ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเขาว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดีครับ
    ซึ่งจากเหตุการณ์รอบๆ ตัวผมก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ งานประจำของผมซึ่งก็คือการนำพานิตยสาร happening ให้อยู่รอดตลอดฝั่ง ก็หนักหนาขึ้นมามากเลยครับ ยอดโฆษณาหายวูบ แม้ยอดขายหนังสือจะดีขึ้นบ้างแต่ก็ไม่ช่วยอะไรมาก อย่างที่คงเคยได้ยินว่าการทำนิตยสารสมัยนี้อยู่ได้ด้วยโฆษณา …มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ น่ะครับ ผมเลยต้องโหมทำงานหนักมากขึ้นเยอะ ยอดโฆษณาหาย ก็ไปหางานอย่างอื่นมาทำเพื่อเสริมรายได้ให้บริษัท ประมาณนี้น่ะครับ
    เขียนมานี่ก็เพื่อจะบอกว่า ทำไมผมถึงไม่ได้อัพบล็อกตั้งนานนั่นเอง ฮ่าๆๆๆ
    แต่ช่วงหลายเดือนที่ไม่ได้อัพบล็อก ผมก็ยังได้อ่านงานเืรื่องสั้นเยอะมากๆ ครับ เหตุผลส่วนหนึ่งนั้นก็เนื่องมาจากหน้าที่ที่ต้องแนะนำหนังสือลงใน happening อยู่แล้ว ก็เลยมักจะเลือกหนังสือรวมเรื่องสั้นมาอ่านแล้วเอามาแนะนำเพราะชอบวรรณกรรมประเภทนี้เป็นทุนเดิม นอกจากนี้ใน happening เองยังเปิดหน้าเรื่องสั้นมาตั้งแต่ต้นปีด้วยครับ ก็มีเรื่องสั้นอีกส่วนหนึ่งที่ผมได้จากนักเขียนเก่งๆ มาให้อ่านและลงตีพิมพ์กัน
    เรียกว่าช่วงที่ผ่านมาผมอ่านเรื่องสั้นไปหลายสิบเรื่องเลยล่ะ
    ในจำนวนนี้ มีเรื่องสั้นอยู่ 3-4 เรื่องที่อยากจะมาแนะนำให้ไปหามาอ่านกันครับ เพราะผมอ่านแล้วประทับใจสุดๆ เลยน่ะ เวลาไปเจออะไรที่มันโดนใจขนาดนี้ก็อยากจะบอกต่อนะครับ

shortstorytoday

    เรื่องแรกเป็นเรื่องสั้นของ ปราบดา หยุ่น ที่ตีพิมพ์ใน happening ฉบับเดือนมีนาคม หน้าปก แสตมป์-ญารินดา ครับ เรื่องนี้ชื่อว่า นิทานจบดี เป็นเรื่องสั้นเรื่องล่าสุดของปราบดา (ที่ผมไ้ด้อ่านต่อจากที่เขาเขียนใน เสียงเล่าเรื่องจากเครื่องฉาย) เรื่องสั้นเรื่องนี้เล่าถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่มีความฝันแปลกประหลาด เธอมักจะฝันถึงอดีตเพื่อนร่วมชั้นวัยเรียนที่ชื่อ นิทาน จบดี ในสภาพน่าสยดสยองอยู่บ่อยๆ ครับ ภาพเหล่านี้ติดอยู่ในใจของเธอมานาน แล้วเธอก็ไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วอดีตเพื่อนร่วมชั้นของเธอคนนั้นเป็นตายร้ายดีอย่างไร ความเจ๋งของเรื่องนี้คือมันไม่ใช่เรื่องสั้นสยองขวัญ (แม้จะมีอารมณ์นั้นอยู่ไม่น้อย) ไม่ใช่เรื่องสั้นแนวประชดเสียดสี (ถึงจะมีอารมณ์นั้นอยู่เหมือนกัน) แต่เป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนความเป็นมนุษย์แบบหนึ่งที่คนอ่านอย่างเราๆ ยากจะปฏิเสธความ ‘สมจริง’ ของความรู้สึกนี้ได้ ที่ถ้าเราไปตกอยู่ในสถานการณ์ของตัวละครหลักทั้งสองตัว ก็น่าจะกระทำและรู้สึกแบบเดียวกันกับพวกเธอเช่นกัน
    เรื่องสั้นเรื่องนี้บอกได้ว่าชีวิตจริงไม่ใช่นิทาน และยังบอกเราได้อีกว่า ปราบดา ก้าวไปไกลเพียงใดแล้ว
    ถัดมาเป็นงานที่ออกมาตั้งแต่ปีก่อน อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชื่อ ไม่ย้อนคืน ของ อุทิศ เหมะมูล ครับ จริงๆ หนังสือเล่มนี้โปรยปกว่าเป็นรวมเรื่องสั้นที่ว่าด้วย ‘ระยะห่างและการสื่อสารของความสัมพันธ์อันร้าวลึก’ ซึ่งโดยสรุปแล้วแทบทุกเรื่องก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ ส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์ของคู่รัก แต่มีอยู่สองเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของคู่รัก คือเรื่อง เปลี่ยว ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของพี่-น้องที่ฝ่ายพี่เข้าเมืองมาเรียนและมาทำงานเป็นศิลปินแล้วหลายปี ในขณะที่ฝ่ายน้องที่อยู่บ้านนอกนั้นเฝ้ามองพี่ห่างๆ และเห็นพี่เป็นฮีโร่ตลอดมา จนวันหนึ่งน้องก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้านมาหาพี่ เพื่อจะเอาอย่างพี่ และเป็นผลให้แม่ที่อยู่ต่างจังหวัดต้องโทรมาโวย สั่งให้พี่ไปดูแลน้องด้วย การกระทำของพี่ชายในเรื่องนี้ดูเหมือนจะรักและหวังดีกับน้องชายครับ แต่ก็ไม่แน่ หากเปรียบเทียบกับเรื่องสั้นอีกเรื่องที่อุทิศเลือกเป็นเรื่องปิดเล่มคือ ด้วยรักและความลับเล็กๆ ที่เล่าเรื่องของอากงกับลูกสาวคนสุดท้อง ที่แกเลี้ยงมากับมือตั้งแต่ตัวเล็กๆ สองพ่อลูกอยู่ด้วยกันสองคนมานานเพราะคนอื่นในครอบครัวแยกบ้านออกไปด้วยเหตุผลต่างๆ กัน ความสัมพันธ์แบบครอบครัวจีนที่ไม่ค่อยได้แสดงออกด้านความรักอย่างหวานชื่น แต่ก็มีร่องรอยของความห่วงใยต่อกันให้เห็นตลอดทั้งเรื่องนั้นขัดแย้งกับคู่พี่น้องในเรื่อง เปลี่ยว อยู่ไม่น้อย ในขณะที่ลูกๆ คนอื่นของแกพยายามแสดงความรักกับพ่อผู้แก่ชราด้วยวิธีทั่วๆ ไป (เช่นซื้ออาหารบำรุงสุขภาพมาให้ หรือซื้อเครื่องฟอกอากาศมาให้) แต่ก็ดูจะไม่ได้เข้าอกเข้าใจอากงเท่าไหร่ เรื่องมาถึงจุดพลิกผันเมื่อวันหนึ่งอากงกับลูกสาวคนเล็กต้องผิดใจกันเพราะความรักนะครับ แล้วก็ไม่ใช่การผิดใจกันแบบชั้นเดียวประมาณว่า อุ๊ย เข้าใจผิด หรือ ชั้นทำไปเพราะหวังดี อะไรทำนองนั้นด้วย
    ความสัมพันธ์ระหว่างคนที่เห็นว่าต่างฝ่ายต่างนิ่งๆ นั้นบางทีมันซับซ้อนได้ขนาดไหน อุทิศ แสดงไว้ในเรื่องสั้นเรื่องนี้อย่างน่าประทับใจเหลือเกินครับ
    สุดท้าย ผมชอบเรื่องสั้นขนาดยาวชื่อ สัญญาณจากอนาคต ในหนังสือ คลื่นถี่ความเหงา ของนักเขียนหนุ่มชาวญี่ปุ่น โอตสึ อิจิ มากๆ ครับ นักเขียนคนนี้เป็นเซียนในเรื่องการวางพล็อตหักมุม เขย่าขวัญ ตลอดจนงานเขียนประเภทไซไฟ แฟนตาซีเขาก็เคยเขียนมาแล้ว ถ้าติดตามมาโดยตลอดจะพบว่าพล็อตเรื่องสั้นของไอ้หนุ่มคนนี้มันไร้ข้อจำักัด แล้วก็มัีกจะจบลงอย่างสวยงามหรือไม่ก็ทิ้งความรู้สึกรุนแรงไว้ให้กับคนอ่านไ้ด้เสมอ เขาเป็นนักเขียนมือรางวัลที่ได้รางวัลมาแล้วเพียบ และก็มีงานแปลของเขาในเมืองไทยโดย JBook ในเครือ Bliss อยู่หลายเล่มครับ ที่ดังๆ หน่อยก็อย่างเช่น นัดหมายในความมืด, ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ และร่างไร้วิญญาณของฉัน, รอยสักรูปหมา และที่ขอแนะนำอย่างแรงก็คือ Goth คดีตัดข้อมือ ที่จัดแปลโดยเนชั่นครับ
    เอาล่ะ กลับมาที่เรื่องสั้น สัญญาณจากอนาคต อีกที เรื่องสั้นเรื่องนี้เริ่มต้นคล้ายหลายเรื่องของ โอตสึ อิจิ คือเป็นเรื่องของเด็กมัธยมที่มีประสบการณ์ฝังใจแปลกประหลาดในวัยเด็ก แต่ตัวละคร ‘ผม’ ในเรื่องนี้เจอประสบการณ์เหนือธรรมชาติเพียงแ่ค่ไปเจอเพื่อนใหม่ที่อ้างว่าเห็นภาพจากอนาคตได้ ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไอ้เพื่อนคนนี้มันเห็นได้จริงหรือเปล่า เพราะฟังดูโม้ๆ อยู่เหมือนกัน เรื่องแปลกๆ เรื่องนี้นับว่าธรรมดาเอามากๆ เมื่อเทียบกับเรื่องเหนือธรรมชาติหรือเรื่องชวนเขย่าขวัญในงานเขียนหลายๆ เรื่องที่ผ่านมาของ โอตสึ อิจิ ครับ แล้วมันก็คงจะธรรมดามากถ้าไอ้ตัวละครเพื่อนที่อ้างว่าเห็นภาพอนาคตคนนี้มันไม่หลุดปากทำนายว่า ‘ผม’ จะได้แต่งงานกับเพื่อนสาวอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของทั้งสองคนด้วย คือเมื่อมีคำทำนายนี้เกิดขึ้น ตามประสาเด็กๆ ที่ยังเขินอายเรื่องความรัก ก็มีผลให้ ‘ผม’ กับเพื่อนสาวคนนี้แยกห่างกันออกไปโดยปริยาย แล้วชีวิตของ ‘ผม’ ก็เริ่มหักเหออกมา และเข้าสู่จุดที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ด้วยความดื้อดึงและความไร้เดียงสาบางประการของเจ้าตัวนับตั้งแต่นั้น เขาเลิกเรียน หางานประจำทำไม่ได้ และในที่สุดก็กลายเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
    ดีกรีความสยองหรือความพิศวงในเรื่องสั้น สัญญาณจากอนาคต นั้นนับว่าน้อยมาก แ่ต่โอตสึ อิจิ สามารถคุมอารมณ์ทั้งตัดสลับ ทั้งทิ้งท้ายระหว่างท่อนให้คนอ่านตามเรื่องไปชนิดที่วางไม่ลงเพราะเดาจุดจบไม่ออกจริงๆ และตอนจบของเรื่องนี้เขาก็ทำได้ดีมากๆ ครับ ผมเล่าอะไรไม่ได้เลยล่ะ แล้วก็ไม่อยากบอกใบ้ด้วย แต่เอาเป็นว่านี่เป็นเรื่องสั้นที่อ่านจบแล้วจะทำให้คุณรู้สึกอิ่มๆ ในหัวใจทั้งที่ยังเหงาๆ อยู่ได้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง และด้วยความที่เรื่องมันไม่หวือหวาในพล็อตมากมาย แต่ดันก่อความรู้สึกได้ท่วมท้นขนาดนี้ งานนี้จึงเป็นงานที่บอกได้ว่า โอตสึ อิจิ เป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าตอนที่เขาแจ้งเกิดอย่างฉูดฉาดด้วยเรื่องสั้นหักมุมที่สนุกสุดเหวี่ยงพวกนั้นแล้ว
    เล่าสู่กันฟังแค่นี้ ลองไปหาอ่านดูกันก็แล้วกันถ้าเผื่อว่าสนใจนะครับ ผมคิดว่าเรื่องสั้นดีๆ จะช่วยให้เราได้ความรู้สึกและแง่คิดดีๆ ตลอดจนอาจจะหันกลับมาทบทวนตัวเองในเรื่องต่างๆ อีกด้วย สิ่งเหล่านี้น่าจะจำเป็นสำหรับโลกวันนี้ที่คนช่างขัดแย้งและไม่เข้าใจกันรวมทั้งไม่เข้าใจตัวเองด้วยก็มีครับ
    แล้วเมื่อมีเวลาว่างจากการต่อสู้พิษเศรษฐกิจ เราจะมาเจอกันใหม่.