สวัสดีอีกหนครับ
    เป็นอีกครั้งที่อยากจะอวดคอลัมน์ในจุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ นะครับ ชิ้นนี้เขียนแล้วรู้สึกว่านอกจากจะให้คนอื่นๆ อ่านในหนังสือพิมพ์กันแล้ว ก็น่าจะเอามาให้พี่ๆ น้องๆ ที่เป็นนักอ่านญาติสนิทในบล็อกได้อ่านกันด้วย เพราะมันน่าจะทำให้รู้จักกันได้สนิทสนมขึ้นอีกระดับ เป็นการเปิดเผยแง่มุมของตัวเองที่ไม่ค่อยได้บอกใครจริงๆ น่ะครับ
    ก่อนอ่าน ต้องขอถามกันตรงๆ หนึ่งคำถามในฐานะที่ก็รู้จักกันมาบ้างแล้ว
    คุณคิดว่าชื่อผมแปลกไหมครับ?

* * * * * * * * * *

ชั้นของชื่อในชื่อของชั้น 
   
    ผมชื่อ วิภว์ ครับ
    อ่านออกเสียงว่า วิพ
    คุณพ่อผมตั้งชื่อนี้ให้ใช้มาตั้งแต่เกิด ท่านบอกว่าที่มาของชื่อมาจากอักษรย่อภาษาอังกฤษว่า V.I.P. แต่จริงๆ ในภาษาไทยเราคำว่า  วิภว- ซึ่งมีรากมาจากภาษาบาลี-สันสกฤตก็มีความหมายถึง ความเจริญ, สมบัติ, ความไม่มีไม่เป็น นะครับ
    ตอนเด็กๆ นั้นสารภาพกันตรงๆ ว่าผมไม่ได้ชอบชื่อตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะทุกปีเวลาเลื่อนขึ้นชั้นเรียนตอนต้นปีการศึกษาใหม่ๆ ผมต้องอึดอัดกับเวลาที่อาจารย์หลายท่านขานชื่อผมเป็น ‘วิทย์’ ทุกทีไป อาจารย์บางท่านไม่แน่ใจการออกเสียงชื่อของผมก็เอ่ยถามกันตรงๆ ว่าชื่อของผมอ่านว่าอะไรกันแน่ อาจารย์บางท่านก็เรียกผิดโดยไม่เคยคิดถาม จนผมต้องเป็นฝ่ายรวบรวมความกล้าแล้วลุกขึ้นบอกเอง สรุปว่าต้องใช้เวลาหลายคาบเรียนผ่านไปอาจารย์ส่วนใหญ่จึงจะเรียกชื่อผมได้ถูกต้อง
    นอกจาก วิทย์ แล้ว ชื่อของผมยังถูกออกเสียงผิดเป็น วิก, วิช หรือแม้แต่ วิภา แล้วยังมีเรื่องการสะกดชื่อในงานเอกสารต่างๆ จะมีคนเขียนชื่อผมผิดเป็นประจำ มีทั้ง วิทว์, วิปภ์ หรือ วิภาวี ไปเลยก็มี ส่วนเรื่องการเอาชื่อผมมาล้อนั้นไม่ต้องห่วงครับ ชื่อแปลกขนาดนี้มีหรือจะไม่โดน ที่จำได้แม่นก็คือตอนมัธยมต้นมีอาจารย์สอนเลขท่านหนึ่งชอบเรียกผมแบบเล่นๆ แกมเอ็นดูว่า วิม ซึ่งเป็นชื่อยี่ห้อน้ำยาล้างห้องน้ำ
    ผมต้องเจอกับสภาวะการโดนเรียกผิดและเขียนชื่อผิดๆ เช่นนี้มาตลอด กระทั่งปัจจุบันก็ยังเจออยู่บ้างเวลาที่ได้รับการแนะนำตัวกับใครคนใหม่ๆ ในชีวิต หรือเวลาที่ได้จดหมายเชิญไปร่วมงานต่างๆ
    นึกแล้วก็แปลกดี เพราะหากดูการสะกดตามหลักภาษาไทยที่ ภ. สำเภา ออกเสียงเหมือน พ. พาน และตัวอักษรไหนมีการันต์ต้องงดออกเสียง ยังไงๆ ชื่อ วิภว์ ก็ต้องอ่านออกเสียงว่า วิพ แต่คงเป็นเพราะผู้อ่านมักไม่แน่ใจว่าชื่อแบบนี้จะมีอยู่ด้วยหรือ เลยมักจะยึดถือเอาชื่อที่เคยได้ยินมากกว่าอย่าง วิทย์ เอาไว้ก่อน ผมเคยลองสอบถามดูแล้ว บางคนเห็นตัวสะกดชื่อผมแล้วเข้าใจว่าพิมพ์ผิดมากกว่ากลัวตัวเองจะออกเสียงผิดด้วยซ้ำไป
    ดังนั้นถึงจะโดนเรียกผิดมาตั้งแต่เด็กจนโต ผมก็ไม่ได้โกรธโทษใครเท่าไหร่ แต่ยิ่งอยู่มาก็ยิ่งเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ก็ต้องยึดติดกับอะไรที่คุ้นชินไว้ก่อน และการทำอะไรแปลกออกไปจากที่เขาทำๆ กันบางทีก็ต้องเตรียมใจยอมรับกับการเข้าใจผิดไว้บ้าง
    สมัยที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี ผมก็เริ่มเขียนเรื่องสั้นส่งไปตามนิตยสารต่างๆ ครับ ตอนนั้นผมคิดนามปากกาให้ตัวเองด้วย เวลามีงานตีพิมพ์ที่ไหนก็ใช้เครดิตเป็นนามปากกานั้นไป ไม่ได้ลงชื่อจริงกำกับเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็คิดว่าชื่อของตัวเองนั้นจำยาก เรียกยาก อีกส่วนหนึ่งก็เป็นความฝันใฝ่ของนักเขียนหน้าใหม่ด้วยที่อยากมีนามปากกาเท่ๆ ไว้ใช้บ้าง ผมเขียนเรื่องสั้นอยู่ 4-5 ปีก็พอมีชื่ออยู่บ้างในทางเรื่องสั้นด้วยนามปากกานั้น จนมาเจอกับพี่โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ พี่เขาบอกว่าจะรวมเรื่องสั้นให้ขายเป็นเล่ม ตอนนั้นพี่เขาแนะนำไว้นิดหน่อยว่าน่าจะใช้ชื่อจริง ซึ่งผมก็กลับมานั่งคิดๆ ดูแล้วก็เห็นพ้องด้วย ก็เลยมีหนังสือรวมเรื่องสั้นในชื่อจริงของตัวเองออกมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เขียนเรื่องสั้นโดยใช้นามปากกามาตลอด
    พอเห็นชื่อจริงนามสกุลจริงของตัวเองอยู่บนปกหนังสือที่เราตั้งใจเขียนมาเป็นปีๆ แล้วรู้สึกภูมิใจชะมัดเลยล่ะครับ
    หลังจากนั้นผมเลยใช้ชื่อจริงของตัวเองในงานเขียนมาตลอด น่าตลกที่พอใช้ๆ ไปดันมีคนทักว่าชื่อผมเหมือนนามปากกาก็มี และอานิสงค์อย่างหนึ่งของการที่โดนเขียนชื่อผิดบ่อยๆ ก็คือเวลาผมเขียนชื่อใครในงานเขียน ผมก็มักจะตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกว่าสะกดชื่อเขาไม่ผิดแน่ๆ เพราะเข้าใจหัวอกของคนที่ถูกสะกดชื่อผิดเป็นอย่างดี
    เคยมีคนถามผมว่าคิดจะเปลี่ยนชื่อบ้างไหม ผมตอบได้เลยว่าไม่เคยคิดครับ เหตุผลประการแรกคือเนื่องจากชื่อจริงของผมมีพยางค์เดียวอยู่แล้ว ดังนั้นผมเลยไม่มีชื่อเล่น และไม่ว่าใครๆ ทั้งใกล้ไกล ทั้งเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง ก็เรียกผมด้วยชื่อนี้มาทั้งชีวิตแล้ว ผมก็คุ้นเคยของผมมาตลอด เหตุผลประการต่อมาก็คือน้องชายของผมมีชื่อเล่นว่า ‘แว้บ’ ครับ ดังนั้นเวลาเรียกชื่อพี่น้องคู่กันแล้วมันก็ดูเข้าคู่กันดีอยู่แล้วล่ะ
    จริงๆ แล้วถึงจะโดนเรียกผิดมามากมาย แต่ผมไม่เคยนึกรังเกียจชื่อแปลกๆ ของตัวเองแต่อย่างใด ถึงวันนี้ยังออกจะภูมิใจกับมันด้วยซ้ำ ยิ่งพออาชีพเขียนหนังสือทำให้ชื่อของผมมันผ่านตาใครต่อใครมากขึ้นอีกนิด ก็ยิ่งมีคนมาบอกว่าชื่อผมเท่ดีนะ กลายเป็นตัวบ่งชี้ว่าผลงานของผมคงจะเป็นที่น่าจดจำอยู่บ้าง เขาถึงได้จดจำชื่อของคนเขียนเอาไว้นะ ยิ่งชื่อที่แปลกๆ อย่างนี้ก็น่าจะต้องใช้ความพยายามในการจำมากกว่าชื่อเรียกง่ายๆ อยู่ด้วยสิ …อันนี้ผมคิดเข้าข้างตัวเองสักหน่อย
    แน่นอนครับ วันนี้และต่อไปๆ คนที่อ่านชื่อผมผิดก็ยังมีเรื่อยๆ และเอกสารจดหมายเชิญต่างๆ ก็ยังคงสะกดชื่อผมผิดๆ ถูกๆ อยู่เป็นประจำ
    แต่พอผ่านมาจนปัจจุบัน เรื่องนี้มันไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้วครับ เพราะถึงจะยังมีใครใหม่ๆ อีกหลายคนที่คุ้นเคยกับชื่ออื่นๆ ที่คล้ายๆ แต่ไม่ใช่ชื่อของผมก็ไม่เป็นไรหรอก
    เอาเป็นว่าผมคุ้นเคยและภูมิใจในชื่อของตัวเองก็แล้วกัน

ตีพิมพ์ครั้งแรก กรุงเทพธุรกิจ 26 กันยายน 2551

* * * * * * * * * *

    ถึงตรงนี้ผมมีข้อคิดเรื่องชื่ออีกอย่างหนึ่งครับ
    คือว่าถ้าวันหนึ่งผมมีโอกาสได้ตั้งชื่อลูกของตัวเอง (หรือแม้แต่ลูกของคนอื่นก็ตาม) ผมจะตั้งชื่อแบบไม่ธรรมดาให้แน่นอน
    เพราะประสบการณ์แปลกๆ เรื่องชื่อแปลกๆ ที่ผมได้รับจากชื่อตัวเองนั้น เป็นประสบการณ์ที่มีค่าจริงๆ นะครับ

Advertisements

กลับมาอีกหนจนได้นะครับ
    กลับมาคราวนี้มีคอลัมน์ใหม่มาแนะนำครับ เป็นคอลัมน์ชื่อ Life is Learning ที่ทางทีมงานเซ็กชั่นจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ให้เกียรติผมไปเขียนเดือนละครั้ง ก็เลยเอามาโปรโมตกันสักหน่อย เผื่อว่าจะมีคนได้อ่านบล็อกแล้วตามไปอ่านในหนังสือพิมพ์ (จริงๆ ควรจะเป็นได้อ่านในหนังสือพิมพ์แล้วตามมาอ่านบล็อกมากกว่า)
    ผมเขียนคอลัมน์นี้มาสี่ครั้งแล้วครับ หวังว่าจะเขียนได้ยาวนาน ชิ้นที่เอามาลงให้ดูเป็นงานที่ตีพิมพ์ไปเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมตั้งชื่อว่า ศิลปะไม่ต้องเข้าใจ ลองอ่านกันดูนะครับ…

* * * * * * * * * *

ศิลปะไม่ต้องเข้าใจ

    …หลังออกมาจากโรงภาพยนตร์อาร์ตเฮาส์ย่านอาร์ซีเอ เพื่อนผมหันมาถามว่า “หนังเมื่อกี๊มันจะสื่ออะไรวะ ดูไม่รู้เรื่องเลย”
    …หลังจากเดินดูนิทรรศการศิลปะจัดวางในแกลลอรี่ย่านสุขุมวิทอยู่พักใหญ่ เพื่อนร่วมงานของผมก็หันมาบอกว่า “สวยดี แต่ดูไม่ค่อยรู้เรื่องนะ”
    …ในคอนเสิร์ต ริก วชิรปิลันธ์ ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พอฟังเพลงของนักร้องสาวสุดเซอร์จบไปหนึ่งเพลง คนข้างๆ ก็หันมาบอกผมว่า “ฟังไม่รู้เรื่องเลยว่ะ เขาร้องว่าอะไร”

    เนื่องจากทำอาชีพเป็นสื่อบันเทิงที่มีหน้าที่แนะนำหนัง เพลง หนังสือ และงานศิลปะให้กับใครต่อใคร ผมจึงได้พบเจอคำถามประมาณนี้ค่อนข้างบ่อย บางครั้งเพื่อนดูหนังไม่รู้เรื่องแล้วโทรมาถามผมก็มี บางทีเพื่อนอ่านวรรณกรรมไม่เข้าใจแล้วโทรมาถามก็เคย
    แต่คำตอบแรกๆ ของผมส่วนใหญ่มักจะเป็นประโยคที่ว่า “ไม่เห็นต้องรู้เรื่องเลยนี่”
    ตอบไปง่ายๆ ไปแบบหน้าไม่อายอย่างนี้แหละ เพราะผมคิดว่าประเด็นสำคัญของการเสพงานศิลปะคือ เราควรจะเสพแล้ว ‘รู้สึก’ ก่อนที่จะ ‘รู้เรื่อง’ นะครับ
    แน่นอนว่างานศิลปะหลายชิ้นที่ว่าดูไม่รู้เรื่องนั้น ศิลปินก็คงมีแนวความคิดในการทำงานซ่อนอยู่ เส้นสายลายสีฉูดฉาดอาจจะถูกออกแบบมาให้สื่อถึงความโกรธเกรี้ยว หรือเสียงร้องบิดเบี้ยวอื้ออึงอาจจะเป็นตัวแทนของเสียงในจิตใจจากผู้คนแห่งสังคมเมือง แต่เรื่องแบบนี้ถ้าศิลปินไม่ได้ไปยืนอธิบายให้กับผู้เสพรับทราบกันเป็นรายตัว ใครเล่าจะไปเข้าใจได้ตรงเป๊ะ …ที่สำคัญ ทำแบบนั้นจะไปสนุกอะไรล่ะครับ?
    หลายๆ ครั้งเมื่อเราเห็นชิ้นงานศิลปะที่ดูแล้ว ‘อาร์ตๆ’ ความรู้สึกแรกจึงมักจะเป็นความไม่เข้าใจ
    แต่การเริ่มต้นด้วยความไม่เข้าใจนี่เองที่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเสพงานศิลปะ เพราะไม่เข้าใจจึงเกิดอาการใคร่รู้ เพราะใคร่รู้จึงเกิดความพยายามในการตีความ ส่วนใหญ่เมื่ออยากตีความแล้ว ผู้เสพอย่างเราๆ ก็มักจะเอาความรู้สึก อารมณ์ ตลอดจนประสบการณ์ และรสนิยมส่วนตัว เข้าไปวิเคราะห์ชิ้นงานนั้น
    สิ่งหนึ่งที่เราจะได้ใช้แน่ๆ ในขั้นตอนเหล่านี้ก็คือ ‘จินตนาการ’ ครับ …นี่ล่ะที่เขาว่า ศิลปะทำให้เกิดจินตนาการ
    นอกจากนี้ ผมคิดว่าระดับความพอใจในการวิเคราะห์ของคนเรายังไม่เท่ากันด้วย
    ในแวบแรก บางคนอาจจะตัดสินใจได้ทันทีว่าชอบหรือไม่ชอบชิ้นงานนั้นๆ เพราะใช้อารมณ์เข้าไปสัมผัส แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับบางคน …ในแวบที่สอง อีกบางคนอาจนึกอยากวิเคราะห์ต่อไปว่า แล้วที่ชอบหรือไม่ชอบนั้นเป็นเพราะอะไร คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของประสบการณ์ ความทรงจำ รสนิยม และอะไรต่อมิอะไรที่ติดตัวของกันมา แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับอีกบางคน …ในแวบต่อๆ มา ยังมีอีกบางคนอาจจะอยากได้ข้อมูลในเชิงลึกเพื่อประกอบการวิเคราะห์เข้าไปอีก ทีนี้เขาก็อาจจะไปตามตัวศิลปินหรือตามบทสัมภาษณ์ของศิลปินเจ้าของงาน ไม่ก็อาจจะไปหาอ่านบทวิจารณ์ของเหล่าคอลัมนิสต์นักวิจารณ์เพื่อหาความเห็นเพิ่มเติม หรือกระทั่งลงทุนไปลงทะเบียนเรียนศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองเลยก็เป็นได้
    ทุกคนไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก เพียงแค่ระดับความพอใจไม่เท่ากันเท่านั้น บางคนอาจจะรู้สึก คิด และเลือกที่จะเข้าใจงานชิ้นนั้นๆ ในความหมายของตัวเอง บางคนอาจจะเอาทฤษฎีเข้ามาจับ เอาแนวคิดของศิลปินเข้ามาตีความ นั่นก็อยู่ที่ใครจะเลือกวิเคราะห์แบบใด
    แต่แน่นอน ทุกคนล้วนเริ่มต้นจากความไม่เข้าใจกันทั้งนั้น
    และการที่ผู้เสพศิลปะสามารถตีความได้หลากหลายอย่างนี้นี่แหละ ที่ทำให้การศิลปะเป็นเรื่องน่าสนุก ยิ่งนำมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ ก็ยิ่งทำให้เข้าใจในตัวตนและความคิดอ่านของแต่ละคนกันมากขึ้น และที่สำคัญ การที่เราดูงานศิลปะแล้วเกิดความรู้สึกบางอย่าง จนอยากวิเคราะห์ว่าทำไมตัวเองชมงานชิ้นนั้นแล้วรู้สึกอย่างนั้น นั่นก็น่าจะทำให้เราเข้าใจตัวของตัวเองได้มากขึ้นด้วย
    และการตีความกลวิธีการเสพงานศิลปะที่ผมเล่ามา ก็เป็นวิธีคิดของผมเพียงลำพังคนเดียวเช่นกัน ไม่น่าจะถูกหรือผิด ผมเพียงรู้ว่าผมคิดอย่างนี้มาจากประสบการณ์ ความทรงจำ และจินตนาการของผมนี่ล่ะ
    ในชีวิตการเป็นคนทำหนังสือ ครั้งหนึ่งผมเคยทำหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งที่รวบรวมนิยามคำว่า ‘ศิลปะ’ จากคนหลากหลายเอาไว้ครับ ปรากฏว่าบางคนให้คำนิยามแบบเฉพาะเจาะจง บางคนให้นิยามแบบนามธรรม บางคนนิยามแบบตลกขบขัน ที่น่าสนใจก็คือไม่มีใครให้นิยามคำว่า ‘ศิลปะ’ ได้เหมือนกันเลย ต่างคนต่างก็มีความหมายไว้อธิบายคำคำนี้เป็นของตัวเองทั้งสิ้น
    สำหรับผม, ผมคิดว่า ‘ศิลปะ’ คงคล้ายๆ กับคำว่า ‘ชีวิต’ และคล้ายๆ กับ ‘ความรัก’ ตรงที่เราอธิบายมันไม่ได้ชัดเจน ไม่อาจเข้าใจมันได้ด้วยนิยามสากลที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน
    แต่ถ้าชีวิตคือการค้นหา ผมก็คิดว่าทุกคนควรมีนิยามของตัวเองสำหรับถ้อยคำเหล่านี้นะครับ

ตีพิมพ์ครั้งแรก กรุงเทพธุรกิจ 29 สิงหาคม 2551

* * * * * * * * * *

    อ่านมาถึงตรงนี้ก็ต้องโปรโมตปิดท้ายกันว่า ถ้าสนใจคอลัมน์นี้คงต้องไปตามอ่านกันในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เซ็กชั่นจุดประกาย ทุกๆ วันศุกร์ต้นเดือนนะครับ
    แล้วเจอกันใหม่เร็วๆ นี้ครับผม