ถึงจะเป็นการสร้างสรรค์ แต่บางครั้งเราทำอะไรที่วนเวียนอยู่กับสิ่งที่เราเคยทำมานะครับ
    วินเซนต์ แวนโก๊ะ วาดภาพตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า, ผู้กำกับระดับตำนานของญี่ปุ่น ยาสึจิโร โอสุ ทำหนังหลายเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าของความเป็นครอบครัวและวิถีชีวิตแบบเก่า, อัลบั้มใหม่ของ บรู๊ซ สปริงสทีน มีดนตรีและเนื้อหาไม่ต่างจากสิ่งที่เขาเคยทำมามากนัก และนักเขียนซีไรต์ อัศศิริ ธรรมโชติ ก็มีเรื่องสั้นเกี่ยวกับชีวิตชายทะเลหลายต่อหลายเรื่อง
    แต่งานที่อ้างมาข้างบนล้วนเป็นงานศิลปะชั้นดี ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตว่า ย้อนกลับมามองงานเขียนแบบธรรมดาๆ ของผมแล้วก็เจอบางเรื่องที่เขียนอะไรซ้ำๆ กันเหมือนกันครับ
    ประเด็นที่ผมเขียนในงานหลายเรื่องคือเรื่องของคนชานเมือง ความเปลี่ยนแปลงจากวัยเยาว์ที่เป็นเด็กชานเมือง (หรือต่างจังหวัด) แล้วเติบโตกลายเป็นคนเมืองเต็มรูปแบบ คือลึกๆ แล้วผมอาจจะฝังใจกับวัยเยาว์ก็เป็นได้
    แต่คนส่วนใหญ่ก็มักฝังใจกับวัยเยาว์นะครับ …อันนี้ผมเดาเอาเอง
    เร็วๆ นี้ผมมีหนังสือรวมเรื่องสั้นออกมาครับ ขายแถมไปกับหนังสือ happening ฉบับที่ 9 หน้าปกกรู๊ฟไรเดอร์ส เป็นหนังสือทำมือที่ผมตั้งชื่อว่า ‘เปลี่ยน’ โดยรวมเรื่องสั้นแค่ 2 เรื่อง ซึ่งบังเอิญว่าเป็น 2 เรื่องที่มีอะไรคล้ายๆ กันอยู่พอสมควร ทั้งที่เวลาเขียนก็ห่างกันหลายปี ตอนเขียนเรื่องหลังเสร็จนั่นลืมเรื่องแรกไปแล้ว แต่พอทิ้งไว้แล้วกลับมาอ่านงานเก่าๆ ถึงพบว่า เออ มันมีอะไรคล้ายกันอยู่จริงๆ นะ
    ใน Blog คราวนี้ผมจะขอลงเรื่องสั้นชื่อ ‘เปลี่ยน’ มาให้อ่านกันก่อนครับ ส่วนเรื่องสั้นอีกเรื่องที่รวมไว้ในหนังสือทำมือเล่มเล็กๆ เล่มนั้นชื่อว่า ‘ทุกๆ ปีที่แล้ว’ ต้องรบกวนให้ไปหาอ่านกันเองดีกว่า เผื่อว่าจะเพิ่มยอดขายให้กับหนังสือทำมือของผมได้นิดๆ หน่อยๆ นะฮะ (แหะๆ )

* * * * * * * * * *

change.jpg

เปลี่ยน

    “มีความสุขให้มากๆ นะ”
    ผมพูดประโยคนี้กับสุปรียาครั้งแรกตอนที่เราเลิกกัน
    เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนมาตั้งแต่เด็ก บ้านอยู่ซอยใกล้กัน คุ้นหน้าตาอยู่หลายปีจนเริ่มสนิทสนมขึ้นเรื่อยๆ พอถึงช่วงวัยที่ใครๆ เริ่มมีแฟน เราก็เริ่มสนิทสนมกันอีกแบบ โทรศัพท์คุยกันข้ามคืน เลิกเรียนก็รอกลับบ้านพร้อมกัน มีแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีดำและดวงดาวที่ค่อยๆ วิบวับขึ้นบนท้องฟ้าเป็นภาพฉากหลังระหว่างทางกลับบ้านด้วยกันทุกวัน มีความลับและเรื่องราวในใจมาแลกเปลี่ยน สุปรียากระซิบความฝันเรียบง่ายกับผม ส่วนผมก็เล่าแผนการมากมายที่ผุดขึ้นมาในใจไม่เว้นวันให้เธอฟังเป็นคนแรก ผมบอกรักเธอแทบทุกวัน เธอจะยิ้มบางๆ แทบทุกครั้งที่ได้ยิน
    เราคบกันอยู่อย่างนั้นราวสามปี ความหวานค่อยๆ จางไปโดยเราไม่รู้สึกว่าผิดปกติ ความตื่นเต้นเริ่มคลี่คลายโดยเราเองก็ยิ้มรับเพราะไม่รู้สึกว่าสูญเสียความสุขแต่อย่างใด สุปรียาเริ่มไม่อยู่รอกลับบ้านด้วยกันเพราะต้องไปเรียนพิเศษตอนเย็น ส่วนผมก็หันมาจริงจังกับการเตะบอลกับกลุ่มเพื่อนผู้ชายถึงมืดค่ำ จนท้องฟ้าสีดำเบื้องบนไม่มีแสงสว่างเพียงพอให้มองเห็นลูกบอลอีก แม้แต่แสงดาวระยิบระยับก็ดูไม่สำคัญอีกต่อไป โทรศัพท์ที่เคยต่อสายหากันทุกวันก็กลายเป็นวันเว้นวัน เว้นสองวัน และเว้นมากกว่านั้น ก็จะคุยอะไรนักหนา เจอหน้ากันที่โรงเรียนมาทั้งวันแล้ว
    จนเราเรียนจบชั้นมัธยม อนาคตข้างหน้าของแต่ละคนเปิดกว้าง เส้นทางเราแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด และเพราะรู้ดีว่าชีวิตยังอีกยาวไกล ในที่สุดผมก็เป็นฝ่ายบอกสุปรียาว่าเราควรปล่อยให้เส้นทางนั้นนำพาชีวิตไป แล้วเปิดโอกาสสำหรับคนอื่นๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตบ้าง
    ผมไม่เสียใจที่เราแยกย้าย และหวังให้เธอมีความสุขมากๆ อย่างที่บอกไปจริงๆ
    แต่ตอนล่ำลา สุปรียาก็เสียน้ำตาไปไม่น้อย

– – – – – – – – – – –

    สุปรียาเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังในกรุงเทพฯ ผมก็เข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพฯ เหมือนกัน ชีวิตเฮฮากับเพื่อนในหอพักนักศึกษาของผมสนุกสุดเหวี่ยง การเรียนระดับอุดมศึกษาทำให้รู้สึกเหมือนเป็นผู้ใหญ่ทั้งที่เพิ่งผ่านพ้นวัยเด็กมาหยกๆ เมื่อพ่อแม่อยู่ห่างไกล เสียงดุด่าไม่สามารถตามมาถึงที่นี่ ชีวิตก็คล้ายเปลี่ยนแปลงไปหมดทุกอย่าง วัยเยาว์เลือนลางอยู่ในความทรงจำ สุปรียากลายเป็นหญิงสาวจากอดีต
    แต่เธอยังไม่ลืมผม เมื่อถึงวันเกิดผมเธอจะโทรมาอวยพรทุกปี บางปีสุปรียาก็โทรมาที่หอพักตอนที่ผมอยู่พอดี แต่บางปีผมก็ไปนอนเมาค้างอยู่ที่ห้องเพื่อน ปล่อยให้โทรศัพท์ในห้องส่งเสียงดังยาวนานและเปี่ยมความหวัง กว่าจะรู้ก็สองสามวันต่อมาที่เธอยังพยายามโทรมาจนเจอผม
    เมื่อเราเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย เธอยังโทรมาอวยพรวันเกิดผมเหมือนเคย วันนั้นผมอยู่นอนเล่นอยู่ที่ห้อง ไม่มีกิจกรรมอื่นใดเป็นพิเศษ จริงๆ แล้วผมกำลังนอนนึกอยู่พอดีว่าเธอจะโทรมาหรือไม่ พอเธอโทรมาความรู้สึกผิดจึงเอ่อขึ้นในใจ ผมคุยกับเธอนานเป็นพิเศษ ช่วงหนึ่งสุปรียาบอกผมว่าเธอยังไม่มีคนรักใหม่
    วันนั้น ผมบอกสุปรียาไปตามตรงว่าผมมีแฟนใหม่แล้ว เป็นรุ่นน้องในคณะเดียวกัน คบกันมาได้ปีกว่า
    ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เสียใจกับข่าวนี้นัก แต่ก็เปลี่ยนกลับมาคุยเรื่องวันเกิดแทน เธอถามว่าผมลืมวันเกิดเธอไปแล้วจริงๆ เหรอ
    ผมเลยบอกสุปรียาไปตามตรงอีกว่า ที่ไม่เคยโทรไปอวยพรวันเกิดเธอเลยตั้งแต่เลิกกัน เพราะไม่อยากให้เธอนึกถึงความทรงจำดีๆ ตอนที่เราเป็นแฟนกัน สมัยนั้นถึงวันเกิดเธอทีไรผมจะมีของขวัญน่ารักๆ ให้เสมอ บางทีก็เอาไปให้เธอที่บ้านแต่เช้ามืดเพื่อจะได้แฮปปี้เบิร์ธเดย์เธอก่อนใคร แล้วตอนเย็นยังพาไปกินข้าวที่ร้านอาหารสวยๆ ก่อนกลับบ้านอีก ตกดึกก็โทรคุยกันอีกนานสองนาน คุยกันจนเที่ยงคืนเพื่อจะได้บอกแฮปปี้เบิร์ธเดย์เธอเป็นคนสุดท้ายด้วย เหมือนผมเคยให้ความสำคัญกับวันเกิดของเธอเสียมากมาย แต่พอถึงตอนนี้ ผมอยากให้เธอรู้สึกว่าผมไม่ได้คิดอย่างนั้นอีกแล้ว
    หญิงสาวจากอดีตอึ้งไป บทสนทนาระหว่างเราเงียบงัน ผมนับในใจช้าๆ …หนึ่ง…สอง…สาม…สี่…ห้า…เราเงียบกับไปเกือบสิบวินาทีได้ แล้วเธอก็พูดออกมา
    “ต่อไปนี้ เรามาอวยพรปีใหม่กันเถอะ”
    เธอชี้แจงว่าวันปีใหม่ไม่ใช่วันพิเศษของผม ไม่ใช่ของเธอ แต่เป็นวันพิเศษสำหรับทุกคน หากจะอวยพรกันก็คงไม่เป็นไร เธออยากให้เราอวยพรปีใหม่กันทุกปี อย่างน้อยมันก็แสดงว่าเรายังเป็นมิตรที่ดีต่อกัน เธอหวังว่าผมคงเต็มใจให้สัญญาได้ว่าเราจะอวยพรปีใหม่กันตลอดไป ไม่ว่าเราจะเติบโตไปเป็นอย่างไร ไม่ว่าใครจะมีแฟน หรือแต่งงานมีลูกไปแล้วก็ตาม
    วันนั้นเองที่สัญญาระหว่างผมกับสุปรียาเริ่มต้นขึ้น

– – – – – – – – – – –

    ปีแรกของชีวิตหลังเรียนจบ ผมค่อยๆ หางานทำต่อในกรุงเทพฯ เที่ยวเล่นบ้าง ส่งใบสมัครงานที่โน่นที่นี่บ้าง เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับกิจกรรมเรื่อยเปื่อยอย่างเตะบอลกับเพื่อนๆ ที่ว่างงานเหมือนกัน หรือไม่ก็มารอรับแฟนที่กำลังเรียนอยู่ปีสุดท้าย กว่าผมจะได้เริ่มงานก็ล่วงเข้าเดือนตุลาคมแล้ว เป็นงานขายในบริษัทคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง ผมย้ายหอพักนักศึกษามาอยู่อพาร์ทเมนต์ที่ใกล้ใจกลางเมืองเข้ามาอีกหน่อย ฝากให้รุ่นน้องที่เช่าห้องต่อคอยบอกกับใครต่อใครที่ติดต่อมาว่าผมย้ายไปอยู่ที่ไหน
    ส่วนสุปรียากลับไปอยู่ที่บ้านตั้งแต่เรียนจบหมาดๆ เธอเริ่มงานที่ธนาคารในตัวเมืองที่เราเติบโตมานั่นเอง ระยะทางระหว่างเราห่างกันออกไปอีก แต่ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอะไรนัก เพราะตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็ไม่เคยเจอหน้าเธออยู่แล้ว
    วันหยุดปีใหม่ปีนั้นเป็นปีแรกที่ผมไม่ได้กลับบ้าน ส่วนหนึ่งเพราะเบื่อหน่ายการเบียดเสียด และวันหยุดปีใหม่ครั้งนั้นก็เป็นช่วงหยุดยาวครั้งแรกตั้งแต่ผมเริ่มทำงาน และยังเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเมืองกรุงเทพฯ ในสภาพปลอดโปร่ง ผู้คนบางตา การจราจรไหลลื่น คืนวันส่งท้ายปีเก่าผมมีนัดกับแฟนว่าจะไปเคาท์ดาวน์ด้วยกัน แต่เธอกลับโทรมาบอกว่าต้องไปกินเลี้ยงกับครอบครัว เพราะมีญาติมาจากเมืองนอก ผมโมโหนิดหน่อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการยินยอม
    แล้วสุปรียาก็โทรมาจริงๆ …เธอตามผมจนเจอ
    เพราะเป็นคืนวันขึ้นปีใหม่ที่ผมอยู่คนเดียวและเพิ่งจะทะเลาะกับแฟน ผมจึงคุยกับสุปรียายาวนานอีกหน เวลาคนเราห่างกันไปหนึ่งปีจะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น หากเล่าสู่กันฟังจริงๆ ใช้เวลาหนึ่งคืนก็ไม่พอ คืนนั้นผมคุยกับเธอเกือบสองชั่วโมงได้ สุปรียาเล่าเรื่องชีวิตการงานที่ธนาคารให้ฟัง เธอพูดถึงถนนซอยแถวๆ บ้านเราที่เปลี่ยนแปลงไป มีร้านเซเว่นอีเลเว่นมาเปิดแล้ว พูดถึงงานประจำจังหวัดที่ผมกับเธอเคยไปเดินเล่นด้วยกัน แล้วก็บอกความหวังเรียบง่ายในปีหน้าที่เธออาจจะได้เงินเดือนขึ้นสักนิด ส่วนผมก็เล่าเรื่องชีวิตในออฟฟิศ เล่าเรื่องทะเลาะกับแฟน แล้วก็เรื่องแผนการมากมายในอนาคตที่ผมยังไม่แน่ใจว่าจะใช้แผนไหนดี
    ประโยคสุดท้ายที่เธอบอกผมในคืนนั้นก็คือ “ปีหน้าคุยกันใหม่นะ”
    ผมให้สัญญา พลางนึกในใจว่าได้คุยกันปีละครั้งก็ดีเหมือนกัน

– – – – – – – – – – –

    เหตุการณ์ในปีต่อๆ มาก็คล้ายเดิม สุปรียายังคงเป็นฝ่ายโทรมาหาผมในคืนสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ ไม่เคยมีสักหนที่ผมเป็นฝ่ายโทรหาเธอก่อนเลย แต่ผมก็ยินดีเอ่ยปากบอกแฮปปี้นิวเยียร์ให้เธอทุกครั้ง จากคำอวยพรพื้นๆ ตามต่อด้วยคำถามง่ายๆ ว่า “ชีวิตเป็นไงบ้าง? ” แล้วเราก็จะแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ผ่านมาในแต่ละปี สั้นบ้างยาวบ้าง แล้วแต่จังหวะเวลาในแต่ละครั้ง
    ในช่วงสามร้อยหกสิบสี่วันระหว่างวันปีใหม่กับวันปีใหม่ ผมจะกลับคืนสู่ชีวิตปกติในเมืองใหญ่ พยายามเข้าออกงานให้ตรงเวลา แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด มองหาอนาคตที่ดีกว่าเดิม ผมหาโอกาสเปลี่ยนงานบ้าง แล้วก็มีความคิดจะไปเรียนต่อเมืองนอกแวบเข้ามาบ้าง จนเมื่อวันปีใหม่เวียนมาอีกครั้ง ผ่านไปอีกหนึ่งปี ความคิดเรื่องสุปรียาก็จะหวนกลับมาเสมอ
    แล้วเธอก็จะโทรมาทุกปี
    ในปีที่สามของชีวิตการทำงาน ความหวังเรื่องการเรียนต่อเมืองนอกก็ดับวูบไป รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ฟองสบู่แตก เศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ ผมโดนลดเงินเดือน กิจการของที่บ้านที่เคยหวังว่าน่าจะสามารถส่งผมไปเรียนต่อได้ก็กลายเป็นหนี้เป็นสิน แผนในอนาคตทั้งหมดของผมหายวับไปกับตา แต่เรื่องที่ทำให้รู้สึกต่ำต้อยลงไปอีกก็คือฐานะทางบ้านของแฟนผมไม่ได้ผลกระทบอะไรจากเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจนี่เลย เธอตัดสินใจไปเรียนต่อที่อเมริกา และเราจะต้องห่างกันไปอย่างน้อยก็สองปี
    ก่อนจะไปเรียนต่อ แฟนผมบอกว่าถ้าผมจะมีคนใหม่เธอก็เข้าใจ เธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทนความเหงาได้สักเพียงไหน แต่เธอจะพยายามให้ดีที่สุด ผมรู้ดีว่าแฟนผมอยากให้ผมบอกปัดความคิดนี้ และสัญญากับเธออย่างหนักแน่นว่าจะมั่นคงต่อเธอ แต่ผมก็ทำได้เพียงยิ้มรับ บอกเธอว่าให้ตั้งใจเรียนแล้วรีบกลับมา แล้วในใจก็นึกถึงสุปรียาขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล
    ปีใหม่ปีนั้นสุปรียาโทรมาเช่นเคย ผมเล่าเรื่องความหวังทั้งมวลในชีวิตที่พังพินาศให้เธอฟัง เมื่อฟังเรื่องของผมจบ เธอก็พูดขึ้นบ้างว่าที่ธนาคารก็ลดเงินเดือนเหมือนกัน มีเพื่อนร่วมงานโดนเลย์ออฟด้วย ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองตีโพยตีพายเกินไป แต่ในใจก็ยังไม่วายเศร้าโศก
    เราคุยกันยาวนาน ส่วนใหญ่ผมเป็นฝ่ายพูด สุปรียาไม่ได้ปลอบใจผมมาก เธอเอ่ยถามนิดหน่อยว่าไม่คิดจะกลับมาทำงานที่บ้านบ้างเหรอ ผมไม่ได้ตอบอะไร ไม่อยากเล่าเรื่องที่บ้านซึ่งกำลังลำบาก และจริงๆ แล้วผมก็ไม่เคยคิดจะกลับไปอยู่ต่างจังหวัด ผมคิดว่าผมหลงรักความวุ่นวายของเมืองใหญ่ หลงใหลสีหน้าและดวงตาที่กระตือรือร้นของคนที่ทำงานด้วยกันที่นี่
    ระหว่างที่คุยกัน ปีนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมนึกถึงภาพสุปรียาในชุดนักเรียนมัธยม เราเดินกลับบ้านด้วยกัน มีท้องฟ้ากว้างไกลของเมืองเล็กๆ อยู่รอบกาย แสงสุดท้ายของวันขับใบหน้าเธอให้เป็นสีส้มสุกสว่าง ปกติเธอจะดูสวยแบบเรียบๆ เนิบๆ แต่พอเธอยิ้ม ดวงตาจะหยีลงและคล้ายมีประกายหยอกล้อ เหมือนเด็กหญิงขี้เล่น
    ถึงวันนี้แล้วเธอจะเปลี่ยนไปแค่ไหนนะ เวลาที่เธอเลิกงานจากธนาคารใกล้ๆ ละแวกบ้านเกิด เธอยังเดินกลับบ้านเหมือนสมัยที่เราเคยเดินไปด้วยกันหรือเปล่า
    ผมแค่นึกสงสัย แต่ไม่ได้เอ่ยถามออกไป

– – – – – – – – – – –

    ปีต่อมาชีวิตผมไม่ถึงกับเลวร้ายนัก ผมเปลี่ยนงานอีกครั้ง บริษัทเล็กลงแต่ตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ผมติดต่อกับแฟนที่ไปเรียนต่อเมืองนอกนานๆ ครั้ง โทรศัพท์บ้าง อีเมล์บ้าง ความผูกพันหลายปีเหมือนจะค่อยๆ กลายเป็นเรื่องในอดีตไปอีกราย จนเมื่อผมมีผู้หญิงคนใหม่เข้ามาในชีวิต ผมก็แทบจะไม่ได้ติดต่อกับแฟนที่เป็นรุ่นน้องอีกเลย
    แฟนคนที่สามของผมคือหัวหน้าแผนกของผมเอง เธอแก่กว่าผมแค่สองปี เป็นผู้หญิงเก่ง สวยเฉี่ยวคล่องแคล่ว เรามีเรื่องคุยกันถูกคอได้มากมาย เมื่อต่างก็สัมผัสความรู้สึกได้ว่าชื่นชมกันอยู่ไม่น้อย ผมก็ค่อยๆ รุกคืบอย่างไม่มั่นใจนัก ความสัมพันธ์ต้องห้าม แต่ท้าทายและยั่วยวน ไม่มีใครในบริษัทรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเรานอกจากเรา
    ผมเล่าเรื่องนี้ให้สุปรียาฟังในคืนวันปีใหม่ หญิงสาวจากอดีตหัวเราะให้กับปัจจุบัน เธอบอกว่าระวังหน่อยก็แล้วกัน เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวจะปนเปกันเข้าสักวัน
    ปีนั้นผมคุยกับสุปรียาสั้นๆ เพราะกำลังรีบออกไปรับหัวหน้าคนสวยออกมาท่องถนนว่างๆ ของเมืองกรุงเทพฯ ในวันปีใหม่ด้วยกัน
    ผ่านปีใหม่ปีนั้นมาไม่นาน ผมก็เลิกกับแฟนคนที่สามจนได้ คราวนี้ชีวิตย่ำแย่หนัก การงานเสียหายถึงขนาดที่ต้องหางานใหม่ ผมว่างงานอยู่เกือบสองเดือน
    ในห้วงเวลาที่ความคิดล่องลอยฟุ้งซ่าน ผมเคยนึกตำหนิตัวเองว่าน่าจะคุยกับสุปรียาให้นานกว่านั้นสักหน่อย 

– – – – – – – – – – –

    ผมไม่เคยกลับบ้านในเทศกาลปีใหม่ อาจแวะกลับไปตอนวันหยุดยาวบ้าง ทั้งที่บ้านเกิดอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ แค่เวลาขับรถสี่ห้าชั่วโมงแต่ผมก็กลับบ้านน้อยหน เฉลี่ยแล้วสักสองปีต่อครั้งเห็นจะได้ แทบทุกครั้งเป็นการกลับไปค้างเพียงคืนเดียว และทุกครั้งผมก็จะตกใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเมืองแห่งชีวิตวัยเยาว์ จนเมื่อพ่อแม่จากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ผมก็กลับไปจัดการงานศพ บอกขายบ้านเก่า แล้วก็ไม่ได้กลับไปที่นั้นอีกเลย
    ส่วนใหญ่แล้ว ช่วงวันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สำหรับผมหมายถึงความเหงา บางปีผมจะอยู่คนเดียวเงียบๆ นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยหรือไม่ก็นอนดูโทรทัศน์ บางปีผมอาจจะไปงานปาร์ตี้หรือไปเคาท์ดาวน์ที่ไหนสักแห่ง แต่ตอนที่งานเลี้ยงเลิกรา ทุกคนแยกย้ายกลับบ้าน มันก็ให้ความรู้สึกเหงาหงอยรุนแรงเหมือนกัน ยิ่งปีไหนที่มีลมหนาวยาวนานก็ยิ่งทำให้ความเย็นเยือกซึมเข้าไปถึงข้างในได้ง่ายดาย มีเพียงบางปีที่เป็นช่วงเวลาที่ความรักชื่นมื่น ในช่วงปีใหม่ผมอาจจะกำลังอยู่ในอ้อมกอดของคนรัก แต่ว่าที่สุดแล้ว ภายในใจผมก็ยังรู้สึกโหวงๆ คล้ายว่าความเหงามันไม่ได้เกิดจากสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวผม ไม่ได้เกิดจากคนที่ผมอยู่ด้วย และอาจไม่ได้เกิดจากตัวผมเองก็ได้
    เพื่อนหลายคนเคยบอกผมว่า เมื่อผู้ชายยิ่งมีอายุก็จะยิ่งมีเสน่ห์ ผมเองเมื่ออายุมากขึ้นก็มีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตเรื่อยๆ ทั้งเพื่อนร่วมงานที่ส่งสายตาหวานๆ มาให้ ลูกค้าบางรายที่ขยันเรียกให้เข้าไปพรีเซนต์งานบ่อยๆ หรือแม้แต่เด็กวัยรุ่นที่รู้จักกันในอินเตอร์เน็ต ผมเริ่มดำเนินความสัมพันธ์ไปตามอารมณ์ของตัวเอง วันไหนอยากเจอใครก็ไปหาคนนั้น บางวันอยากอยู่คนเดียวก็กลับอพาร์ทเมนต์เร็วหน่อย
    แต่ปีแล้วปีเล่า พอสามร้อยหกสิบสี่วันผ่านไป ผมจะระลึกขึ้นมาได้เสมอว่าต้องรอรับโทรศัพท์จากสุปรียาอีกแล้ว เธอจะโทรมาหาผมในช่วงสี่หรือห้าทุ่มของทุกวันที่สามสิบเอ็ดธันวาคม และจะโทรมาที่อพาร์ทเมนต์เสมอ
    เมื่อถึงช่วงนี้ของปี ผมจะเริ่มจินตนาการเห็นภาพสุปรียาเฝ้านับวันนับคืนให้ถึงวันปีใหม่ พอได้เวลาที่เฝ้ารอ เธอก็จะกดเลขหมายโทรศัพท์ของผมช้าๆ และนั่งฟังเสียงสัญญาณปลายสายดังอย่างตื่นเต้น คอยลุ้นว่าปีนี้ผมจะอยู่รับโทรศัพท์หรือเปล่า เธออาจไม่ได้ตั้งใจรอขนาดนั้นก็ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร ผมคงทำอย่างเธอไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดผมก็ไม่รู้สึกอยากจะติดต่อแฟนเก่าเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะเป็นรุ่นน้องที่ไปเรียนต่อเมืองนอก หรือหัวหน้าสาวคนเก่งที่ห่างหายกันไป และถึงได้กลับมาพูดคุยกัน ผมก็คงไม่อยากจะเอ่ยถามอะไร
    มีเพียงสุปรียาคนเดียวเท่านั้นที่ผมยังคุยกับเธอได้ปีละครั้ง …ปีแล้วปีเล่า
    ปีแล้วปีเล่า – ตอนนั้นผมรู้สึกว่าสำนวนนี้ฟังแล้วดูคล้ายเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วและเชื่องช้าในขณะเดียวกัน

– – – – – – – – – – –

    ตอนที่เครื่องบินสองลำพุ่งชนตึกสูงเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์ก ผมกำลังประชุมงานกับลูกค้ารายใหญ่ การประชุมของเราหยุดลงทันที พนักงานในบริษัทลูกค้าวิ่งกรูเข้ามาในห้องประชุมที่มีโทรทัศน์จอใหญ่ เปิดข่าวดูด้วยกัน เห็นภาพตึกสูงที่โด่งดังที่สุดในโลกกำลังพังทลาย เสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้นว่าเหมือนภาพในหนังฮอลลีวู้ดเลย ใครอีกคนร้องไห้โฮแล้ววิ่งออกไปนอกห้อง ก่อนที่อีกคนจะอธิบายเบาๆ ว่าน้องชายของคนที่ร้องไห้กำลังทำงานอยู่ที่อเมริกา
    บทวิเคราะห์ในทีวีดำเนินไปเรื่อย คนในห้องเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นาๆ ถึงภาพเศร้าโศกเหลือเชื่อที่กำลังเกิดขึ้นอีกมุมหนึ่งบนโลก
    ชั่วขณะนั้นผมรู้สึกว่าโลกกำลังเปลี่ยนเป็นโลกที่ผมไม่รู้จักมาก่อน และมันจะไม่กลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป
    คืนนั้นผมกลับไปถึงออฟฟิศตอนสามทุ่ม นั่งเคลียร์งานเอกสารจนดึกดื่นโดยที่ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องทำแบบนั้น ในบริษัทเหลือเพียงห้องของผมกับห้องเจ้านายที่ยังเปิดไฟสว่าง ราวสามทุ่มเจ้านายก็เดินออกมาจากห้องส่วนตัว เขาเข้ามาคุยอะไรเรื่อยเปื่อยกับผมสองสามคำ ชื่นชมว่าผมขยันขันแข็ง ไว้ใจได้ และเอ่ยปากฝากให้ผมช่วยดูแลลูกสาวที่คงจะต้องกลับมาช่วยงานที่นี่ก่อนสักระยะ
    ก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะบินไปเรียนปริญญาโทที่นิวยอร์ก แต่เจ้านายคงไม่ให้เธอเรียนต่อแล้ว
จากวันนั้นเหมือนชีวิตของผมเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด บางอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง บางอย่างก็ยังคงดำเนินต่อไป

– – – – – – – – – – –

    ผ่านไปอีกสองปี วงจรชีวิตของผมเริ่มคงที่ การงานค่อยๆ เจริญงอกงามและชัดเจนเหมือนหนึ่งในภาพความฝันที่ผมเคยฝันไว้ ผมเลิกสนใจสาวๆ ที่เข้ามาหยอกล้อเล่นหูเล่นตา จุดหมายตรงหน้ากลายเป็นเรื่องงานและการสร้างความมั่นคงให้ตัวเอง
    ลูกสาวเจ้านายไม่ได้กลับไปเรียนต่อที่นิวยอร์กอีกเลย เธอช่วยงานในบริษัทพ่อมาตลอดโดยมีผมเป็นที่ปรึกษา ในระหว่างนั้นความสัมพันธ์ของผมกับสาวน้อยก็ค่อยๆ พัฒนาจากพี่ชาย-น้องสาวกลายมาเป็นคนรัก ผมรู้สึกผ่อนคลายเสมอเมื่อมีเธออยู่ใกล้ๆ แม้สาวน้อยจะเอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีกริยาออดอ้อนมาทำให้ผมยินดีตามใจเธอทุกคราวไป
    ในระหว่างนั้น ผมยังคุยกับสุปรียาทุกคืนวันส่งท้ายปีเก่า การรอคอยโทรศัพท์ของหญิงสาวจากอดีตกลายเป็นธรรมเนียมที่ผมคุ้นเคย ยิ่งอายุมากขึ้นเราก็ยิ่งคุยกันถึงเรื่องเก่าๆ บางประโยคก็เป็นเรื่องที่เราเคยคุยกันอยู่ทุกปี เรื่องเพื่อนเก่า สถานที่เก่าๆ หรือความฝันเก่าๆ แต่ปีหลังๆ ผมไม่ได้จินตนาการเห็นภาพเธอเฝ้านับวันรอเพื่อกดเลขหมายโทรศัพท์ของผมช้าๆ อีกแล้ว ผมคิดว่าเธอก็เพียงแค่นึกขึ้นมาได้ว่าปีใหม่อีกแล้ว…ถึงเวลาที่จะต้องโทรหาผมอีกครั้งแล้ว เท่านั้นเอง
    ต้นเดือนธันวาคม ผมเอ่ยปากขอแต่งงานกับสาวน้อยว่าที่เจ้าของบริษัท เธอหัวเราะขำ แล้วก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ ท่าทีเอาแต่ใจที่เคยมีหายไปสิ้น เธอกลายเป็นเด็กน้อยขี้อายที่ทำตัวไม่ถูกในสถานการณ์อันไม่คุ้นชิน
    สองสามวันต่อมา ผมมานั่งคุยกับเจ้านายเรื่องกำหนดการแต่งงาน เรากำหนดกันคร่าวๆ ว่าจะจัดงานแต่งงานในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า เดือนแห่งความรัก น่าจะเป็นเดือนที่ดี ส่วนวันเวลาที่แน่นอนเดี๋ยวฝ่ายเจ้าสาวจะไปหาฤกษ์ยามมาเอง
    เจ้านายรู้ดีว่าผมไม่เหลือพ่อแม่ให้มาร่วมงานแต่งแล้ว จึงเอ่ยถามเรื่องญาติผู้ใหญ่ฝ่ายผมที่อยากเชิญมาร่วมงาน
    ชั่วขณะนั้น ผมนึกย้อนไปถึงอดีตในเมืองเล็กๆ
    แล้วผมก็คิดถึงสุปรียา

– – – – – – – – – – –

    ผมตั้งใจจะบอกเรื่องงานแต่งงานให้สุปรียารู้ แต่ผมไม่เคยโทรไปหาเธอเลยตั้งแต่เราเลิกกัน
จริงๆ แล้วผมยังท่องจำเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านเธอได้ขึ้นใจ แต่เพราะอะไรไม่รู้ ผมไม่อยากเป็นฝ่ายโทรไปบอกข่าวนี้กับเธอเอง อีกอย่าง ผมรู้อยู่แล้วว่าพอถึงสิ้นปี เธอก็จะโทรมาคุยกับผมอยู่แล้ว เป็นอย่างนี้มาปีแล้วปีเล่า เป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตผมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาหลายปีแล้ว
    คืนสุดท้ายของปีนั้น ผมไปทานข้าวเย็นกับครอบครัวเจ้านาย หลังจากบอกลาคนรักแล้วกลับมาถึงอพาร์ทเมนต์ตอนสามทุ่มครึ่ง ผมก็นั่งดูโทรทัศน์อย่างไม่มีสมาธินัก รอคอยเสียงโทรศัพท์อันซื่อตรงจากหญิงสาวในอดีต
    ห้าทุ่มครึ่ง ผมยังนั่งรออยู่ที่เดิม โทรทัศน์ส่งภาพและเสียงที่ผมไม่ได้ตั้งใจชม โทรศัพท์ประจำห้องยังเงียบงัน แต่โทรศัพท์มือถือเริ่มมีข้อความอวยพรปีใหม่จากเพื่อนร่วมงานและคนที่ผมรู้จักส่งเข้ามาเป็นระยะ
    ผมมาดูโทรทัศน์รู้เรื่องอีกครั้งตอนที่พิธีกรรายการสดชักชวนให้ผู้ชมทางบ้านนับถอยหลังด้วยกัน
ห้า…สี่…สาม…สอง…หนึ่ง…
    “สวัสดีปีใหม่”
    พลุเพลิงหลากสีถูกจุดสว่างไสวในจอแก้ว เสียงเพลงและเสียงผู้คนอื้ออึงฟังไม่ได้ศัพท์ พิธีกรพูดคำคมออกมาว่าวันปีใหม่คือห้วงเวลาที่อยู่ระหว่างการทบทวนอดีตและคาดหวังถึงอนาคต
    ผมยังนั่งนิ่ง ไม่เชื่อว่าปีนี้สุปรียาจะไม่โทรมา ทั้งๆ ที่เป็นปีที่ผมอยากให้เธอโทรมามากที่สุด จนแทบจะนั่งนับเวลานาทีคอยเสียงโทรศัพท์
    เหม่อมองดูนาฬิกาอีกเนิ่นนาน …จะเป็นไรไปล่ะ? ในที่สุดผมก็ตัดสินใจโทรไปหาสุปรียา ผมกดรหัสทางไกลแล้วตามด้วยเบอร์โทรศัพท์ที่เคยโทรแทบทุกวันในสมัยวัยรุ่น
    เสียงสัญญาณปลายสายดังขึ้นครั้งเดียว ก่อนที่เสียงอัตโนมัติจะตอบมากว่า ขณะนี้เลขหมายที่คุณเรียกถูกระงับบริการชั่วคราว…
    ผมใจหายวาบ รู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากอดีตของตนไปชั่วนิรันดร์

– – – – – – – – – – –

    ตีสี่ของวันปีใหม่ ถนนสายออกจากเมืองยังโล่งอยู่ แต่สายเข้าเมืองเริ่มมีรถยนต์วิ่งมาประปรายแล้ว
    ผมขับรถกลับไปสู่บ้านเกิดเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ตึกสูงสองข้างทางค่อยๆ ลดจำนวนลงเมื่อถนนทอดออกจากเมืองหลวง ท้องฟ้าสีดำเบื้องบนค่อยๆ แผ่ขยายกว้างไกลขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมองเห็นดวงดาวระยิบระยับอยู่ไกลๆ ผมนึกถึงเรื่องที่เพื่อนบางคนเคยบอกว่าท้องฟ้ากรุงเทพฯ เต็มไปด้วยหมอกควันทำให้มองไม่เห็นดวงดาว พอขับรถมาได้สองชั่วโมง แม้แต่ดวงดาวก็จางหายไป ฟ้ากลายเป็นสีส้มสวยใสจากทางทิศตะวันออก เริ่มมีขอบฟ้าให้เห็นเป็นแนวตัดกับทุ่งนาอยู่ลิบๆ
    ผมมาถึงเมืองแห่งวัยเยาว์ราวแปดโมงเช้า …จะบอกว่าเป็นเมืองแห่งวัยเยาว์ก็ไม่ถูกนัก เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่น้อย สีสันใหม่ๆ ถูกฉาบไปทั่ว ทั้งโลโก้ บิลบอร์ด ห้างสรรพสินค้า ดูเกลื่อนตาคล้ายในเมืองใหญ่ …ตึกสูงแห่งแรกของเมืองนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนก่อสร้าง หากอีกหน่อยที่นี่มีตึกสูงมากขึ้น ก็คงดูไม่แตกต่างจากเมืองใหญ่ที่ผมอาศัยอยู่แล้ว
    แม้แต่ถนนซอยบ้านของสุปรียาก็เปลี่ยนไป ผู้คนพลุกพล่าน มีวินมอร์เตอร์ไซค์หน้าปากซอย มีร้านเซเว่นอีเลเว่นสาขาที่ผมไม่เคยเห็นซึ่งเริ่มดูไม่ใช่ของใหม่แล้ว
    แต่บ้านของสุปรียายังไม่เปลี่ยนไปมากนัก ผมจอดรถหน้าบ้านเธอแล้วลงมายืนหน้าประตู สมัยก่อนเราจะบอกลากันตรงประตูไม้สีซีดๆ นี้อยู่นานสองนานกว่าจะแยกจากกันได้ วันนี้สีแผ่นไม้ดูเก่าซีดลงไปอีก แต่มันยังไม่แตกต่างจากภาพในความทรงจำของผมเท่าไหร่
    ผมกดกริ่งหน้าประตูบ้าน เสียงกริ่งยังเป็นเสียงสัญญาณไฟฟ้าแข็งทื่อเสียงเดียวกับที่ผมเคยได้ยินเสมอตอนวัยรุ่น แต่ผมยังจำได้ว่าเคยชื่นชอบเสียงนี้อยู่มากมาย
    ไม่มีใครออกมา… ผมชะเง้อมองข้ามประตูไม้ ในบ้านดูเงียบงันเหมือนไม่มีคนอยู่ ตอนนี้พ่อแม่ของสุปรียาจะยังอยู่ไหมนะ? แล้วน้องชายของเธอที่เคยมาตะโกนเซวผมบ่อยๆ จะยังอยู่ด้วยกันหรือเปล่า หรือว่าเด็กคนนั้นก็เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ เหมือนผม?
    ประตูบานบ้านเปิดออกในที่สุด
    …สุปรียา
    ถึงจะชะเง้อมองผ่านประตูไม้เก่าๆ ผมจำเธอได้ดี เธอจะดูซีดเซียวลงไปมาก ริ้วรอยตามเวลาของผู้หญิงวัยสามสิบปรากฏอยู่ประปราย สุปรียาสวมชุดนอนเก่าๆ ยับยู่ยี่เหมือนเพิ่งตื่นจากการหลับไหลยาวนาน สายตาของสุปรียาที่มองมายังผมแสดงอารมณ์ที่บอกไม่ถูก เหมือนดีใจ ประหลาดใจ และโศกเศร้าปนอยู่ในคราวเดียวกัน …ที่แน่ๆ คือเธอไม่เหมือนกับภาพในความทรงจำของผมสักเท่าไหร่แล้ว
    มาหาถึงที่เลยเหรอ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าน่ะ? …เธอเอ่ยถามงงๆ หวั่นๆ
    แทนที่จะตอบ ผมกลับถามออกไปว่า ทำไมเมื่อคืนไม่โทรมาล่ะ?
    โอ้โห แค่เราไม่โทรไปเธอเลยขับรถมาถึงนี่เลยเหรอ …เธอยังคิ้วขมวด ประตูไม้บานเก่ายังกั้นกลางอยู่ระหว่างเรา สุปรียาบอกผมว่าโทรศัพท์ที่บ้านเสียมาหลายวัน แล้วปีใหม่ปีนี้เธอก็ดันเป็นไข้หนักเลย นอนซมมาสามสี่วันแล้ว เพิ่งจะลุกขึ้นมาเดินกระย่องกระแย่งได้ก็วันนี้เอง นี่พ่อแม่แอบหนีไปทำบุญที่วัด ไม่งั้นเธอคงไม่ลุกขึ้นมาดูเองหรอกว่าใครมากดออด…
    คือเรามีเรื่องสำคัญจะบอก …ผมพูดแทรกกลางคัน
    แล้วผมก็เล่าเรื่องงานแต่งงานให้เธอฟัง รู้สึกปลอดโปร่งเหมือนได้สารภาพความลับที่ตัวเองปิดบังไว้แสนนาน แล้วผมก็เล่าเลยไปถึงเรื่องครอบครัวของเจ้านาย เรื่องอนาคตการงานที่ผมรู้สึกว่ามั่นคงแล้ว และเรื่องสาวน้อยผู้เอาแต่ใจของผมที่คงจะงอนแน่ๆ ถ้ารู้ว่าผมแอบมาหาแฟนคนแรกในวันปีใหม่
    …สุปรียายิ้ม แล้วก็หัวเราะยาวนาน
    น่าประหลาดใจ หลายปีผ่านมา เธอยังคงมีประกายตาของเด็กหญิงขี้เล่นคนนั้นอยู่
เธอแสดงความยินดีกับข่าวของผมทั้งที่ยังหัวเราะไม่จบดี บานประตูไม้เปิดออก พร้อมถ้อยคำเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งในบ้าน ใบหน้าของสุปรียาค่อยๆ ดูมีสีสันขึ้นมาทีละน้อย
    เรานั่งคุยกันอยู่พักใหญ่ บทสนทนาเต็มไปด้วยเรื่องเก่าๆ คล้ายกับที่เราเคยหยิบมาคุยกันทุกปี แต่หนนี้ความรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องใหม่เอี่ยม ความทรงจำทุกอย่างแจ่มชัด ช่วงหนึ่งผมนึกอะไรไม่รู้ ถามโพล่งออกไปว่า เธอรู้สึกอย่างไรบ้างที่ผมจะแต่งงาน?
    เด็กหญิงขี้เล่นหัวเราะร่วนอีกครั้ง
    เธอยิ้มบางๆ อย่างใคร่ครวญ ส่ายหัวน้อยๆ คล้ายจะบอกว่าไม่คิดอะไร ก่อนจะเอื้อมมือมาบีบมือผมแล้วพูดออกมาอย่างจริงจัง
    “มีความสุขให้มากๆ นะ”
    ในที่สุดผมก็เข้าใจ…
    ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ปี ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตผมอีกกี่หน สุปรียาจะยังคงอยู่ตรงนี้ และถ้าไม่ถึงขนาดล้มหมอนนอนเสื่อ เราก็จะยังได้คุยกันปีละครั้ง ในห้วงเวลาแห่งการทบทวนอดีต และคาดหวังถึงอนาคต
    ปีแล้วปีเล่า…ความรู้สึกของเธอที่มีต่อผมจะไม่มีวันเปลี่ยนไป

วิภว์ บูรพาเดชะ
4/12/49

* * * * * * * * * *

    เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนขึ้นจากโจทย์ครับ ตอนนั้นคุณโจ ยศยอด คลังสมบัติ บก. นิตยสาร Esquire โทรมาบอกว่าต้องการเรื่องสั้นจากผมเรื่องนึง เพื่อลงฉบับปีใหม่ จึงอยากให้มีอะไรเกี่ยวกับปีใหม่หน่อยก็ดี ผมก็รับโจทย์มาท่องในใจไว้ว่าปีใหม่ๆๆ ด้วยความที่เวลาน้อย จึงเลือกเขียนเรื่องที่ใกล้ๆ ตัวนิดนึง ก็อาจจะเป็นเรื่องความประทับใจวัยเยาว์ เรื่องชีวิตและความใฝ่ฝันของคนทำงาน เรื่องความสัมพันธ์จากอดีตที่ยังคงเหลืออยู่ ผสมกับเหตุการณ์จริงๆ ในสังคมอีกนิดหน่อยเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้อ่าน ก็ออกมาเป็นเรื่องสั้นเรื่องนี้นะครับ
    ที่ประทับใจที่สุดคือมีน้องๆ สองสามคนบอกว่า อ่านแล้วร้องไห้เลยล่ะ…
    ไม่รู้ว่าร้องไห้เพราะสาเหตุใด แต่ผมก็ขอรีบเดาเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนกว่าคงเป็นเพราะความประทับใจนะครับ
    ขอปิดท้ายด้วยการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้สักนิด คือพอดีว่าวันที่อัพบล็อกนี้เป็นวันเลือกตั้งพอดีน่ะครับ หวังว่าหลังการเลือกตั้งนี้ผ่านไปอะไรๆ คงจะ ‘เปลี่ยน’ ไปในทางที่ดีขึ้น
    ในเรื่องสั้นเรื่อง ‘เปลี่ยน’ ของผมเกิดจากการผสมผสานข้อมูล ประสบการณ์ และจินตนาการส่วนตัวหลายๆ อย่าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับตัวละครหลักของเรื่องก็คือ ผมเชื่อว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นส่วนเล็กๆ แต่สำคัญที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ หลายครั้งความเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นจากคนเล็กๆ นะครับ เราไม่จำเป็นต้องดำเนินชีวิตไปตามความฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า เงินเดือนที่มากขึ้น การงานที่มั่นคง…เพียงเท่านั้น มองไปรอบๆ ตัวแล้ว ผมคิดว่าความหมายชีวิตเรามีอะไรมากกว่านั้น และปัญหาส่วนใหญ่ที่เราแต่ละคนกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่เพราะว่าเราโดนกระทำ แต่เป็นเพราะเราไม่ลงมือทำต่างหาก
    หวังว่าหลังการเลือกตั้งนี้ผ่านไปอะไรๆ คงจะ ‘เปลี่ยน’ ไปในทางที่ดีขึ้น …และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเปลี่ยนแปลง จะเกิดขึ้นจากการลงมือมีส่วนร่วมของคนเล็กๆ อย่างพวกเรานะครับ.

Advertisements