เธอบอกว่า เกย

มกราคม 28, 2008

วันดีคืนดี ก็มีน้องสาวแสนสนิทคนหนึ่งนัดหมายให้ผมอัพบล็อกไปพร้อมๆ กับเธอครับ นัยว่าต่างคนต่างเขียนก็เดียวดาย มานัดกันเขียนเลยดีกว่า
    แต่ว่านัดกันเขียนนี่ไม่ได้หมายความว่าเขียนที่เดียวกันเวลาเดียวกันนะครับ เรานัดกันว่าจะเขียนในหัวข้อเดียวกันต่างหาก ผมให้เกียรติฝ่ายหญิงเป็นคนกำหนดโจทย์ แล้วเธอก็บอกมาว่าอยากให้เราเขียนเรื่อง ‘เกย’
    ฟังคำนี้ตอนแรกแล้วก็รู้สึกว่าโดนใจดีครับ ความหมายมันก้ำๆ กึ่งๆ ดี ก็เลยรับปากว่าจะเขียนเรื่องนี้เหมือนกัน ทั้งที่ตอนนั้นยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนเข้าไปได้ยังไง
    และเพราะบล็อกของผมเป็นบล็อกเกี่ยวกับเรื่องสั้น ดังนั้นผมก็จำเป็นต้องเขียนเรื่องสั้นครับ
    แน่นอน, เรื่องสั้นเรื่องนี้ชื่อ เกย

 * * * * * * * * * *

keoy.jpg

เกย

    “ถามอะไรหน่อยสิ” อยู่ดีๆ เธอก็เอ่ยกับผม หลังจากที่เรานั่งเงียบกันมาตั้งนาน ปล่อยให้เสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศเป็นสรรพเสียงเพียงลำพังในห้องของผม
    “อืม…” ผมพยักหน้า รอฟังคำถาม แต่สายตาและสมองยังจดจ่ออยู่กับงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
    “คำว่า ‘เกย’ น่ะ สะกดเป็นภาษาอังกฤษว่ายังไงเหรอ? “
    “เอ่อ…” ผมนึกในใจว่าถามอะไรของเธอนะ คิดอะไรแปลกๆ อีกแล้วสิผู้หญิงคนนี้ “ใช่คำว่า Overlap หรือเปล่า” ผมตอบไปเท่าที่จะคิดได้ 
     “ไม่ใช่ๆ …” เธอร้องเสียงหลง
     “อ้าว แต่ก็น่าจะใกล้เคียงนะ เท่าที่ผมรู้มาน่ะ” ผมหันไปมองเธอ “คือบางทีคำไทยกับอังกฤษมันก็ไม่มีคำที่แทนกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ มันก็ต้องเอาคำใกล้เคียง”
     “ไม่ใช่ๆ …” เธอทำเสียงรำคาญๆ “คือชั้นหมายความว่า จะเขียนทับศัพท์น่ะ เอ่อ เขียนเป็นภาษาคาราโอเกะน่ะ พอดีจะส่ง SMS หาเพื่อน”
     “อ๋อ…” ผมนึกในใจว่า แล้วทำไมไม่บอกให้ชัดเจนตั้งแต่แรกวะ “เอ่อ… น่าจะใช้ G-e-a-y เอ๊ะ ไม่น่าใช่ หรือจะเป็น G-e-o-y ไม่แน่ใจ โอ้ย… ยากว่ะ”
     “เห็นไหมล่ะ ชั้นก็ไม่แน่ใจ มันยากนะ ไม่งั้นไม่ถามหรอก” เธอทำน้ำเสียงเหมือนจะงอนนิดๆ คงเป็นเพราะเมื่อสักสิบห้านาทีก่อนผมโวยวายกับเธอที่เธอมากวนตอนผมกำลังเคร่งเครียดกับการงาน จนเราต้องนั่งเงียบกันไปนั่นแหละ
     “ผมว่า G-e-o-y นะ” ผมให้ความเชื่อมั่นกับตัวเลือกนี้
     เธอพนักหน้าหงึกๆ ก่อนจะหันกลับไปง่วนกับโทรศัพท์มือถือของตัวเองต่อ ผู้หญิงนี่เดาใจยากจริงๆ หนอ ดูเหมือนเธอยังไม่หายงอน แต่ก็คงไม่สนใจผมอีกต่อไปแล้วล่ะ
     ผมหันกลับมาสนใจงานตรงหน้าต่อ เมื่อกี๊ถึงไหนแล้ว…
     เอ๊ะ… ผมนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
     แล้วเธอส่งแมสเสจให้ใครล่ะนั่น?
     ตั้งแต่ตอนที่เราตกลงเป็นแฟนกันใหม่ๆ เมื่อสักสองเดือนก่อน เราก็ไม่ได้ส่งแมสเสจหวานๆ หากันบ่อยๆ อีกแล้ว ทำให้เดี๋ยวนี้วันนึงๆ ผมก็ไม่ได้ส่งแมสเสจให้ใครสักเท่าไหร่ ผมไม่รู้ว่าเธอยังมีนิสัยชอบส่งแมสเสจบ่อยๆ หรือเปล่า แล้วนี่เธอส่งให้ใครเหรอ แล้วไอ้คำว่า ‘เกย’ นั่นมันเกี่ยวอะไรกับข้อความที่เธอจะส่งไปล่ะ?
     “ส่ง SMS ให้ใครน่ะ? ”  ผมหันไปถามเธอจนได้
     เธอไม่เงยหน้าขึ้นมามองผม ไม่พูดอะไร ใบหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ สายตายังจ้องโทรศัพท์มือถือในมือ ปล่อยให้ผมได้ยินเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศอย่างไร้ความหมายอยู่อย่างนั้น
     “บอกไม่ได้เหรอ? ” ผมถามอีก
     “จะรู้ไปทำไม? ” เธอเงยหน้าขึ้นมาถามกลับดุๆ
     “ถามไม่ได้เหรอ? “
     “อย่ากวนน่า คนกำลังยุ่ง” เธอหันกลับไปสนใจมือถือ 
     เธอแกล้งผมใช่ไหมเนี่ย คงจะเอาคืนที่เมื่อกี๊ผมโวยวายว่าเธอมากวนตอนที่ผมกำลังติดงานน่ะสิ ผมมองจ้องมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ห่างไปไม่กี่คืบตรงหน้าอย่างรู้สึกพิศวง …ทำไมผมเดาใจคนรักตัวเองไม่ได้นะ
     หรือว่าเธอมีอะไรปิดบัง?
     หรือว่าเธอกำลังส่งข้อความหาผู้ชายคนอื่น …ผมนึกถึงตอนที่เราส่งแมสเสจโต้ตอบกันวันหลายหลายสิบครั้งตอนที่เริ่มจีบกันใหม่ๆ
     “ส่งให้ใครน่ะ? ” ผมถามอีกที พร้อมจะโงกหน้าเข้าไปใกล้เธอ
     เธอยกมือถือหลบ ไม่ยอมให้ผมดู แล้วก็ทำท่าทางรำคาญสุดชีวิต คิ้วขมวด บิดปากเบ้ ถอนหายใจแรงๆ หนึ่งที
     เราจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้นชั่วอึดใจ แล้วผมก็นึกสงสัยขึ้นมาว่าหน้าตาผมจะบึ้งตึงเหมือนเธอหรือเปล่า?
     กริยาต่อมาของเธอเหนือความคาดหมายของผมอีกแล้ว …เธอยื่นโทรศัพท์มาให้ผม ยังบูดบึ้งเหมือนเดิม แต่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงท้าทายว่า แน่จริงก็เอาไปดูสิ
     ผมคว้าโทรศัพท์มาจากมือเธอ
     บนหน้าจอเป็นหน้าส่งแมสเสจ เขียนค้างไว้ว่า “ราชรถมาเกย แต่ไม่เปิดประตูให้ว่ะ”
     ตรงชื่อผู้รับเป็นชื่อ สาว เพื่อนสาวของเธอคนหนึ่ง ผมเคยเจอเพื่อนเธอคนนี้บ่อยๆ
     …อ่านแล้วงง
     “เขียนอะไรของเธอ…มันแปลว่าอะไรเนี่ย? ” ผมเงยหน้าขึ้นมองเธออีกที
     เธอกำลังอมยิ้ม เป็นยิ้มแบบสะใจยังไงไม่รู้
     “ก็สาวน่ะ มันทะเลาะกับแฟน แฟนมันเจ้าชู้ แล้วมันก็ส่งแมสเสจมาบอกว่าอิจฉาชั้นที่มีแฟนทั้งขยันทั้งรวย ยังกับมีราชรถมาเกยแล้วน่ะ” เธอเล่าเสียงดังฟังชัด
     ผมปะติดปะต่อเรื่องราว …แล้วเธอก็ส่งแมสเสจตอบเพื่อนว่า ผมเป็นราชรถที่ไม่ยอมเปิดประตูงั้นเหรอ?     
     มันแปลว่าอะไรหว่า
     “แปลว่าอะไรน่ะ” ผมถามออกไปโดยไม่รู้ตัว รู้สึกคล้ายๆ จะเสียใจ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก
     เธอยิ้มหยันสะใจอีกที ก่อนจะทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แล้วก็ชี้ๆ มือไปที่คอมพิวเตอร์ของผม
     ผมหันไปมองหน้าจอ งานที่ต้องสรุปให้ทันพรุ่งนี้ยังเหลืออีกเพียบ ตัวเลขยังค้างคา ไฟล์งานเปิดซ้อนกันไว้หลายโปรแกรม…
     “อย่าสนใจเลย เรื่องไร้สาระน่ะ งานยุ่งไม่ใช่เหรอคะ” เธอพูดประชด ผมรู้ว่าเธอประชด มือเธอยังชี้ๆ ไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของผม
     แล้วอยู่ดีๆ หน้าจอผมก็ดับวูบ กลายเป็นสีดำสนิท!
     “อุ๊ย…” เธออุทานออกมาเบาๆ ชักมือกลับ คงตกใจเหมือนกัน
     แวบแรกผมก็นึกว่าไฟดับ แต่อีกแวบต่อมา พอมีภาพถ่ายที่ผมถ่ายเล่นๆ เก็บเอาไว้ลอยขึ้นมาบนจอ ผมก็นึกได้ว่ามันเป็นสกรีนเซฟเวอร์ที่ผมทำไว้นั่นเอง
     ภาพถ่ายคู่กันระหว่างผมกับเธอตอนที่เราออกเดตกันใหม่ๆ ค่อยๆ ลอยขึ้นมาทีละภาพ ทีละภาพ ใบหน้าของเราดูยิ้มแย้มกันเต็มที่ บางภาพผมหัวเราะจนตาหยี บางภาพเธอดูเขินอาย แต่มีประกายตาระยิบระยับ ตอนที่เราเพิ่งคบกันเป็นช่วงที่ผมกำลังบ้ากล้องดิจิตอลที่เพิ่งซื้อมาด้วยพอดี ตอนนี้ผมไม่ได้แตะกล้องตัวนั้นมาหลายอาทิตย์แล้ว เพราะเราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันมาพักใหญ่ ถ้าเธอว่างทีไรก็ได้แต่มานั่งๆ นอนๆ ดูผมทำงานที่ห้องนี่แหละ กล้องดิจิตอลตัวนั้นผมก็เก็บใส่ลิ้นชักไปแล้ว
     เราจ้องดูสกรีนเซฟเวอร์อยู่จนภาพเก่ามันวนกลับมาอีกครั้ง…
     “ทำงานเถอะ ชั้นไม่กวนแล้ว”
     เธอพูดแล้วก็สะบัดหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินไปนั่งตรงมุมห้อง ล้มตัวลงนอนที่โซฟา หยิบนิตยสารที่โต๊ะข้างๆ มาอ่าน …นี่เธอยังงอนอยู่หรือเปล่าหว่า?
     ผมกำลังจะนั่งลงทำงานต่อ แต่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้อีก
     “นี่เธอ เอ่อ ถามหน่อยสิ” ผมหันไปเอ่ยแบบกล้าๆ กลัวๆ
     “หืม…” เธอหันมามอง หน้าตาเรียบเฉยอีกแล้ว
     “ทำไมถึงส่งแมสเสจให้เพื่อนเป็นภาษาไทยล่ะ ในเมื่อเธอถามชั้นเป็นภาษาคาราโอเกะน่ะ? “
     เธอหัวเราะออกมาหึๆ แล้วตอบมาด้วยเสียงออดอ้อน
     “ตอนแรกขี้เกียจพิมพ์ภาษาไทยเพราะไม่ถนัดไงคะ ก็ชั้นไม่ค่อยได้ส่งแมสเสจภาษาไทย ก็ว่าจะใช้คำคาราโอเกะน่ะ แต่คิดๆ แล้วมันไม่ได้อารมณ์ ไม่ได้ใจความเท่า ถึงมันจะออกเสียงเหมือนกัน แต่มันแทนกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ได้แค่อารมณ์ใกล้เคียง แต่ก็ไม่ใช่คำเดียวกันนะคะ” เธอยิ้มแล้วยักคิ้วสองที …ดูกวนชะมัด
     “อ้อๆ อืมๆ ” ผมพยักหน้าเข้าใจ วินาทีนั้นเหมือนผมเข้าใจเธอจริงๆ    
     “เดี๋ยวก่อนนะๆ เธอนอนอยู่ท่านั้นก่อนนะ” ผมมีไอเดียอะไรดีๆ ขึ้นมา รู้สึกว่าต้องรีบทำก่อนที่ชั่วขณะนั้นจะหายไป
     เธอทำหน้างงๆ คิ้วขมวด แต่ริมฝีปากส่งยิ้มแปลกๆ มาให้ ในมือยังถือนิตยสารค้างเอาไว้
     ผมเปิดลิ้นชัก คว้ากล้องดิจิตอลออกมา แล้วรีบถ่ายรูปเธอในท่างงๆ กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟาเก็บเอาไว้ทันที
     หันกลับมามองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ไฟล์งานเปิดค้างไว้ซ้อนๆ กันหลายไฟล์ หลายโปรแกรม ผมเอื้อมมือไปบังคับเมาส์ ค่อยๆ ย่อมันลงทีละไฟล์ ทีละไฟล์
     ผมคิดว่าจะใช้ภาพนี้เป็นวอลล์เปเปอร์นะ

วิภว์ บูรพาเดชะ
27/01/51

 * * * * * * * * * *

     เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่ผมเขียนสดๆ บนบล็อกนี้เลยนะครับ ดังนั้นถ้าใครมาอ่าน ก็ถือว่าได้อ่านที่นี่เป็นที่แรก
     คำว่า ‘เกย’ เป็นคำที่เล่นได้สนุกมากๆ ไม่ต้องมีพล็อตเยอะ มีไว้แค่หลวมๆ แต่ระหว่างเขียนก็พยายามนึกตลอดเวลาว่าในชีวิต ณ ช่วงขณะนั้นของตัวละครคู่รักสองตัวนี้มีอะไรที่ ‘เกย’ กันอยู่บ้าง มันก็ได้ออกมาประมาณนี้นะครับ
     อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร บอกกันบ้างนะครับ ส่วนถ้าใครอยากอ่านงานเรื่อง ‘เกย’ ของน้องแสนสนิทคนนั้นของผม ก็เข้าไปอ่านได้ที่บล็อกของเธอที่ www.dusita.blogspot.com ได้เลย ถ้าใครเป็นแฟน happening น่าจะคุ้นๆ ว่าชื่อน้องดุสิตานี่เขาเป็นคนเขียนเรื่องละครเวทีใน happening นะครับ น้องเขาเป็นลูกน้องเก่าของผมที่ HAMBURGER นั่นเอง เราเคยร่วมงานกันอยู่เป็นปีเลยล่ะ เรื่องของน้องในบล็อกเขาอาจจะสั้นๆ หน่อย แต่ก็ต้องออกตัวแทนน้องเขาว่า เพราะผมขี้โกงปนขี้เกียจครับ เลยเล็งๆ รอๆ อยู่นาน แล้วก็อัพบล็อกช้ากว่าเธอไปร่วมเดือนทั้งที่นัดกันไว้ว่าจะอัพช่วงปีใหม่ ก็เลยเขียนได้ยาวหน่อย เข้าทำนองช้าๆ ได้พร้าเล่มยาว
     และถึงไม่ได้อัพพร้อมกัน แต่พอจะมั่วๆ เรียกว่าอัพบล็อกแบบเกยๆ กันได้ไหมนะ.

About these ads

11 Responses to “เธอบอกว่า เกย”

  1. pan Says:

    น่ารักดีพี่
    ก่อนอ่าน เดาไม่ถูกเลยว่าคำก้ำๆ กึ่งๆ ครึ่งๆ กลางๆ อย่างคำว่า “เกย”
    จะเป็นที่มาของเรื่องสั้นน่ารักๆ อ่านง่ายแบบนี้ได้

    ชอบๆ

  2. BLe Says:

    โห พี่วิพทิ้งลิ้งค์ไว้ให้แล้วก็จากไป
    แสดงว่าต้องมีอะไรในนี้
    …ที่แท้ก้อัพบล็อกแล้วนี่เอง

    พล็อตหลวมๆ แต่อ่านแล้วลื่นไหลดีครับ
    มีเหตุการณ์การเกยกันเต็มไปหมดจริงๆ
    เรียกว่าถ้าแสกนกันจริงๆ นี่คงเกยกันแทบทุกบรรทัดเลย

    แต่ถ้าให้ผมเขียน คงออกมาเป้นเรื่องปลาวาฬเกยตื้นแน่ๆ
    เพราะพูดถึงคำนี้แล้ว แวบมาเป็นอย่างแรกเลย 555

    (ตามไปอ่านบล็อกพี่ส้มต่อ)

  3. Hot Latte Says:

    เห็นคำว่าเกยตอนแรกก็งง ว่าพี่วิพจะเขียนอะไร สุดท้ายแล้วไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ค่ะ ^^

  4. ส้ม Says:

    แหม ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามจริงๆ นะพี่
    ตอนนี้เริ่มคิดว่าไม่น่าส่งตรงเวลาเลย

    จริงๆ เรื่องของส้มก็นึกได้เพราะน้องบีมชอบเอาคางมาเกยอยู่บนไหล่บ่อยๆ

    เอาไว้คราวหลังพี่เป็นคนตั้งคำขึ้นมาบ้างนะ ผลัดกันไง


  5. อ่านสำนวน ชวนให้นึก
    ย้อนระลึก ถึงวันเก่า
    ทีมของเรา พี่วิพของเรา
    ยิ่งเก่ง ยิ่งเก๋า ขึ้นทุกวัน

    ภูมิใจไทย ภูมิใจพี่วิพ เย้ๆ :-)


  6. เห็นตอนแรกนึกว่าจะเขียนเรื่อง เกย์ แต่พิมพ์ตกการันต์ซะอีกค่ะ
    แต่กลายเป็นเรื่อง เกย
    อ่านแล้วสนุกและเห็นภาพดีค่ะ
    ชอบๆๆ

  7. NP Says:

    สนุกดีครับ เกยๆกันในความรู้สึกของคู่รัก
    รออ่านเรื่องต่อไปครับ

  8. mairay Says:

    ชอบจังเลย

    ชอบ ดีจัง

    เก้ยเกย

  9. แทน Says:

    โหพี่วิภว์..เก่งอะพี่ ประทับใจมาก น่ารักดีจังอ่านแล้วอยากมีแฟนบ้างจัง


  10. เอ่อ พี่ก็ยังไม่มีแฟนครับแทน
    มันเป็นเรื่องแต่งอะ
    แหะๆ
    อยากมีเหมือนกัน…

  11. โน่ Says:

    คิิดถึงแฟนตัวเอง
    ยังติดงอมแงมกับตัวหนังสือของพี่
    เรื่องนี้น่ารักอ่ะพี่ ชอบจัง


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: