ทำนองปริศนา ตอนที่ 2

กรกฎาคม 6, 2008

หายจากการอัพบล็อกไปนาน จนผมชักรู้สึกละอายที่จะอัพอีกครั้ง…
    ขึ้นต้นด้วยข้ออ้างเหมือนเดิมเลยครับ แต่ตราบใดที่ยังมีเสียงเรียกร้อง ถึงจะทิ้งร้างไปนานแค่ไหน ก็ยังมีวันที่ผมจะได้กลับมาอัพบล็อกนี้อีกทีจนได้
    ช่วงที่ผ่านมางานผมยุ่งมากๆ เลยครับ เอาแค่ happening ที่ต้องฝ่ากระแสธุรกิจอันดุเดือดก็หนักหนามากแล้ว ช่วงที่ผ่านมายังมีคอนเสิร์ตใหญ่ของเราร่วมกับค่ายเพลง No More Belts ด้วย ใครไม่ได้ไปชมก็น่าเสียดายมากฮะ เพราะมันเป็นงานที่น่ารักสุดๆ เลยล่ะ แล้วยังมีงานอื่นๆ ที่ผมไปรับทำไว้ด้วย อย่างเช่นหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คของพี่ป๊อป อารียา กับพี่นก นิสา ที่เป็นผู้กำกับ เด็กโต๋ และ ปักษ์ใต้บ้านเรา อันนี้ก็ใช้เวลาไปเยอะเหมือนกัน แต่เป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมภูมิใจนะครับ ชื่อปกว่า ‘นางงามกับหัวหยิก’ คงจะได้ฤกษ์วางแผงในเดือนกค. นี้ล่ะ
    เอาล่ะครับ อย่างที่ประกาศไปแล้ว การอัพบล็อกคราวนี้ไม่มีอะไรยากเย็น ผมแค่จะเอาตอนที่สองของ ทำนองปริศนา มาให้อ่านกัน
    ขอเชิญรับชมและรับฟังครับ

 * * * * * * * * * *

 

ทำนองปริศนา ตอนที่ 2
   
ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียด ควันบุหรี่ตลบอบอวล แสงไฟสีแดงเหลืองเขียววิ่งวนไปทั่วบริเวณ เสียงดนตรีก้องกระหึ่มสะเทือนตุบๆ จนรบกวนจังหวะเต้นของหัวใจ นักร้องหนุ่มผมยาวบนเวทีร้องตะโกนท่อนฮุกเพลงไทยยอดนิยมล่าสุด หลายคนรอบตัวผมตะโกนตามเหมือนโดนมนต์สะกด ดนตรีบรรเลงมาถึงท่อนโซโลท้ายเพลง มือกีตาร์หน้าหล่อก้าวออกมาข้างหน้า แล้วบรรจงกรีดสำเนียงบาดใจออกมาจากกีตาร์ไฟฟ้าที่สะท้อนแสงไฟอยู่วูบวาบ ริมฝีปากบางคล้ำแต่ได้รูปคาบบุหรี่หมิ่นเหม่ ถึงจังหวะหนึ่งที่มือซ้ายบดขยี้สายกีตาร์ลากโน้ตดนตรียาวเหยียด มือขวาก็ตวัดขึ้นมาจับบุหรี่ อัดเต็มแรงหนึ่งที แล้วก็พ่นควันเป็นรูปวงกลมบิดเบี้ยวออกมา มันละลายหายไปในแสงไฟสีแดงเหลืองเขียวอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับโน้ตดนตรีตัวสุดท้ายที่ค่อยๆ จางหายไป
    นี่แหละ ลีลาท่าหากินของไอ้ชาลี – เพื่อนเก่าแก่ของผมเอง
    หลังจากโชว์ประจำคืนจบลง ดนตรีชิลล์เอาต์ถูกเปิดเพื่อผ่อนอารมณ์ ผู้คนค่อยๆ ทยอยเดินกลับไปสู่โลกภายนอก ไอ้ชาลีก็เดินลงจากเวทีมาหาผม มันตบบ่าแล้วพูดอะไรที่ผมได้ยินไม่ถนัดสองสามคำ
    ชาลีชอบชวนผมเที่ยวกลางคืนบ่อยๆ ผมไปบ้างไม่ไปบ้างแล้วแต่เวลาว่างจะอำนวย การไปเที่ยวกับมันมีหลายรูปแบบ อาจหมายถึงการที่ผมต้องไปยืนดูมันเล่นดนตรีกับวงอยู่นานสองนานในผับเสียงสนั่นควันโขมง อาจเป็นการไปนั่งคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ตามประสาเพื่อนเก่าอยู่ในร้านกาแฟเงียบๆ ที่เปิดจนดึกดื่น หรืออาจเป็นได้กระทั่งการไปเดินเล่นตามย่านต่างๆ ยามค่ำคืนของเมืองหลวงโดยไม่ต้องคุยอะไรกันมากมาย
    คืนนี้การเที่ยวกลางคืนที่ไอ้ชาลีชักชวนผมมาใช้รูปแบบแรก …ผมยืนดูมันเล่นดนตรีตั้งแต่ต้นจนจบ คืนนี้มันไม่ได้เล่นเพลงใหม่ๆ ให้ผมได้ตื่นเต้นเลยแฮะ
    “เฮ้ย ตกลงมึงฟังเพลงแจ๊สไปถึงไหนแล้ววะ” ไอ้ชาลีตะโกนถามใกล้หูผม กลิ่นบุหรี่ผสมกลิ่นเหล้าแตะจมูกจางๆ
    “มึงรู้อะไรเรื่องดนตรีแจ๊สบ้าง” ผมตะโกนตอบคำถามด้วยคำถาม
    “แจ๊สเหรอ อืมม” มันขมวดคิ้วทำเป็นคิด แลดูกวนตีนมาก ก่อนจะปั้นเสียงเข้มๆ “แจ๊ส – ดนตรีที่เกิดในรัฐนิวออลีนส์ อเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพ ก่อกำเนิดท่ามกลางหมู่คนผิวดำผู้ยากไร้ กลายพันธุ์มาจากสำเนียงโศกเศร้าของเพลงบลูส์…”
    “หน้าอย่างมึงฟังแจ๊สด้วยเหรอวะ? ” ผมนึกขำท่าทีขึงขังของมัน
    “เฮ้ย หน้าอย่างกูนี่แหละ…” มันขมวดคิ้วทำเป็นคิดอีก ผมเริ่มสงสัยว่าที่มันนึกอะไรเชื่องช้านี่อาจเป็นเพราะเมามากกว่าพยายามจะกวนตีน “หน้าอย่างกู…ไม่ค่อยได้ฟังแจ๊ซหรอกว่ะ” ชาลีหัวเราะพรืด “เล่นดนตรีในผับแบบนี้ก็ต้องฟังแต่เพลงฮิตทั่วไปไว้ก่อนแหละ เพลงไหนมาแรงในวิทยุก็ต้องรีบแกะมาเล่นให้ทันสถานการณ์ แต่ว่ามีนักดนตรีรุ่นพี่ๆ กูสองสามคนที่แต่ก่อนเขาเล่นร็อกเล่นป๊อป แล้วตอนหลังหันมาสนใจแจ๊สนะ สักปีกว่าๆ ที่ผ่านมากูก็เลยหาเพลงแจ๊สมาฟังไว้บ้างวะ เผื่ออีกหน่อยต้องไปเล่นกับพวกพี่ๆ เขาไง แล้วเออ ไม่รู้เป็นไง ช่วงหลังๆ นี่ดนตรีชิลล์ๆ แบบสมูธแจ๊สหรือบอสซาโนวาอะไรนี่มันมาแรงเหลือเกินโว้ย กูก็ว่าจะหันไปเล่นแนวนั้นอยู่เหมือนกันว่ะ”
    ผมนึกถึงท่วงทำนอง A Love Supreme ที่ยังก้องอยู่ในหัว …ตึ่ง ตึง ตึ่ง ตึ๊ง… กับเสียงแซ็กโซโฟนฉวัดเฉวียน เพลงแบบนี้มันไม่น่าจะเรียกได้ว่า ‘ชิลล์ๆ ’ นะ
    “แล้วมึงรู้จัก จอห์น โคลเทรน ไหมวะ? มีใครก็ไม่รู้เอาอัลบั้ม A Love Supreme มาใส่ไว้ที่ตู้จดหมายที่คอนโดฯ กู ไม่รู้คิดอะไร”
    “ไอ้อัลบั้มที่มึงถามกูเมื่ออาทิตย์ก่อนน่ะเหรอ …ถูกส่งมาจากบุคคลผู้ไม่ประสงค์จะออกนามงั้นเรอะ” มันขมวดคิ้วหนักเข้าไปอีก รอยย่นบนหน้าผากดูมากมายเกินอายุจริง “สงสัยมีคนไม่หวังดีกับมึงว่ะ ฮ่าๆๆ ” ชาลีหัวเราะดังลั่น จนแขกสามสี่โต๊ะที่ยังนั่งเอ้อระเหยอยู่ในผับหันมามอง
    ดนตรีชิลล์เอาต์ถูกปิดลงอย่างฉับพลัน ความเงียบคล้ายคำประกาศอย่างเป็นทางการว่าผับจะปิดจริงๆ แล้ว
    ผมรู้สึกมึนงง ความเห็นของชาลีช่างต่างจากความคิดของน้องตัวเล็กราวฟ้ากับเหว

———————–

    เมื่อวานผมก็เพิ่งเล่าเรื่องนี้ให้น้องตัวเล็กฟัง
    “หนูว่าต้องมีคนแอบชอบพี่แน่ๆ เลยล่ะ” เธอยิ้มกว้าง ดวงตาระยิบระยับ
    น้องตัวเล็กเป็นเลขาฯ ประจำฝ่ายขาย เราสนิทกันพอสมควรตามประสาผู้ร่วมงานที่เห็นกันทุกวัน การมีหญิงสาวตัวเล็กๆ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมาอยู่ในฝ่ายขายถือเป็นการผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียด เซลล์บางคนชอบเอาอารมณ์เสียมาลงที่คนเบื้องหลังในยามที่ยอดขายไม่เข้าเป้า โยนงานเอกสารอันแสนวุ่นวายให้ทำบ้าง หรือไม่ก็มานั่งนินทาลูกค้าให้ฟังบ้าง น้องตัวเล็กจะมองเห็นเป็นเรื่องสนุกทุกคราวไป
    ผมคิดว่าการมองโลกในแง่ดีและมีรอยยิ้มให้กับทุกเรื่องน่าจะเป็นคุณสมบัติของนักขายที่ดีประการหนึ่ง ดังนั้นผมเลยชอบยุให้น้องตัวเล็กลองทำงานเซลล์ดูบ้าง เด็กที่เพิ่งจะเรียนจบอย่างเธออาจจะพอใจกับการเริ่มต้นตรงนี้แล้ว แต่วันข้างหน้าเธอก็ต้องก้าวไป เธอจะทนรับเงินเดือนเลขาฯ เดือนละไม่ถึงหมื่นไปได้สักแค่ไหนกัน
    ทุกทีที่คุยกันเรื่องนี้ ตัวเล็กจะหัวเราะแล้วบอกผมว่า “หนูอยู่อย่างนี้ก็ดีแล้วค่ะ”
    ส่วนใหญ่บทสนทนาของผมกับน้องตัวเล็กจะเน้นไปทางเฮฮา ผมไม่ค่อยมีเรื่องมาบ่นให้เธอฟังสักเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าผมมีความสุขกับงานขายล้นเหลือจนไม่มีเรื่องมาบ่น แต่เวลาเห็นน้องตัวเล็กนั่งยิ้มแย้มอยู่ท่ามกลางหมู่เซลล์อารมณ์บูดแล้ว ผมก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลทุกที
    ผมเล่าเรื่องซีดีปริศนาตอนที่ไปฝากเธอเคลียร์ค่าโทรศัพท์มือถือ เธอจินตนาการเรื่องราวเป็นตุเป็นตะ ว่ามันจะต้องเป็นเพลงสุดโรแมนติกที่ผู้ส่งมีความหมายในบทเพลงซ่อนไว้ให้ผู้รับตีความ ตามหาความในใจ
    “มันไม่ใช่เพลงหวานแหววอย่างที่เธอคิดหรอกน่า” ผมแกล้งพูดเสียงดุๆ พยายามทำลายภาพฝันของเลขาฯ สาว ไม่ใช่ว่าอยากให้เธอเข้าใจความจริงนักหรอก แค่รู้สึกหมั่นไส้แกมเอ็นดูกับแววตาเป็นประกายนี่ต่างหาก แล้วผมก็เริ่มเขินๆ เพราะเหลือบไปเจอสายตาสอดรู้สอดเห็นของเซลล์คนอื่นที่เริ่มสนใจว่าผมกับเธอกำลังคุยอะไรกัน
    “เออพี่” น้องตัวเล็กสะกิดเรียกผมเบาๆ “เมื่อเช้ามีคนจากธนาคารโทรมาที่ออฟฟิศค่ะ เขาฝากให้บอกว่าพี่ยังไม่ได้จ่ายค่าคอนโดฯ เลยนะเดือนนี้”
    เออ ตายล่ะหว่า ผมลืมเรื่องนี้ไปสนิท ช่วงที่ผ่านมามัวแต่ยุ่งๆ กับการหว่านล้อมให้คุณบัญชาซื้อคอนโดฯ ของบริษัทจนลืมจ่ายเงินผ่อนคอนโดฯ ตัวเองไปซะได้
    ชีวิตผมวุ่นเกินไปแล้ว สงสัยต้องหาเวลาผ่อนคลายบ้าง
    ตอนนั้นเองที่ผมนึกถึงไอ้ชาลีกับถ้อยคำสารพัดที่มันใช้ชักชวนให้ผมออกมาเที่ยวกับมัน

———————–

    ผมต้องผ่อนคอนโดฯ เป็นเวลา 30 ปี
    ตอนนี้ผมจ่ายเงินต่อเนื่องทุกเดือนมาแล้วปีกว่าๆ ดั้งนั้นก็เหลืออีก 28 ปีเศษๆ
    การต้องผ่อนอะไรที่ยาวนานอย่างนี้ให้ความรู้สึกสองประการ คือบางครั้งผมรู้สึกเหมือนเห็นภาพอนาคตอยู่ลางๆ ชีวิตมีกำหนดการแน่ชัดไปอีกยาวนาน และบางทีผมก็รู้สึกเหมือนกำลังแบกสัมภาระที่มองไม่เห็น แต่มีน้ำหนักของมันกดทับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมคิดว่าการมีสัมภาระบ้างก็น่าจะเป็นเรื่องดี มันทำให้ก้าวย่างมั่นคงขึ้น
    การมีชีวิตที่มั่นคง คาดเดาได้ ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย ผมไม่ค่อยชอบเรื่องเซอร์ไพรซ์เท่าไหร่
    ผมจึงหงุดหงิดกับเรื่องซีดีปริศนานี้ไม่น้อย มันมีโอกาสเป็นไปได้มากเหมือนกันที่จะเป็นการเข้าใจผิด อาจเป็นการวางผิดช่อง หรือไม่ก็มีใครลืมเอาไว้ แต่ก็มีโอกาสอยู่เหมือนกันที่จะมีคนตั้งใจวางไว้ให้ผม อาจจะมีใครพยายามสื่อสารอะไรบางอย่างกับผมก็เป็นได้
    หลายวันผ่านไป ผมใช้ชีวิตไปตามปกติ นั่งรถไฟฟ้าไปออฟฟิศ ติดต่อพูดคุยกับลูกค้าเก่าใหม่ พูดจาตลกโปกฮากับเพื่อนร่วมงาน แต่เรื่องนี้ยังคงค้างคาอยู่ในใจ เหมือนนาฬิกาปลุกที่ถูกใครแอบตั้งไว้เนิ่นนาน แต่ยังไม่ส่งสัญญาณปลุกเสียที
เมื่อกลับถึงห้อง บางคืนผมจะหยิบซีดี A Love Supreme มาฟังบ้าง ฟังไปเรื่อยๆ เวลาฟังผ่านๆ ก็ไม่รู้สึกว่ามันฟังยากเย็นอะไร ผมเริ่มนอนหลับโดยมีเพลงแจ๊สเร่าร้อนของ จอห์น โคลเทรน เป็นดนตรีกล่อมนิทรา
    จนผมเกือบจะลืมไปแล้วว่าซีดีแผ่นนี้มันมาอยู่กับผมได้อย่างไร ความสงสัยดูเหมือนกำลังจะจางลง รถไฟฟ้า ลูกค้า และเรื่องตลกโปกฮากำลังจะทำให้ผมวุ่นวายกับชีวิตต่อไป เจ้าเสียงนาฬิกาปลุกก็ดันร้องลั่นขึ้น มันดังสนั่นจนผมสะดุ้งตื่นเต็มตาเมื่อกลับมาที่คอนโดฯ ในคืนหนึ่ง
    มีซองกระดาษสีน้ำตาลอีกซองในช่องรับจดหมายของผม!
    เหลียวซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร แม้แต่ รปภ. ประจำคอนโดฯ ก็ไม่รู้หายไปไหน ผมค่อยๆ หยิบซองกระดาษขึ้นมาพิจารณา
ไม่ผิดแน่นอน มีซีดีอีกชุดอยู่ในนี้
    ผมแกะซองออกดู ในซองมีอัลบั้มเพลงสีเหลืองน้ำตาล หน้าปกเขียนชื่อศิลปินว่า Miles Davis และบอกชื่ออัลบั้มว่า Miles Ahead
    เมื่อขึ้นมาถึงห้อง ผมก็รีบยัดซีดีใส่เครื่องเล่นทันที ความรู้สึกคล้ายกับได้รับจดหมายลึกลับ ในจดหมายฉบับนี้จะมีถ้อยความใดส่งถึงผมกันแน่?
    เสียงเครื่องเป่าสดใสโซโลกังวานสบายหู น่าจะเป็นเสียงทรัมเป็ต สอดสลับด้วยเครื่องเป่าวงใหญ่ที่เหมือนเป็นลูกคู่ แต่บางทีก็ชิงความโดดเด่นคล้ายเป็นคู่ต่อสู้ เบสกับกลองรองพื้นให้จังหวะเพียงบางเบา ราวกับผู้ชมที่คอยปรบมือเชียร์อยู่เบื้องหลัง ผมเคยได้ยินชื่อ ไมลส์ เดวิส ผ่านหูมาบ้าง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังดนตรีของเขาจริงจัง
    พลิกปกอัลบั้มอ่านข้อมูลไปเรื่อยๆ ผมก็พบว่าเครื่องเป่าที่ ไมลส์ เดวิส เป่าเป็นเครื่องดนตรีที่เรียกว่า ‘ฟลุกเกิลฮอร์น’ แฮะ ไม่ใช่ทรัมเป็ตอย่างที่เดาทีแรก งานชุดนี้บันทึกเสียงในปี ค.ศ. 1957 …ก่อนอัลบั้ม A Love Supreme ตั้งหลายปีแต่ฟังง่ายกว่ากันเยอะ
    ผมรู้ว่าดนตรีแบบนี้ก็เรียกว่าแจ๊สเหมือนกัน ทั้งๆ ที่มันต่างกัน
    และไอ้ดนตรีชิลล์ๆ แบบเสียงแซ็กโซโฟนหวานๆ เปียโนเบาๆ เสียงร้องสวยๆ ที่ผมจินตนาการไว้ในตอนแรกที่ได้อัลบั้ม  A Love Supreme มานั่นก็เห็นว่าเขาเรียกแจ๊สเหมือนกัน เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้ต่างกันอย่างนี้
    บทเพลงยังดำเนินต่อไป ทุกเพลงมีรูปแบบใกล้เคียงกันหมด คือราวกับบทสนทนาของฟลุกเกิลฮอร์นกับทีมเครื่องเป่าวงใหญ่ บางครั้งคุยเรื่องสนุกสนาน บางครั้งคุยเรื่องโรแมนติก รวมๆ แล้วทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย ผมเริ่มปลดเน็คไท ถอดรองเท้าถุงเท้า ถอดเข็มขัด แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง ล่องลอยไปตามเสียงดนตรี
    พลิกปกอัลบั้มขึ้นดูอีกที ชื่อเพลงให้ความรู้สึกหลากหลาย สอดรับไปกับอารมณ์ดนตรีของเพลงนั้นๆ อย่างเพลงแรก Springsville ให้ความรู้สึกเบิกบาน ในขณะที่ My Ship นั้นเครื่องเป่ากลุ่มใหญ่ช่วยกันโอบอุ้มทำนองหลักของฟลุกเกิลฮอร์น ดูช่างเวิ้งว้างและเดียวดาย คล้ายอยู่บนเรือลำเล็กๆ กลางทะเลสีส้มสะท้อนแสงแดดยามเย็น ส่วน Blues for Pablo กับ The Meaning of Blues นั้นเศร้าสร้อยงดงามจนน้ำตาซึม และ I Don’t Wanna Be Kissed (By Anyone But You) ก็ให้อารมณ์ซุกซน เหมือนแอบชมการเกี้ยวพาราสีระหว่างเครื่องเป่าหลากชนิด
    นั่งฟังไปเรื่อยๆ ผมก็พบว่าอัลบั้มนี้มีเพลงแถมให้ด้วยแฮะ เป็นเพลง Springsville, Blues for Pablo, The Meaning of Blues/Lament และ I Don’t Wanna Be Kissed (By Anyone But You) ซึ่งเข้าใจว่าบางเพลงก็เป็นการอัดตอนซักซ้อม และบางเพลงก็เป็นเทคที่อัดไว้แต่ไม่ได้ใช้ …แสดงว่าก่อนจะบันทึกเสียงก็ต้องมีการซักซ้อมกันไม่น้อย แต่พอผมกดฟังเปรียบเทียบระหว่างเทคที่ใช้จริงกับเทคที่เป็นเพลงแถม …อืม มันก็ต่างกันอยู่เหมือนกันนา
    ผมชอบชื่ออัลบั้ม Miles Ahead จังแฮะ มันเข้ากับตัวศิลปินดีแท้ และถ้าแปลความหมายซื่อๆ ก็คือหนทางยังอีกยาวไกล แต่ถ้าตีความหมายโดยให้คำว่า Miles หมายถึงชื่อของ ไมลส์ เดวิส ล่ะก็ มันก็คงได้อารมณ์ประมาณว่า คอยจับตาให้ดีเถอะ ไอ้ไมลส์มันอยู่ข้างหน้านี่แล้ว!
    ด้วยอารมณ์ผ่อนคลายสบายใจของเสียงเครื่องเป่าที่ไม่ได้เร่งร้อนในอัลบั้มนี้ ไม่ว่าจะตีความหมายแบบไหนก็ดูจะไม่เป็นปัญหา ถึงระยะทางจะอีกยาวไกลแต่การเดินทางก็คงรื่นรมย์ หรือถึง ไมลส์ เดวิส จะรออยู่ข้างหน้า แต่ผมก็ควรปลื้มใจมากกว่าจะต้องระมัดระวังตัว
    หรือสิ่งที่ผู้ส่งซีดีปริศนาต้องการจะบอกผมก็คือเรื่องเหล่านี้ …ระยะทางยังอีกไกล แต่ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกน่า
หรือว่าเขาเพียงต้องการจะบอกให้รู้ว่าดนตรีแจ๊สไม่ได้ฟังแล้วจะนอนไม่หลับเสมอไป เหมือนอย่างอัลบั้มแรกที่เขาส่งมาให้
หรือว่า…ผมจะคิดมากไปแล้ว
    มวลเครื่องเป่าอันอบอุ่นค่อยๆ พาผมล่องลอยไปแสนไกล ทิ้งห่างจากปริศนาทั้งปวง ลืมเลือนเรื่องราวในชีวิตอันวุ่นวาย ทั้งรถไฟฟ้า ลูกค้า บทสนทนาตลกขบขัน ห้องประชุมอันเคร่งเครียด หรือแม้แต่ความฝันในอดีตและความปรารถนาในอนาคต
    ดวงไฟกลางห้องยังส่องสว่าง แต่ผมเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้.

 * * * * * * * * * *

    อ่านกันแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ ถ้าเบื่อแล้วบอกกันได้ คราวหน้าจะได้เขียนเรื่องอื่น แต่ผมยังมีตอนที่ 3 เก็บไว้ด้วยนา
    มาถึงช่วงนี้ผมฟังเพลงแจ๊ซน้อยลงแล้วครับ เพราะว่าหน้าที่การงานไม่ค่อยเปิดโอกาสและมีเวลาให้ฟังเพลงแนวนั้นเยอะๆ แต่ต้องเขียนวิจารณ์เพลงร่วมสมัยมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังๆ นี่ผมก็ยังไปเจองานแจ๊ซเพราะๆ อยู่บ้าง ที่อยากจะแนะนำก็คืองานใหม่ของ pat Metheny ชื่อชุด Day Trip นะครับ ชุดนี้มีบันทึกการแสดงสดตามออกมาด้วยชื่อ Tokyo Day Trip ครับ เพลงดีมาก ฟังเพลินๆ ก็ได้ ฟังเอาจริงก็ได้
    มีความสุขกับการอ่านและการฟังนะครับ และหวังว่าคราวหน้าผมคงจะอัพบล็อกเร็วกว่านี้ แหะๆ…

Advertisements

6 Responses to “ทำนองปริศนา ตอนที่ 2”

  1. mamahugme Says:

    เคยฟังMiles Davis เหมือนกัน
    ฟังไม่รู้เรื่องหรอกแต่ชอบ

    อยากอ่านหนังสือพี่ป๊อปกะพี่นกจัง 🙂

  2. nakoi Says:

    คุณน้องเริ่มฟังเพลงแจ๊ซ มานานยังกะ

    ตอนสามก็ยังอยากอ่านนะ

  3. vap Says:

    อ่านแล้วก็ว่าจะลองฟังแจ๊ซซซบ้างนะเนี่ย
    แล้วถ้าหมดสามตอนแล้วจะเขียนต่อไหมอ่ะ?

  4. ส้ม Says:

    ตอน 3 นี่ต้องรออีก 2 เดือนรึเปล่าคะ
    ^^
    อยากกอ่านต่อน่ะ


  5. เนื้อหาดีครับ..ขอบคุณ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: