มองจากข้างล่าง

พฤศจิกายน 28, 2008

ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองเนื้อหอมเป็นพิเศษครับ เพราะได้รับชวนเชิญไปเขียนในหนังสือหลายๆ ฉบับเลย มีตั้งแต่หนังสือที่น้องๆ ในมหาวิทยาลัยทำกันเอง ไปจนถึงหนังสือที่เอาไว้ให้ผู้ใหญ่อ่าน
    นิตยสาร Mix เป็นหนังสือที่เอาไว้ให้ผู้ใหญ่อ่านเล่มหนึ่งซึ่งผมได้รับชวนไปเขียนมาเมือเดือนก่อนครับ คอลัมน์ที่เขาให้ผมไปเป็นแขกรับเชิญนั้นชื่อว่า In My Life ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นชื่อเพลงโปรดของผมที่มาจากฝีมือ The Beatles นะครับ ฟังเพลงนี้ทีไรน้ำตาซึมทุกที แล้วอย่างนี้ผมจะปฏิเสธไม่เขียนได้อย่างไร
    แต่การเขียนเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้นจะว่าไปก็ยากแสนยาก เพราะชีวิตคนเราล้วนมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย เอาแค่แต่ละวันให้ผ่านพ้นไปก็วุ่นวายเหลือเกินแล้ว (ไม่เชื่อลองอ่านข่าวการเมืองช่วงนี้สิครับ)
    เรื่องที่ผมเขียนให้หนังสือ Mix ไม่รู้ว่าตอบโจทย์ของเขาได้ตรงแค่ไหน แต่ผมเลือกเขียนเรื่องหนึ่งซึ่งอยู่ในใจผมมาทั้งชีวิตครับ
    นั่นก็คือเรื่อง ‘ท้องฟ้า’

* * * * * * * * * *

sky1

มองจากข้างล่าง

    วันหนึ่งในฤดูหนาวเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน ตอนนั้นผมอายุราวสิบขวบ กำลังวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ อยู่ที่โรงเรียนแถวชานเมืองในช่วงพักเที่ยง ลมหนาวเย็นเยียบพัดโหมเป็นระยะ ตัดกับความอบอุ่นของแสงแดดในฤดูหนาว กลุ่มของพวกเราวิ่งไล่กันห่างออกมาจากเด็กๆ กลุ่มใหญ่ในสนามฟุตบอล เราวิ่งๆๆ ตามกันมาจนถึงพื้นที่ด้านข้างของโรงเรียนที่มีทิวต้นสนปลูกเรียงราย พื้นดินใต้ฝ่าเท้าอ่อนนุ่มจากซากใบสนจำนวนมหาศาลที่หล่นลงมาทับถมกันนานนับเดือน ใครคนหนึ่งหกล้มกลิ้งลงไปกองใต้ต้นสนใหญ่ พวกเราหัวเราะแล้วกระโดดทิ้งตัวตามลงไปนอนทับกันเป็นกอง ใบสนเรียวยาวสีน้ำตาลบนพื้นปลิวฟุ้ง ผมกลิ้งตัวไปนอนเคียงข้างกับเพื่อนๆ
    วูบนั้นลมหนาวพัดมาหอบใหญ่ ฉุดให้ใบสนที่พร้อมจะปลิดตัวอำลาจากกิ่งปลิวร่อนลงมามากมาย พวกเราหยุดเสียงหัวเราะแล้วมองดูภาพนั้นด้วยความพิศวง
    ก่อนหน้านั้นไม่กี่วินาที ภาพในสายตาของผมยังเป็นภาพเพื่อนๆ ในเสื้อกันหนาวหลากสีวิ่งไล่ตามกันมาเป็นพรวน ความคิดในหัวยังเป็นการพยายามไล่ตีไล่เตะคนที่อยู่ตรงหน้าแล้วคอยหลบมือไม้ของคนที่วิ่งตามมา เสียงก้องในสองหูยังเป็นเสียงหัวเราะและคำด่าขำๆ แบบเด็กๆ แต่ชั่วขณะที่พวกเราล้มลงนอนเรียงกัน ภาพเบื้องหน้าพลันเปลี่ยนเป็นภาพท้องฟ้าเวิ้งว้างกว้างไกล ก้อนเมฆสีขาวยิ่งกว่าขาวลอยเต็มฟ้า ใบสนมากมายค่อยๆ ร่อนสู่พื้น บางใบตกลงมาสัมผัสตามตัวของพวกเราเบาๆ
    พวกเราพากันเงียบลงไป ต่างคนต่างจดจ้องมองขึ้นไปบนฟ้า ก้อนเมฆสีขาวลอยเลื่อนอ้อยอิ่ง ยอดสนโอนเอนไปมาตามแรงลม และวันเวลาของพวกเรายังอีกยาวไกล
    ใครคนหนึ่งถอนหายใจออกมาเบาๆ
    ไม่ใช่เสียงถอนหายใจจากความกลุ้มใจ แต่เป็นเสียงแสดงความสุขสมจากการได้เสพความสวยงามของภาพท้องฟ้าเบื้องบน
    กระนั้น ใครอีกคนก็พูดแซวขึ้นว่า “มึงจะกลุ้มใจอะไรนักหนาวะ”
    เราหัวเราะออกมากันครืนใหญ่ เพราะรู้ดีว่า ชั่วขณะนั้น ไม่มีใครต้องกลุ้มใจอะไรสักหน่อย ทุกคนกำลังมีความสุขอยู่ต่างหาก

* * * *

    เย็นวันหนึ่งในฤดูฝนเมื่อสิบแปดปีก่อน ผมอายุราวสิบเจ็ดปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย มันเป็นเย็นวันอาทิตย์ที่ไม่มีใครอยู่บ้านนอกจากผม ทุกคนออกไปทานข้าวข้างนอก ทิ้งให้ผมหมกมุ่นอยู่กับหนังสือเรียนและการบ้านที่กำลังติดพัน ตอนนั้นเป็นช่วงใกล้สอบที่ผมต้องเริ่มอ่านหนังสือเตรียมตัวไว้บ้างแล้ว ไหนยังจะมีการบ้านอีกหลายๆ วิชาที่กองสุมอยู่ ผมสะสางมาแล้วตั้งแต่เย็นวันศุกร์ แล้วก็ทำๆๆๆ ไปจนถึงเย็นวันอาทิตย์ มีหยุดพักบ้างก็ตอนที่ต้องกินข้าว นอนหลับ และออกไปเรียนพิเศษ แต่งานที่ค้างก็ยังคาอยู่อีกเยอะ ไม่น่าเชื่อว่าระบบการศึกษาไทยจะทำให้เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเหน็ดเหนื่อยได้ขนาดนี้
    อีกไม่กี่เดือนผมจะต้องสอบเอ็นทรานซ์ ผมมีคณะที่ใฝ่ฝันอยากจะเรียนมาเนิ่นนาน แผนการอ่านหนังสือสอบที่วางไว้ยาวนานว่าตอนไหนจะต้องอ่านอะไรก็ดำเนินมาด้วยดี แต่มองไปข้างหน้าแล้วหนทางยังอีกไกล ผมนึกสงสัยว่าจะมีสักครั้งไหมที่ตัวเองจะเผลอไผลตบะแตก ทนอ่านหนังสือและทนไปเรียนพิเศษตามแผนการไม่สำเร็จ หรือถ้าเกิดผมทำได้สำเร็จหมดทุกขั้นตอนแล้ว แต่ดันเอ็นทรานซ์ไม่ติดล่ะ นั่นหมายความว่าสิ่งที่เพียรทำมายังไม่ดีพออย่างนั้นหรือ?
    นึกถึงอนาคตแล้วผมก็ถอนหายใจ มองดูตำรับตำราตรงหน้าแล้วก็รู้สึกห่อเหี่ยวเหลือเกิน
    เสียงแตรรถยนต์ดังปี๊นๆ ที่หน้าประตูรั้วบ้าน ครอบครัวผมคงจะกลับมาจากข้างนอกแล้ว ผมชะโงกหน้าออกไปดูที่หน้าต่าง แล้วผมก็เห็นภาพนั้น…
    มองไกลจากประตูรั้วบ้านของผมออกไป ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับ ขอบฟ้าทิศตะวันตกยามเย็นนั้นเป็นสีส้มเศร้าสร้อย เบื้องบนเป็นสีดำสนิทไปแล้ว ริ้วเมฆสีคล้ำเบาบางวางพาดเป็นระยะๆ
    ความหนักหน่วงของชีวิตกดทับจนใจสะท้อน ผมยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง สีส้มตรงขอบฟ้าค่อยๆ ถูกสีดำกัดกลืนอย่างมั่นคงเชื่องช้า คล้ายกับว่าดวงตะวันจะไม่มีวันขึ้นมาอีกแล้ว ผมมองภาพนั้นแล้วหวั่นไหว มองเหนือขึ้นไปบนท้องฟ้าก็ยิ่งมืดสนิทไม่มีแม้แสงดาว คล้ายกับว่าวันพรุ่งนี้ไม่มีอยู่จริง
    ชั่วขณะนั้นผมรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก
    บอกไม่ถูก …แต่ก็จดจำความรู้สึกนั้นได้จนวันนี้

* * * *

    ยามสายวันหนึ่งของปลายฤดูหนาวเมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นผมอายุยี่สิบห้าปี หลังจากที่ค้างคืนระหว่างทางมาแล้วหนึ่งคืน ผมกับเพื่อนอีกสองคนกำลังเดินตามหลังไกด์นำทางขึ้นสู่ยอดดอยหลวงเชียงดาว เมื่อเช้านี้ผมกับเพื่อนๆ ลุกขึ้นมาจัดแจงสัมภาระและรีบแข่งกันเดิน เรารู้ดีว่าวันนี้แหละจะได้ไปถึงยอดดอยหลวงเชียงดาวแล้ว
    ระหว่างทางที่เดินขึ้นไป น้ำค้างยังไม่ทันระเหยแห้งไปจากต้นหญ้าข้างทางซึ่งสูงระดับเอว ทำเอาเสื้อผ้าของเราเปียกชุ่มไปหมด ทางเดินก็ยิ่งเปียกชื้น แม้ไม่ถึงกับชวนลื่นไถลแต่ก็ทำให้เราต้องระมัดระวังในการก้าวเดินแต่ละก้าว แถมยิ่งเดินขึ้นที่สูงก็ยิ่งเหนื่อยง่าย เราค่อยๆ ก้มหน้าก้มตาเดินๆๆๆ ไปเรื่อย ยิ่งก้าวไปก็ยิ่งไม่มีบทสนทนาระหว่างเรานอกจากเสียงหอบและเสียงถอนหายใจเป็นระยะๆ
    จนเมื่อเราเดินขึ้นไปถึงที่ราบเล็กๆ บนยอดดอยแล้วนั่นแหละ ผมจึงได้เงยหน้าขึ้นมองภาพวิวที่ตั้งใจจะมาดูอย่างเต็มตา
    น่าเสียดายที่วันนั้นไม่มีทะเลหมอก แต่ภาพภูเขา ภูเขา และภูเขาที่มีให้เราเห็นจนสุดสายตาก็สร้างความน่าตื่นใจได้มากมายแล้ว มองลงไปจากตรงนั้นมันช่างทำให้เรารู้สึกว่ามนุษย์ช่างเป็นสิ่งเล็กๆ เมื่อเทียบกับธรรมชาติอันแสนยิ่งใหญ่ แต่เมื่อผมแหงนมองขึ้นไปบนฟ้าบ้าง ท้องฟ้าบนนี้ไม่แตกต่างจากท้องฟ้าที่ผมเห็นจากตีนดอยหรือจากที่ใดๆ แม้จะรู้สึกว่าตัวเองขึ้นมาสูงจากพื้นดินในระดับหลายร้อยเมตร แต่จะเอื้อมมือขึ้นสูงอย่างไรก็ยังไม่ได้แตะถึงไหนสักที
    สายลมพัดมาอื้ออึง คล้ายจะตะโกนบอกย้ำให้รู้ว่าผมขึ้นมาถึงยอดดอยแล้ว
    แต่ท้องฟ้าที่มองเห็น ก็ยังคงอยู่อีกห่างไกลเหลือเกิน
    เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า ผมกลับยิ่งรู้สึกว่ามนุษย์ช่างเป็นสิ่งเล็กน้อยยิ่งกว่าการมองลงมาจากยอดดอยเสียอีก

* * * *

    ทุกวันที่ผ่านพ้น ส่วนใหญ่ผมมักจะใช้เวลามองไปข้างหน้า เดินไปตามจุดหมายที่ตั้งใจไว้ สะสางภารกิจข้างหน้าให้ลุล่วง แก้ปัญหาที่วิ่งเข้ามาทุกวัน แต่บางทีผมก็หันไปห่วงคนข้างๆ เพราะต้องคอยดูแลเพื่อนร่วมทางให้เดินไปได้พร้อมๆ กัน มีบางวันผมหันไปมองข้างหลัง เพราะเรื่องราวในอดีตหลายเรื่องยังตามมาติดอยู่ในใจ
    แต่นานๆ ครั้งในชีวิต ผมก็มองขึ้นไปบนฟ้าบ้าง อาจโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ผมพบว่าท้องฟ้าเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงแค่สว่างจ้าเวลากลางวันและมืดมิดเวลากลางคืน แต่ในรายละเอียดของแต่ละช่วงเวลายังแตกต่างกันไปอีกด้วย ท้องฟ้ายังสามารถบ่งบอกและนำพาอารมณ์จิตใจ ท้องฟ้ายังสามารถพาให้เราหลุดจากสภาวะของชีวิตตรงหน้าไปได้ชั่วคราว
    ทุกครั้งที่ผมได้แหงนหน้ามองท้องฟ้า ประโยคแรกที่ฟ้าเบื้องบนกล่าวทักทายกับผมก็คือ ‘นี่เราเกือบจะลืมแบ่งเวลาเอาไว้มองดูท้องฟ้าไปแล้วสินะ’
    แต่บางทีมันอาจจะเป็นประโยคที่ผมเอ่ยทักทายกับตัวเองก็เป็นได้

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Mix พฤศจิกายน 2551

* * * * * * * * * *

    นึกถึงเพลงหลายๆ เพลงที่พูดถึงท้องฟ้าไหมครับ? “…ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคย ฤดูร้อนไม่มีเธอเหมือนเก่า…” หรือ “เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ฉันเก็บเอาไว้ให้เธอ…” ผมคิดว่าท้องฟ้าสามารถเป็นแรงบันดาลใจมหาศาลให้กับมนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราๆ เสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแรงปรารถนาที่จะเอาชนะธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ หรือแรงบันดาลใจให้สร้างงานศิลปะชิ้นเยี่ยมสักชิ้น หรือแม้แต่เป็นแรงบันดาลใจให้นึกถึงใครสักคนขึ้นมาจนสุดหัวใจ
    …ทุกวันนี้ ยังมีเวลามองท้องฟ้ากันอยู่ใช่ไหมครับ?

Advertisements