้เธอที่บ้านแต่เช้ามืดเพื่อจะได้แฮปปี้เบิร์ธเดย์เธอก่อนใคร แล้วตอนเย็นยังพาไปกินข้าวที่ร้านอาหารสวยๆ ก่อนกลับบ้านอีก ตกดึกก็โทรคุยกันอีกนานสองนาน คุยกันจนเที่ยงคืนเพื่อจะได้บอกแฮปปี้เบิร์ธเดย์เธอเป็นคนสุดท้ายด้วย เหมือนผมเคยให้ความสำคัญกับวันเกิดของเธอเสียมากมาย แต่พอถึงตอนนี้ ผมอยากให้เธอรู้สึกว่าผมไม่ได้คิดอย่างนั้นอีกแล้ว
    หญิงสาวจากอดีตอึ้งไป บทสนทนาระหว่างเราเงียบงัน ผมนับในใจช้าๆ …หนึ่ง…สอง…สาม…สี่…ห้า…เราเงียบกับไปเกือบสิบวินาทีได้ แล้วเธอก็พูดออกมา
    “ต่อไปนี้ เรามาอวยพรปีใหม่กันเถอะ”
    เธอชี้แจงว่าวันปีใหม่ไม่ใช่วันพิเศษของผม ไม่ใช่ของเธอ แต่เป็นวันพิเศษสำหรับทุกคน หากจะอวยพรกันก็คงไม่เป็นไร เธออยากให้เราอวยพรปีใหม่กันทุกปี อย่างน้อยมันก็แสดงว่าเรายังเป็นมิตรที่ดีต่อกัน เธอหวังว่าผมคงเต็มใจให้สัญญาได้ว่าเราจะอวยพรปีใหม่กันตลอดไป ไม่ว่าเราจะเติบโตไปเป็นอย่างไร ไม่ว่าใครจะมีแฟน หรือแต่งงานมีลูกไปแล้วก็ตาม
    วันนั้นเองที่สัญญาระหว่างผมกับสุปรียาเริ่มต้นขึ้น

– – – – – – – – – – –

    ปีแรกของชีวิตหลังเรียนจบ ผมค่อยๆ หางานทำต่อในกรุงเทพฯ เที่ยวเล่นบ้าง ส่งใบสมัครงานที่โน่นที่นี่บ้าง เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับกิจกรรมเรื่อยเปื่อยอย่างเตะบอลกับเพื่อนๆ ที่ว่างงานเหมือนกัน หรือไม่ก็มารอรับแฟนที่กำลังเรียนอยู่ปีสุดท้าย กว่าผมจะได้เริ่มงานก็ล่วงเข้าเดือนตุลาคมแล้ว เป็นงานขายในบริษัทคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง ผมย้ายหอพักนักศึกษามาอยู่อพาร์ทเมนต์ที่ใกล้ใจกลางเมืองเข้ามาอีกหน่อย ฝากให้รุ่นน้องที่เช่าห้องต่อคอยบอกกับใครต่อใครที่ติดต่อมาว่าผมย้ายไปอยู่ที่ไหน
    ส่วนสุปรียากลับไปอยู่ที่บ้านตั้งแต่เรียนจบหมาดๆ เธอเริ่มงานที่ธนาคารในตัวเมืองที่เราเติบโตมานั่นเอง ระยะทางระหว่างเราห่างกันออกไปอีก แต่ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอะไรนัก เพราะตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็ไม่เคยเจอหน้าเธออยู่แล้ว
    วันหยุดปีใหม่ปีนั้นเป็นปีแรกที่ผมไม่ได้กลับบ้าน ส่วนหนึ่งเพราะเบื่อหน่ายการเบียดเสียด และวันหยุดปีใหม่ครั้งนั้นก็เป็นช่วงหยุดยาวครั้งแรกตั้งแต่ผมเริ่มทำงาน และยังเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเมืองกรุงเทพฯ ในสภาพปลอดโปร่ง ผู้คนบางตา การจราจรไหลลื่น คืนวันส่งท้ายปีเก่าผมมีนัดกับแฟนว่าจะไปเคาท์ดาวน์ด้วยกัน แต่เธอกลับโทรมาบอกว่าต้องไปกินเลี้ยงกับครอบครัว เพราะมีญาติมาจากเมืองนอก ผมโมโหนิดหน่อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการยินยอม
    แล้วสุปรียาก็โทรมาจริงๆ …เธอตามผมจนเจอ
    เพราะเป็นคืนวันขึ้นปีใหม่ที่ผมอยู่คนเดียวและเพิ่งจะทะเลาะกับแฟน ผมจึงคุยกับสุปรียายาวนานอีกหน เวลาคนเราห่างกันไปหนึ่งปีจะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น หากเล่าสู่กันฟังจริงๆ ใช้เวลาหนึ่งคืนก็ไม่พอ คืนนั้นผมคุยกับเธอเกือบสองชั่วโมงได้ สุปรียาเล่าเรื่องชีวิตการงานที่ธนาคารให้ฟัง เธอพูดถึงถนนซอยแถวๆ บ้านเราที่เปลี่ยนแปลงไป มีร้านเซเว่นอีเลเว่นมาเปิดแล้ว พูดถึงงานประจำจังหวัดที่ผมกับเธอเคยไปเดินเล่นด้วยกัน แล้วก็บอกความหวังเรียบง่ายในปีหน้าที่เธออาจจะได้เงินเดือนขึ้นสักนิด ส่วนผมก็เล่าเรื่องชีวิตในออฟฟิศ เล่าเรื่องทะเลาะกับแฟน แล้วก็เรื่องแผนการมากมายในอนาคตที่ผมยังไม่แน่ใจว่าจะใช้แผนไหนดี
    ประโยคสุดท้ายที่เธอบอกผมในคืนนั้นก็คือ “ปีหน้าคุยกันใหม่นะ”
    ผมให้สัญญา พลางนึกในใจว่าได้คุยกันปีละครั้งก็ดีเหมือนกัน

– – – – – – – – – – –

    เหตุการณ์ในปีต่อๆ มาก็คล้ายเดิม สุปรียายังคงเป็นฝ่ายโทรมาหาผมในคืนสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ ไม่เคยมีสักหนที่ผมเป็นฝ่ายโทรหาเธอก่อนเลย แต่ผมก็ยินดีเอ่ยปากบอกแฮปปี้นิวเยียร์ให้เธอทุกครั้ง จากคำอวยพรพื้นๆ ตามต่อด้วยคำถามง่ายๆ ว่า “ชีวิตเป็นไงบ้าง? ” แล้วเราก็จะแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ผ่านมาในแต่ละปี สั้นบ้างยาวบ้าง แล้วแต่จังหวะเวลาในแต่ละครั้ง
    ในช่วงสามร้อยหกสิบสี่วันระหว่างวันปีใหม่กับวันปีใหม่ ผมจะกลับคืนสู่ชีวิตปกติในเมืองใหญ่ พยายามเข้าออกงานให้ตรงเวลา แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด มองหาอนาคตที่ดีกว่าเดิม ผมหาโอกาสเปลี่ยนงานบ้าง แล้วก็มีความคิดจะไปเรียนต่อเมืองนอกแวบเข้ามาบ้าง จนเมื่อวันปีใหม่เวียนมาอีกครั้ง ผ่านไปอีกหนึ่งปี ความคิดเรื่องสุปรียาก็จะหวนกลับมาเสมอ
    แล้วเธอก็จะโทรมาทุกปี
    ในปีที่สามของชีวิตการทำงาน ความหวังเรื่องการเรียนต่อเมืองนอกก็ดับวูบไป รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ฟองสบู่แตก เศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ ผมโดนลดเงินเดือน กิจการของที่บ้านที่เคยหวังว่าน่าจะสามารถส่งผมไปเรียนต่อได้ก็กลายเป็นหนี้เป็นสิน แผนในอนาคตทั้งหมดของผมหายวับไปกับตา แต่เรื่องที่ทำให้รู้สึกต่ำต้อยลงไปอีกก็คือฐานะทางบ้านของแฟนผมไม่ได้ผลกระทบอะไรจากเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจนี่เลย เธอตัดสินใจไปเรียนต่อที่อเมริกา และเราจะต้องห่างกันไปอย่างน้อยก็สองปี
    ก่อนจะไปเรียนต่อ แฟนผมบอกว่าถ้าผมจะมีคนใหม่เธอก็เข้าใจ เธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทนความเหงาได้สักเพียงไหน แต่เธอจะพยายามให้ดีที่สุด ผมรู้ดีว่าแฟนผมอยากให้ผมบอกปัดความคิดนี้ และสัญญากับเธออย่างหนักแน่นว่าจะมั่นคงต่อเธอ แต่ผมก็ทำได้เพียงยิ้มรับ บอกเธอว่าให้ตั้งใจเรียนแล้วรีบกลับมา แล้วในใจก็นึกถึงสุปรียาขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล
    ปีใหม่ปีนั้นสุปรียาโทรมาเช่นเคย ผมเล่าเรื่องความหวังทั้งมวลในชีวิตที่พังพินาศให้เธอฟัง เมื่อฟังเรื่องของผมจบ เธอก็พูดขึ้นบ้างว่าที่ธนาคารก็ลดเงินเดือนเหมือนกัน มีเพื่อนร่วมงานโดนเลย์ออฟด้วย ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองตีโพยตีพายเกินไป แต่ในใจก็ยังไม่วายเศร้าโศก
    เราคุยกันยาวนาน ส่วนใหญ่ผมเป็นฝ่ายพูด สุปรียาไม่ได้ปลอบใจผมมาก เธอเอ่ยถามนิดหน่อยว่าไม่คิดจะกลับมาทำงานที่บ้านบ้างเหรอ ผมไม่ได้ตอบอะไร ไม่อยากเล่าเรื่องที่บ้านซึ่งกำลังลำบาก และจริงๆ แล้วผมก็ไม่เคยคิดจะกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ผมคิดว่าผมหลงรักความวุ่นวายของเมืองใหญ่ หลงใหลสีหน้าและดวงตาที่กระตือรือร้นของคนที่ทำงานด้วยกันที่นี่
    ระหว่างที่คุยกัน ปีนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมนึกถึงภาพสุปรียาในชุดนักเรียนมัธยม เราเดินกลับบ้านด้วยกัน มีท้องฟ้ากว้างไกลของเมืองเล็กๆ อยู่รอบกาย แสงสุดท้ายของวันขับใบหน้าเธอให้เป็นสีส้มสุกสว่าง ปกติเธอจะดูสวยแบบเรียบๆ เนิบๆ แต่พอเธอยิ้ม ดวงตาจะหยีลงและคล้ายมีประกายหยอกล้อ เหมือนเด็กหญิงขี้เล่น
    ถึงวันนี้แล้วเธอจะเปลี่ยนไปแค่ไหนนะ เวลาที่เธอเลิกงานจากธนาคารใกล้ๆ ละแวกบ้านเกิด เธอยังเดินกลับบ้านเหมือนสมัยที่เราเคยเดินไปด้วยกันหรือเปล่า
    ผมแค่นึกสงสัย แต่ไม่ได้เอ่ยถามออกไป

– – – – – – – – – – –

    ปีต่อมาชีวิตผมไม่ถึงกับเลวร้ายนัก ผมเปลี่ยนงานอีกครั้ง บริษัทเล็กลงแต่ตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ผมติดต่อกับแฟนที่ไปเรียนต่อเมืองนอกนานๆ ครั้ง โทรศัพท์บ้าง อีเมล์บ้าง ความผูกพันหลายปีเหมือนจะค่อยๆ กลายเป็นเรื่องในอดีตไปอีกราย จนเมื่อผมมีผู้หญิงคนใหม่เข้ามาในชีวิต ผมก็แทบจะไม่ได้ติดต่อกับแฟนที่เป็นรุ่นน้องอีกเลย
    แฟนคนที่สามของผมคือหัวหน้าแผนกของผมเอง เธอแก่กว่าผมแค่สองปี เป็นผู้หญิงเก่ง สวยเฉี่ยวคล่องแคล่ว เรามีเรื่องคุยกันถูกคอได้มากมาย เมื่อต่างก็สัมผัสความรู้สึกได้ว่าชื่นชมกันอยู่ไม่น้อย ผมก็ค่อยๆ รุกคืบอย่างไม่มั่นใจนัก ความสัมพันธ์ต้องห้าม แต่ท้าทายและยั่วยวน ไม่มีใครในบริษัทรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเรานอกจากเรา
    ผมเล่าเรื่องนี้ให้สุปรียาฟังในคืนวันปีใหม่ หญิงสาวจากอดีตหัวเราะให้กับปัจจุบัน เธอบอกว่าระวังหน่อยก็แล้วกัน เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวจะปนเปกันเข้าสักวัน
    ปีนั้นผมคุยกับสุปรียาสั้นๆ เพราะกำลังรีบออกไปรับหัวหน้าคนสวยออกมาท่องถนนว่างๆ ของเมืองกรุงเทพฯ ในวันปีใหม่ด้วยกัน
    ผ่านปีใหม่ปีนั้นมาไม่นาน ผมก็เลิกกับแฟนคนที่สามจนได้ คราวนี้ชีวิตย่ำแย่หนัก การงานเสียหายถึงขนาดที่ต้องหางานใหม่ ผมว่างงานอยู่เกือบสองเดือน
    ในห้วงเวลาที่ความคิดล่องลอยฟุ้งซ่าน ผมเคยนึกตำหนิตัวเองว่าน่าจะคุยกับสุปรียาให้นานกว่านั้นสักหน่อย 

– – – – – – – – – – –

    ผมไม่เคยกลับบ้านในเทศกาลปีใหม่ อาจแวะกลับไปตอนวันหยุดยาวบ้าง ทั้งที่บ้านเกิดอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ แค่เวลาขับรถสี่ห้าชั่วโมงแต่ผมก็กลับบ้านน้อยหน เฉลี่ยแล้วสักสองปีต่อครั้งเห็นจะได้ แทบทุกครั้งเป็นการกลับไปค้างเพียงคืนเดียว และทุกครั้งผมก็จะตกใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเมืองแห่งชีวิตวัยเยาว์ จนเมื่อพ่อแม่จากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ผมก็กลับไปจัดการงานศพ บอกขายบ้านเก่า แล้วก็ไม่ได้กลับไปที่นั้นอีกเลย
    ส่วนใหญ่แล้ว ช่วงวันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สำหรับผมหมายถึงความเหงา บางปีผมจะอยู่คนเดียวเงียบๆ นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยหรือไม่ก็นอนดูโทรทัศน์ บางปีผมอาจจะไปงานปาร์ตี้หรือไปเคาท์ดาวน์ที่ไหนสักแห่ง แต่ตอนที่งานเลี้ยงเลิกรา ทุกคนแยกย้ายกลับบ้าน มันก็ให้ความรู้สึกเหงาหงอยรุนแรงเหมือนกัน ยิ่งปีไหนที่มีลมหนาวยาวนานก็ยิ่งทำให้ความเย็นเยือกซึมเข้าไปถึงข้างในได้ง่ายดาย มีเพียงบางปีที่เป็นช่วงเวลาที่ความรักชื่นมื่น ในช่วงปีใหม่ผมอาจจะกำลังอยู่ในอ้อมกอดของคนรัก แต่ว่าที่สุดแล้ว ภายในใจผมก็ยังรู้สึกโหวงๆ คล้ายว่าความเหงามันไม่ได้เกิดจากสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวผม ไม่ได้เกิดจากคนที่ผมอยู่ด้วย และอาจไม่ได้เกิดจากตัวผมเองก็ได้
    เพื่อนหลายคนเคยบอกผมว่า เมื่อผู้ชายยิ่งมีอายุก็จะยิ่งมีเสน่ห์ ผมเองเมื่ออายุมากขึ้นก็มีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตเรื่อยๆ ทั้งเพื่อนร่วมงานที่ส่งสายตาหวานๆ มาให้ ลูกค้าบางรายที่ขยันเรียกให้เข้าไปพรีเซนต์งานบ่อยๆ หรือแม้แต่เด็กวัยรุ่นที่รู้จักกันในอินเตอร์เน็ต ผมเริ่มดำเนินความสัมพันธ์ไปตามอารมณ์ของตัวเอง วันไหนอยากเจอใครก็ไปหาคนนั้น บางวันอยากอยู่คนเดียวก็กลับอพาร์ทเมนต์เร็วหน่อย
    แต่ปีแล้วปีเล่า พอสามร้อยหกสิบสี่วันผ่านไป ผมจะระลึกขึ้นมาได้เสมอว่าต้องรอรับโทรศัพท์จากสุปรียาอีกแล้ว เธอจะโทรมาหาผมในช่วงสี่หรือห้าทุ่มของทุกวันที่สามสิบเอ็ดธันวาคม และจะโทรมาที่อพาร์ทเมนต์เสมอ
    เมื่อถึงช่วงนี้ของปี ผมจะเริ่มจินตนาการเห็นภาพสุปรียาเฝ้านับวันนับคืนให้ถึงวันปีใหม่ พอได้เวลาที่เฝ้ารอ เธอก็จะกดเลขหมายโทรศัพท์ของผมช้าๆ และนั่งฟังเสียงสัญญาณปลายสายดังอย่างตื่นเต้น คอยลุ้นว่าปีนี้ผมจะอยู่รับโทรศัพท์หรือเปล่า เธออาจไม่ได้ตั้งใจรอขนาดนั้นก็ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร ผมคงทำอย่างเธอไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดผมก็ไม่รู้สึกอยากจะติดต่อแฟนเก่าเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะเป็นรุ่นน้องที่ไปเรียนต่อเมืองนอก หรือหัวหน้าสาวคนเก่งที่ห่างหายกันไป และถึงได้กลับมาพูดคุยกัน ผมก็คงไม่อยากจะเอ่ยถามอะไร
    มีเพียงสุปรียาคนเดียวเท่านั้นที่ผมยังคุยกับเธอได้ปีละครั้ง …ปีแล้วปีเล่า
    ปีแล้วปีเล่า – ตอนนั้นผมรู้สึกว่าสำนวนนี้ฟังแล้วดูคล้ายเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วและเชื่องช้าในขณะเดียวกัน

– – – – – – – – – – –

    ตอนที่เครื่องบินสองลำพุ่งชนตึกสูงเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์ก ผมกำลังประชุมงานกับลูกค้ารายใหญ่ การประชุมของเราหยุดลงทันที พนักงานในบริษัทลูกค้าวิ่งกรูเข้ามาในห้องประชุมที่มีโทรทัศน์จอใหญ่ เปิดข่าวดูด้วยกัน เห็นภาพตึกสูงที่โด่งดังที่สุดในโลกกำลังพังทลาย เสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้นว่าเหมือนภาพในหนังฮอลลีวู้ดเลย ใครอีกคนร้องไห้โฮแล้ววิ่งออกไปนอกห้อง ก่อนที่อีกคนจะอธิบายเบาๆ ว่าน้องชายของคนที่ร้องไห้กำลังทำงานอยู่ที่อเมริกา
    บทวิเคราะห์ในทีวีดำเนินไปเรื่อย คนในห้องเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นาๆ ถึงภาพเศร้าโศกเหลือเชื่อที่กำลังเกิดขึ้นอีกมุมหนึ่งบนโลก
    ชั่วขณะนั้นผมรู้สึกว่าโลกกำลังเปลี่ยนเป็นโลกที่ผมไม่รู้จักมาก่อน และมันจะไม่กลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป
    คืนนั้นผมกลับไปถึงออฟฟิศตอนสามทุ่ม นั่งเคลียร์งานเอกสารจนดึกดื่นโดยที่ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องทำแบบนั้น ในบริษัทเหลือเพียงห้องของผมกับห้องเจ้านายที่ยังเปิดไฟสว่าง ราวสามทุ่มเจ้านายก็เดินออกมาจากห้องส่วนตัว เขาเข้ามาคุยอะไรเรื่อยเปื่อยกับผมสองสามคำ ชื่นชมว่าผมขยันขันแข็ง ไว้ใจได้ และเอ่ยปากฝากให้ผมช่วยดูแลลูกสาวที่คงจะต้องกลับมาช่วยงานที่นี่ก่อนสักระยะ
    ก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะบินไปเรียนปริญญาโทที่นิวยอร์ก แต่เจ้านายคงไม่ให้เธอเรียนต่อแล้ว
จากวันนั้นเหมือนชีวิตของผมเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด บางอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง บางอย่างก็ยังคงดำเนินต่อไป

– – – – – – – – – – –

    ผ่านไปอีกสองปี วงจรชีวิตของผมเริ่มคงที่ การงานค่อยๆ เจริญงอกงามและชัดเจนเหมือนหนึ่งในภาพความฝันที่ผมเคยฝันไว้ ผมเลิกสนใจสาวๆ ที่เข้ามาหยอกล้อเล่นหูเล่นตา จุดหมายตรงหน้ากลายเป็นเรื่องงานและการสร้างความมั่นคงให้ตัวเอง
    ลูกสาวเจ้านายไม่ได้กลับไปเรียนต่อที่นิวยอร์กอีกเลย เธอช่วยงานในบริษัทพ่อมาตลอดโดยมีผมเป็นที่ปรึกษา ในระหว่างนั้นความสัมพันธ์ของผมกับสาวน้อยก็ค่อยๆ พัฒนาจากพี่ชาย-น้องสาวกลายมาเป็นคนรัก ผมรู้สึกผ่อนคลายเสมอเมื่อมีเธออยู่ใกล้ๆ แม้สาวน้อยจะเอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีกริยาออดอ้อนมาทำให้ผมยินดีตามใจเธอทุกคราวไป
    ในระหว่างนั้น ผมยังคุยกับสุปรียาทุกคืนวันส่งท้ายปีเก่า การรอคอยโทรศัพท์ของหญิงสาวจากอดีตกลายเป็นธรรมเนียมที่ผมคุ้นเคย ยิ่งอายุมากขึ้นเราก็ยิ่งคุยกันถึงเรื่องเก่าๆ บางประโยคก็เป็นเรื่องที่เราเคยคุยกันอยู่ทุกปี เรื่องเพื่อนเก่า สถานที่เก่าๆ หรือความฝันเก่าๆ แต่ปีหลังๆ ผมไม่ได้จินตนาการเห็นภาพเธอเฝ้านับวันรอเพื่อกดเลขหมายโทรศัพท์ของผมช้าๆ อีกแล้ว ผมคิดว่าเธอก็เพียงแค่นึกขึ้นมาได้ว่าปีใหม่อีกแล้ว…ถึงเวลาที่จะต้องโทรหาผมอีกครั้งแล้ว เท่านั้นเอง
    ต้นเดือนธันวาคม ผมเอ่ยปากขอแต่งงานกับสาวน้อยว่าที่เจ้าของบริษัท เธอหัวเราะขำ แล้วก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ ท่าทีเอาแต่ใจที่เคยมีหายไปสิ้น เธอกลายเป็นเด็กน้อยขี้อายที่ทำตัวไม่ถูกในสถานการณ์อันไม่คุ้นชิน
    สองสามวันต่อมา ผมมานั่งคุยกับเจ้านายเรื่องกำหนดการแต่งงาน เรากำหนดกันคร่าวๆ ว่าจะจัดงานแต่งงานในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า เดือนแห่งความรัก น่าจะเป็นเดือนที่ดี ส่วนวันเวลาที่แน่นอนเดี๋ยวฝ่ายเจ้าสาวจะไปหาฤกษ์ยามมาเอง
    เจ้านายรู้ดีว่าผมไม่เหลือพ่อแม่ให้มาร่วมงานแต่งแล้ว จึงเอ่ยถามเรื่องญาติผู้ใหญ่ฝ่ายผมที่อยากเชิญมาร่วมงาน
    ชั่วขณะนั้น ผมนึกย้อนไปถึงอดีตในเมืองเล็กๆ
    แล้วผมก็คิดถึงสุปรียา

– – – – – – – – – – –

    ผมตั้งใจจะบอกเรื่องงานแต่งงานให้สุปรียารู้ แต่ผมไม่เคยโทรไปหาเธอเลยตั้งแต่เราเลิกกัน
จริงๆ แล้วผมยังท่องจำเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านเธอได้ขึ้นใจ แต่เพราะอะไรไม่รู้ ผมไม่อยากเป็นฝ่ายโทรไปบอกข่าวนี้กับเธอเอง อีกอย่าง ผมรู้อยู่แล้วว่าพอถึงสิ้นปี เธอก็จะโทรมาคุยกับผมอยู่แล้ว เป็นอย่างนี้มาปีแล้วปีเล่า เป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตผมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาหลายปีแล้ว
    คืนสุดท้ายของปีนั้น ผมไปทานข้าวเย็นกับครอบครัวเจ้านาย หลังจากบอกลาคนรักแล้วกลับมาถึงอพาร์ทเมนต์ตอนสามทุ่มครึ่ง ผมก็นั่งดูโทรทัศน์อย่างไม่มีสมาธินัก รอคอยเสียงโทรศัพท์อันซื่อตรงจากหญิงสาวในอดีต
    ห้าทุ่มครึ่ง ผมยังนั่งรออยู่ที่เดิม โทรทัศน์ส่งภาพและเสียงที่ผมไม่ได้ตั้งใจชม โทรศัพท์ประจำห้องยังเงียบงัน แต่โทรศัพท์มือถือเริ่มมีข้อความอวยพรปีใหม่จากเพื่อนร่วมงานและคนที่ผมรู้จักส่งเข้ามาเป็นระยะ
    ผมมาดูโทรทัศน์รู้เรื่องอีกครั้งตอนที่พิธีกรรายการสดชักชวนให้ผู้ชมทางบ้านนับถอยหลังด้วยกัน
ห้า…สี่…สาม…สอง…หนึ่ง…
    “สวัสดีปีใหม่”
    พลุเพลิงหลากสีถูกจุดสว่างไสวในจอแก้ว เสียงเพลงและเสียงผู้คนอื้ออึงฟังไม่ได้ศัพท์ พิธีกรพูดคำคมออกมาว่าวันปีใหม่คือห้วงเวลาที่อยู่ระหว่างการทบทวนอดีตและคาดหวังถึงอนาคต
    ผมยังนั่งนิ่ง ไม่เชื่อว่าปีนี้สุปรียาจะไม่โทรมา ทั้งๆ ที่เป็นปีที่ผมอยากให้เธอโทรมามากที่สุด จนแทบจะนั่งนับเวลานาทีคอยเสียงโทรศัพท์
    เหม่อมองดูนาฬิกาอีกเนิ่นนาน …จะเป็นไรไปล่ะ? ในที่สุดผมก็ตัดสินใจโทรไปหาสุปรียา ผมกดรหัสทางไกลแล้วตามด้วยเบอร์โทรศัพท์ที่เคยโทรแทบทุกวันในสมัยวัยรุ่น
    เสียงสัญญาณปลายสายดังขึ้นครั้งเดียว ก่อนที่เสียงอัตโนมัติจะตอบมากว่า ขณะนี้เลขหมายที่คุณเรียกถูกระงับบริการชั่วคราว…
    ผมใจหายวาบ รู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากอดีตของตนไปชั่วนิรันดร์

– – – – – – – – – – –

    ตีสี่ของวันปีใหม่ ถนนสายออกจากเมืองยังโล่งอยู่ แต่สายเข้าเมืองเริ่มมีรถยนต์วิ่งมาประปรายแล้ว
    ผมขับรถกลับไปสู่บ้านเกิดเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ตึกสูงสองข้างทางค่อยๆ ลดจำนวนลงเมื่อถนนทอดออกจากเมืองหลวง ท้องฟ้าสีดำเบื้องบนค่อยๆ แผ่ขยายกว้างไกลขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมองเห็นดวงดาวระยิบระยับอยู่ไกลๆ ผมนึกถึงเรื่องที่เพื่อนบางคนเคยบอกว่าท้องฟ้ากรุงเทพฯ เต็มไปด้วยหมอกควันทำให้มองไม่เห็นดวงดาว พอขับรถมาได้สองชั่วโมง แม้แต่ดวงดาวก็จางหายไป ฟ้ากลายเป็นสีส้มสวยใสจากทางทิศตะวันออก เริ่มมีขอบฟ้าให้เห็นเป็นแนวตัดกับทุ่งนาอยู่ลิบๆ
    ผมมาถึงเมืองแห่งวัยเยาว์ราวแปดโมงเช้า …จะบอกว่าเป็นเมืองแห่งวัยเยาว์ก็ไม่ถูกนัก เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่น้อย สีสันใหม่ๆ ถูกฉาบไปทั่ว ทั้งโลโก้ บิลบอร์ด ห้างสรรพสินค้า ดูเกลื่อนตาคล้ายในเมืองใหญ่ …ตึกสูงแห่งแรกของเมืองนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนก่อสร้าง หากอีกหน่อยที่นี่มีตึกสูงมากขึ้น ก็คงดูไม่แตกต่างจากเมืองใหญ่ที่ผมอาศัยอยู่แล้ว
    แม้แต่ถนนซอยบ้านของสุปรียาก็เปลี่ยนไป ผู้คนพลุกพล่าน มีวินมอร์เตอร์ไซค์หน้าปากซอย มีร้านเซเว่นอีเลเว่นสาขาที่ผมไม่เคยเห็นซึ่งเริ่มดูไม่ใช่ของใหม่แล้ว
    แต่บ้านของสุปรียายังไม่เปลี่ยนไปมากนัก ผมจอดรถหน้าบ้านเธอแล้วลงมายืนหน้าประตู สมัยก่อนเราจะบอกลากันตรงประตูไม้สีซีดๆ นี้อยู่นานสองนานกว่าจะแยกจากกันได้ วันนี้สีแผ่นไม้ดูเก่าซีดลงไปอีก แต่มันยังไม่แตกต่างจากภาพในความทรงจำของผมเท่าไหร่
    ผมกดกริ่งหน้าประตูบ้าน เสียงกริ่งยังเป็นเสียงสัญญาณไฟฟ้าแข็งทื่อเสียงเดียวกับที่ผมเคยได้ยินเสมอตอนวัยรุ่น แต่ผมยังจำได้ว่าเคยชื่นชอบเสียงนี้อยู่มากมาย
    ไม่มีใครออกมา… ผมชะเง้อมองข้ามประตูไม้ ในบ้านดูเงียบงันเหมือนไม่มีคนอยู่ ตอนนี้พ่อแม่ของสุปรียาจะยังอยู่ไหมนะ? แล้วน้องชายของเธอที่เคยมาตะโกนเซวผมบ่อยๆ จะยังอยู่ด้วยกันหรือเปล่า หรือว่าเด็กคนนั้นก็เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ เหมือนผม?
    ประตูบานบ้านเปิดออกในที่สุด
    …สุปรียา
    ถึงจะชะเง้อมองผ่านประตูไม้เก่าๆ ผมจำเธอได้ดี เธอจะดูซีดเซียวลงไปมาก ริ้วรอยตามเวลาของผู้หญิงวัยสามสิบปรากฏอยู่ประปราย สุปรียาสวมชุดนอนเก่าๆ ยับยู่ยี่เหมือนเพิ่งตื่นจากการหลับไหลยาวนาน สายตาของสุปรียาที่มองมายังผมแสดงอารมณ์ที่บอกไม่ถูก เหมือนดีใจ ประหลาดใจ และโศกเศร้าปนอยู่ในคราวเดียวกัน …ที่แน่ๆ คือเธอไม่เหมือนกับภาพในความทรงจำของผมสักเท่าไหร่แล้ว
    มาหาถึงที่เลยเหรอ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าน่ะ? …เธอเอ่ยถามงงๆ หวั่นๆ
    แทนที่จะตอบ ผมกลับถามออกไปว่า ทำไมเมื่อคืนไม่โทรมาล่ะ?
    โอ้โห แค่เราไม่โทรไปเธอเลยขับรถมาถึงนี่เลยเหรอ …เธอยังคิ้วขมวด ประตูไม้บานเก่ายังกั้นกลางอยู่ระหว่างเรา สุปรียาบอกผมว่าโทรศัพท์ที่บ้านเสียมาหลายวัน แล้วปีใหม่ปีนี้เธอก็ดันเป็นไข้หนักเลย นอนซมมาสามสี่วันแล้ว เพิ่งจะลุกขึ้นมาเดินกระย่องกระแย่งได้ก็วันนี้เอง นี่พ่อแม่แอบหนีไปทำบุญที่วัด ไม่งั้นเธอคงไม่ลุกขึ้นมาดูเองหรอกว่าใครมากดออด…
    คือเรามีเรื่องสำคัญจะบอก …ผมพูดแทรกกลางคัน
    แล้วผมก็เล่าเรื่องงานแต่งงานให้เธอฟัง รู้สึกปลอดโปร่งเหมือนได้สารภาพความลับที่ตัวเองปิดบังไว้แสนนาน แล้วผมก็เล่าเลยไปถึงเรื่องครอบครัวของเจ้านาย เรื่องอนาคตการงานที่ผมรู้สึกว่ามั่นคงแล้ว และเรื่องสาวน้อยผู้เอาแต่ใจของผมที่คงจะงอนแน่ๆ ถ้ารู้ว่าผมแอบมาหาแฟนคนแรกในวันปีใหม่
    …สุปรียายิ้ม แล้วก็หัวเราะยาวนาน
    น่าประหลาดใจ หลายปีผ่านมา เธอยังคงมีประกายตาของเด็กหญิงขี้เล่นคนนั้นอยู่
เธอแสดงความยินดีกับข่าวของผมทั้งที่ยังหัวเราะไม่จบดี บานประตูไม้เปิดออก พร้อมถ้อยคำเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งในบ้าน ใบหน้าของสุปรียาค่อยๆ ดูมีสีสันขึ้นมาทีละน้อย
    เรานั่งคุยกันอยู่พักใหญ่ บทสนทนาเต็มไปด้วยเรื่องเก่าๆ คล้ายกับที่เราเคยหยิบมาคุยกันทุกปี แต่หนนี้ความรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องใหม่เอี่ยม ความทรงจำทุกอย่างแจ่มชัด ช่วงหนึ่งผมนึกอะไรไม่รู้ ถามโพล่งออกไปว่า เธอรู้สึกอย่างไรบ้างที่ผมจะแต่งงาน?
    เด็กหญิงขี้เล่นหัวเราะร่วนอีกครั้ง
    เธอยิ้มบางๆ อย่างใคร่ครวญ ส่ายหัวน้อยๆ คล้ายจะบอกว่าไม่คิดอะไร ก่อนจะเอื้อมมือมาบีบมือผมแล้วพูดออกมาอย่างจริงจัง
    “มีความสุขให้มากๆ นะ”
    ในที่สุดผมก็เข้าใจ…
    ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ปี ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตผมอีกกี่หน สุปรียาจะยังคงอยู่ตรงนี้ และถ้าไม่ถึงขนาดล้มหมอนนอนเสื่อ เราก็จะยังได้คุยกันปีละครั้ง ในห้วงเวลาแห่งการทบทวนอดีต และคาดหวังถึงอนาคต
    ปีแล้วปีเล่า…ความรู้สึกของเธอที่มีต่อผมจะไม่มีวันเปลี่ยนไป

วิภว์ บูรพาเดชะ
4/12/49

* * * * * * * * * *

    เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนขึ้นจากโจทย์ครับ ตอนนั้นคุณโจ ยศยอด คลังสมบัติ บก. นิตยสาร Esquire โทรมาบอกว่าต้องการเรื่องสั้นจากผมเรื่องนึง เพื่อลงฉบับปีใหม่ จึงอยากให้มีอะไรเกี่ยวกับปีใหม่หน่อยก็ดี ผมก็รับโจทย์มาท่องในใจไว้ว่าปีใหม่ๆๆ ด้วยความที่เวลาน้อย จึงเลือกเขียนเรื่องที่ใกล้ๆ ตัวนิดนึง ก็อาจจะเป็นเรื่องความประทับใจวัยเยาว์ เรื่องชีวิตและความใฝ่ฝันของคนทำงาน เรื่องความสัมพันธ์จากอดีตที่ยังคงเหลืออยู่ ผสมกับเหตุการณ์จริงๆ ในสังคมอีกนิดหน่อยเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้อ่าน ก็ออกมาเป็นเรื่องสั้นเรื่องนี้นะครับ
    ที่ประทับใจที่สุดคือมีน้องๆ สองสามคนบอกว่า อ่านแล้วร้องไห้เลยล่ะ…
    ไม่รู้ว่าร้องไห้เพราะสาเหตุใด แต่ผมก็ขอรีบเดาเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนกว่าคงเป็นเพราะความประทับใจนะครับ
    ขอปิดท้ายด้วยการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้สักนิด คือพอดีว่าวันที่อัพบล็อกนี้เป็นวันเลือกตั้งพอดีน่ะครับ หวังว่าหลังการเลือกตั้งนี้ผ่านไปอะไรๆ คงจะ ‘เปลี่ยน’ ไปในทางที่ดีขึ้น
    ในเรื่องสั้นเรื่อง ‘เปลี่ยน’ ของผมเกิดจากการผสมผสานข้อมูล ประสบการณ์ และจินตนาการส่วนตัวหลายๆ อย่าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับตัวละครหลักของเรื่องก็คือ ผมเชื่อว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นส่วนเล็กๆ แต่สำคัญที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ หลายครั้งความเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นจากคนเล็กๆ นะครับ เราไม่จำเป็นต้องดำเนินชีวิตไปตามความฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า เงินเดือนที่มากขึ้น การงานที่มั่นคง…เพียงเท่านั้น มองไปรอบๆ ตัวแล้ว ผมคิดว่าความหมายชีวิตเรามีอะไรมากกว่านั้น และปัญหาส่วนใหญ่ที่เราแต่ละคนกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่เพราะว่าเราโดนกระทำ แต่เป็นเพราะเราไม่ลงมือทำต่างหาก
    หวังว่าหลังการเลือกตั้งนี้ผ่านไปอะไรๆ คงจะ ‘เปลี่ยน’ ไปในทางที่ดีขึ้น …และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเปลี่ยนแปลง จะเกิดขึ้นจากการลงมือมีส่วนร่วมของคนเล็กๆ อย่างพวกเรานะครับ.

ขออวดงานกลอนอีกสักชิ้นนะครับ ไหนๆ เขียนเรื่องกลอนกันมาแล้วตอนนึง แล้วรู้สึกว่าได้รับการตอบรับดีมากทีเดียว ไม่แน่ใจว่าเพราะเป็นที่สนใจ หรือเพราะว่าอ่านสั้นๆ ดีใช้เวลาแป๊ปเดียวก็อ่านจบ ไม่เหมือนการอ่านเรื่องสั้นทั้งเรื่องซึ่งกว่าจะอ่านจากจอคอมพิวเตอร์หมดก็ปวดตากันพอดี
    เรื่องของเรื่องอันเป็นที่มาของบทกลอนสั้นๆ ชิ้นนี้คือ ผมแต่งกลอนแปดเล่นๆ มานานเข้าก็เริ่มเบื่อครับ เลยหาวิธีพลิกแพลงไปเรื่อย หาโจทย์แปลกๆ ให้กับตัวเอง เริ่มจากลองแต่งกลอนหกบ้าง ใช้คำซ้ำๆ บ้าง เริ่มต้นทุกวรรคด้วยคำคำเดียวกันบ้าง ก็ออกมาดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่สำหรับคนที่หลงรักตัวหนังสือแล้วก็ถือเป็นแบบฝึกหัดที่สนุกดีครับ เป็นการทำความรู้จักกับตัวหนังสือในอีกแบบหนึ่ง บางทีเหมือนไม่ได้แต่งกลอน แต่คล้ายกับกำลังคิดงานกราฟิกดีไซน์หรือก๊อปปี้ไรติ้งอยู่แน่ะ
    ลองดูตัวอย่างงานแบบนี้กันนะครับ

* * * * * * * * * * 

we.jpg

                            เรา                           

                            ปลิวมา             ปลิวไป
                            ไหวไหว           ไหวหวั่น
                            เปลี่ยนแปร       เปลี่ยนผัน
                            ใจฉัน               ใจเธอ

* * * * * * * * * * 

    โอเคครับ มันเป็นกลอนสั้นๆ ที่อาจจะไม่ดีเลิศ แต่อย่างน้อยมันก็ตอบโจทย์หลายๆ อย่างที่ผมดันทะลึ่งตั้งเอาไว้ให้เอง ประการแรกคือมันใช้คำน้อยมาก เรียกว่ากลอนสี่สุภาพหรือเปล่าไม่รู้ (แต่มันสุภาพแน่นอนครับ) รวมแล้วในกลอนชิ้นนี้มีคำเพียงทั้งหมด 16 คำ ประการต่อมาคือผมลองเล่นคำซ้ำเยอะมาก การเล่นคำซ้ำในหนึ่งบรรทัดบางทีก็อาจไม่ได้ทำให้ ‘ความ’ ของกลอนมันเดินหน้าไปก็จริง แต่ว่าเมื่ออ่านรวมๆ แล้วก็ยังมีเรื่องราวให้สัมผัสได้นะครับ
    การหาโจทย์ข้อบังคับมาใส่ในงานเขียนของตัวเองจริงๆ แล้วมันเป็นการฝึกทักษะบางประการให้กับเราในทางอ้อมนะครับ คงคล้ายๆ กับเวลาที่แต่งเพลงนี่แหละ การแต่งเพลงมีข้อจำกัดเยอะมาก ทั้งการกำหนดเนื้อให้ลงกับเมโลดี้ ซึ่งต้องคำนึงถึงวรรณยุกต์ของคำต่างๆ แล้วไหนจะต้องดูนักร้องด้วยว่าจะร้องเนื้อเพลงแบบนี้ได้ไหม เข้ากับคอนเสปต์หรือลุคของนักร้องไหม แล้วบางทีก็ต้องดูเพลงอื่นๆ ด้วยว่ามันมีคนแต่งเนื้อเพลงเรื่องราวแบบนี้ไปหรือยัง …โจทย์เยอะแยะไปหมดเลยครับ
    มีแนวความคิดแบบหนึ่งที่ผมค่อนข้างจะยึดติดมาตลอด คือเวลาที่ผมคิดงานเขียน โดยเฉพาะวานวรรณกรรมอย่างเรื่องสั้น หรือบทกวี หลายๆ หนผมมักจะคิดมันเป็นการตอบโจทย์ ซึ่งอาจเป็นวิธีคิดที่ติดมาจากการเรียนดีไซน์มาน่ะครับ
    การดีไซน์คืออะไร? …สำหรับผมแล้วการดีไซน์ไม่ใช่การทำให้สวยงามเฉยๆ มันยังต้องมีการตอบสนองฟังก์ชั่นบางอย่างด้วย การออกแบบบ้านต้องทำให้สวย คือดูแล้วสวยงาม และตอบโจทย์ เช่นอยู่สบาย ถูกใจเจ้าของบ้าน ถูกกฎหมาย ฯลฯ
    สำหรับการดีไซน์งานเขียน ผมคิดว่าต้องทำให้สวย คืออ่านแล้วรู้สึกว่าสละสลวย งดงาม และตอบโจทย์ของมันด้วย ซึ่งอาจเป็นโจทย์ที่ผมตั้งไปเองนั่นแหละ
    ผมขอสรุปเอาเองสำหรับตรงนี้ก่อนนะครับว่า บางที งานจะดีไม่ดี หรือน่าสนใจแค่ไหน มันอาจจะอยู่ที่การตั้งโจทย์ของเราก็เป็นได้นะ.

กลอนพามา

กันยายน 21, 2007

เคยเขียนกลอนกันบ้างไหมครับ?
    ตอนเด็กๆ ช่วงมัธยมต้นผมเป็น ‘นักกลอน’ ครับ เริ่มจากที่ผมเคยแต่งกลอนประกวดที่โรงเรียนได้ที่สามหรืออะไรสักอย่าง จริงๆ แล้วแรกๆ ผมก็ไม่ได้เขียนกลอนเก่งกาจอะไรหรอก แต่พอจับพลัดจับพลูได้รางวัล ก็เลยทำให้เกร็ง แล้วเวลาแต่งกลอนส่งอาจารย์ในครั้งต่อๆ มาก็จะตั้งใจเป็นพิเศษ คือพิถีพิถันเพราะกลัวเสียเครดิตว่างั้นเถอะ พอถึงช่วงมัธยมปลายผมก็เริ่มสนใจดนตรีอย่างจริงจัง ถึงตรงนี้ทักษะในการแต่งกลอนก็มาช่วยให้ผมแต่งเพลงเป็นได้เหมือนกันนะครับ (แรกๆ ก็ยังห่วยๆ นั่นแหละ แต่มันก็เป็นเพลงจนได้)
    แล้วการแต่งกลอนเป็นมันมาช่วยอะไรในการเขียนเรื่องสั้นหรือเปล่า?
    ผมไม่คิดว่าคนเขียนเรื่องสั้นเป็นแล้วจะต้องแต่งกลอนเป็นไปด้วยนะครับ แต่ถ้าเขียนกลอนเป็นมันจะทำให้เราชื่นชอบความสละสลวยของถ้อยคำ มันน่าจะทำให้เราเขียนร้อยแก้วที่มี ‘สำเนียง’ ไพเราะขึ้นได้บ้าง ผมคิดเอาเองว่ามันเป็นอย่างนั้นนะครับ
    แฮ่ม! ว่าแล้วก็ลองเอางานกลอนของผมมาให้ลองอ่านกันสักหน่อย

* * * * * * * * * * 

poet.jpg

   

                          หลับไหลในใจเรา

                          คือความคิดในความฝันเมื่อวันก่อน
                          ความไม่รู้ที่ถูกสอน ให้ท่องไว้
                          ความชื่นชอบที่ฝืนทำเพราะจำใจ
                          ความหวั่นไหว ที่ไหวสั่นอย่างมั่นคง

                          หรือความผิดนี้ ถูกต้องครรลองแล้ว
                          ดูเพริศแพร้ว แต่ใครใครไม่ลุ่มหลง
                          ไม่อยากจำ… แต่ไม่อาจ ลืมได้ลง
                          บดบังความทระนง ที่เคยภาคภูมิ

                          มีคำตอบ ที่ฟังคล้ายกับคำถาม
                          ในโมงยามความสับสน มากองสุม
                          ความว่างเปล่า สาวเท้าเข้าล้อมรุม
                          มาครอบคลุมให้คงค้างอยู่ข้างใน

                          หรือชีวิตต้องอ้างว้าง ทั้งชีวิต
                          ต้องเปิดเผย แต่ปกปิดความคิดไว้
                          มีความฝันที่เกินจริง แต่ตรงใจ
                          มีการตื่นที่หลับใหล …ในใจเรา

 

* * * * * * * * * * 

    ประมาณ 6 ปีก่อน ผมได้งานเป็น Content Writer ที่ บ. ล็อกซ์อินโฟ ซึ่งงานก็คือการเขียนเนื้อหาในเว็บไซต์ครับ มีเว็บไซต์หนึ่งเป็นคอมมิวนิตี้ชื่อ jorjae.com มันมีเซกชั่นบทกลอนอยู่ด้วย แล้วทีมคอนเทนต์ก็จะมีความสุขกับการแต่งกลอนในเว็บนี้มาก มันเป็นช่วงที่ผมหันกลับมาแต่งกลอนอย่างจริงจังอีกที เป็นช่วงที่ผมสนุกกับงานเขียนมากๆ นะครับ กลอนชิ้นนี้ผมก็แต่งในช่วงนั้น
    มองย้อนกลับไปแล้ว มันเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมาก เพื่อนร่วมงานน่ารักทุกคน รายได้ก็อยู่ได้ไม่ลำบากลำบน แต่ว่าก็อาจจะเป็นเพราะยังไม่ใช่งานในฝันเสียทีเดียว มันเลยมีอะไรบางอย่างค้างใจ จนทำให้แต่งกลอนชิ้นนี้ออกมา ซึ่งพอแต่งเสร็จผมก็รู้สึกสบายใจ เหมือนได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกไป
    ลองแต่งกลอนดูสิครับ ไม่ต้องคิดว่ามันยาก ไม่ต้องห่วงว่ามันจะไม่ดี แต่คิดว่าในระหว่างการเลือกจัดสรรถ้อยคำที่อยู่ในหัวของเรา เอามาจัดวางให้สอดรับกับสัมผัสนอกในตามวิถีของกลอนนั้น มันเป็นขั้นตอนที่สนุกมาก
    และงานที่ออกมามันก็จะทำให้เราหลงรัก ‘การเขียน’ ได้ในอีกมิติหนึ่งด้วย.