หลายครั้งที่ลงมือเขียนเรื่องสั้น …ผมเขียนไม่จบครับ
    ด้วยวิธีส่วนตัวแล้ว ผมไม่ใช่นักเขียนแบบด้นสด คือผมถูกฝึกให้วางแผนมาก่อนที่จะทำอะไร ด้วยความที่เรียนสถาปัตย์มาก็งี้แหละครับ ต้องเห็นโครงสร้าง ต้องมีแบบแปลนในใจก่อน ดังนั้นผมจึงมักจะคิดธีมและพล็อตคร่าวๆ ไว้เสมอ มีลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ในใจ บางครั้งอาจจะไม่ถึงกับเป็นลำดับเหตุการณ์โดยละเอียด แต่จะมีช่องว่างไว้ปล่อยให้ชีวิตของตัวละครดำเนินเดินตุปัดตุเป๋ไปตามโครงเรื่องคร่าวๆ บ้าง มันเป็นความสนุกอย่างหนึ่งของการแต่งเรื่องครับ
    แต่ที่หลายๆ ครั้งเขียนไม่จบนั้น ก็มีสาเหตุต่างๆ กันไป สาเหตุแรกคือการที่ผมดันปล่อยให้ตัวละครเดินเป๋ไปมากหน่อย จนจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว เรียกว่าพล็อตแตกไปแล้วก็ได้ครับ สาเหตุที่สองคือพอเขียนจริงแล้วไม่สนุกหรือไม่ดีอย่างที่คิดไว้ และสาเหตุสุดท้ายคือมันหมดไฟในการเขียนเรื่องนั้นซะแล้ว อาจจะด้วยความที่ปล่อยค้างไว้นานเกินไป จนความตื่นเต้นในการเขียนมันหายไปนั่นเอง
    เรื่องสั้นชื่อ ‘เสี่ยง’ ผมเขียนไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ถึงตอนนี้ก็ยังเขียนไม่จบครับ ทั้งๆ ที่พล็อตยังแจ่มชัด ธีมก็ยังแจ่มแจ้งอยู่ในใจ แต่ผมแค่รู้สึกขี้เกียจในการนำพาตัวละครไปถึงจุดหมายขึ้นมาซะอย่างนั้น เป็นตัวอย่างการทำงานที่ไม่ดีเลยนะครับ แต่ก็พอจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะบอกได้ว่า ทุกครั้งที่เราเริ่มต้นเขียน มันก็มีความเสี่ยงที่จะไปไม่ถึงปลายทางอยู่ไม่น้อย ถ้าเราฝ่ามันไปได้ก็เป็นเรื่องน่าภูมิใจไม่น้อย แต่ถ้าไม่สำเร็จ…ก็เอามันมาลงในบล็อก ไว้ประจานความล้มเหลวดีกว่า (แหะๆ )
    ลองสัมผัสกับเรื่องราวและตัวละครที่ยังเดินไปถึงได้แค่ครึ่งทางของผมดูนะครับ

* * * * * * * * * * 

canvas.jpg

เสี่ยง

    เหมือนเซอร์ไพรซ์ปาร์ตี้ที่ชายหนุ่มไม่รู้ตัวมาก่อนว่าจะมีคนจัดไว้ เขาเพียงออกจากบ้านไปทำงานตามปกติ ใช้เวลานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แทบทั้งวัน เขียนชุดคำสั่ง ตรวจสอบให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกต้อง พอถึงเวลาเลิกงานก็ปิดคอมพิวเตอร์ ขับรถกลับบ้าน …แล้วก็เจอเซอร์ไพรซ์
    ชายหนุ่มไม่ได้เปิดประตูไปเจอคนมากมายร้องตะโกนว่า “เซอร์ไพรซ์” เหมือนในหนังฮอลลีวู้ดดาษๆ เขาแค่เปิดประตูไปเห็นภรรยายืนอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ได้ทำอะไรกันอยู่เหมือนในละครน้ำเน่า ไม่แม้แต่จะแตะเนื้อต้องตัวกัน แต่เพียงเห็นผู้ชายคนนี้ยืนอยู่ในบ้าน เห็นสายตาของภรรยาที่มองกลับมาอย่างสำนึกผิด เขาก็เข้าใจทุกสิ่งทะลุปรุโปร่ง ไม่ต้องมีผู้คนมากมายอยู่ในบ้าน แต่ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนเครื่องเรือนทุกชิ้น ทั้งโต๊ะ ตู้ โซฟา ผ้าม่าน กรอบรูปที่ใส่รูปเขากับภรรยาในวันแต่งงาน ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนั้นพร้อมกันตะโกนออกมาว่า “เซอร์ไพรซ์”
    ชายหนุ่มเป็นหัวหน้าฝ่ายโปรแกรมเมอร์ในบริษัทรับจ้างออกแบบเว็บไซต์ย่านใจกลางเมือง สิ่งหนึ่งที่เขาเรียนรู้จากประสบการณ์ก็คือ ความผิดพลาดในโปรแกรมต่างๆ ไม่ได้เกิดจากเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มักจะเกิดจากการหลงลืมของมนุษย์แทบทั้งนั้น หากมีอะไรไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นเกิดขึ้น เขามีหน้าที่ตรวจสอบความเผลอเรอที่มนุษย์ทำไว้ แล้วแก้ไขมันเสีย
    ในงานของชายหนุ่ม ความผิดพลาดซึ่งเกิดจากการกระทำของคนนั้นตามแก้ไขได้ แต่หากอยากตามไปแก้ไขจิตใจหรือมันสมองของมนุษย์ให้ไม่สร้างสิ่งผิดพลาดนั้นขึ้นมาอีก คงจะเป็นเรื่องเกินขอบเขตของโปรแกรมเมอร์อย่างเขา
    เมื่อเปิดบานประตูมาเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ในบ้าน – บ้านที่เป็นน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง บ้านที่เขาใช้ชีวิตร่วมกับภรรยามาเกือบสองปี – มวลความคิดที่ผุดขึ้นมาต่อจากความประหลาดใจเมื่อแรกเห็นก็คือ เขาอยากเรียนรู้การแก้ไขชุดคำสั่งอันผิดพลาดซึ่งถูกเขียนขึ้นอย่างเผลอเรอในใจคน
    ไม่น่าเชื่อว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำให้ ทุกความรู้สึกดีๆ ที่เขาพยายามบันทึกลงไปในใจเธอ กลับไม่เคยทำให้เธอรักเขามากกว่าผู้ชายคนนั้นเลย …ไม่เคยแม้แต่จะทำให้ความรู้สึกของเธอที่มีต่อผู้ชายคนนั้นลดลงใช่ไหม?
    แต่ความเซอร์ไพรซ์ยังไม่จบแค่ตอนที่ชายหนุ่มเปิดบานประตูเข้าไปในบ้านของตัวเอง การที่ชีวิตคู่ของเขาจบลง ดูจะสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบกลับหัวกลับหาง จนเขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าชีวิตที่กลับมาโสดอีกครั้งมันจะออกมาในรูปนี้ได้

——

    หญิงสาวยังไม่เคยเจอหมอดูที่ทำนายได้แม่นจนน่าประทับใจ
    ที่ไหนที่เขาร่ำลือกันว่าแม่น เธอไปมาหมดแล้ว ทั้งดูไพ่ยิบซี ดูลายมือ ดูวันเดือนปีเกิด หญิงสาวเคยให้หมอดูตาบอดทำนายดวงชะตาให้ด้วยซ้ำ ไม่ได้แม่นจนประทับใจ แต่กลับให้ความรู้สึกพิลึกๆ ที่ให้คนตาไม่ดีมามองดูอนาคตให้
    ช่วงหลังเธอเลิกไปหาหมอดูบ่อยๆ แล้ว จะไปบ้างก็นานๆ ครั้ง แต่ด้วยความที่ผ่านหมอดูมาเยอะ เธอเลยมีเรื่องดวงเรื่องฤกษ์ยาม หรือแม้แต่เรื่องโหวงเฮ้งมาเป็นหัวข้อที่ใช้สนทนากับคนแปลกหน้าได้
    ในชีวิตประจำวัน เธอต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปทำความรู้จักกับคนหน้าใหม่อยู่เสมอ ตอนแรกๆ ที่เธอมาทำงานนี้ หญิงสาวเริ่มจากการติดต่อขอพูดคุยกับเพื่อนๆ ก่อน เมื่อคุยกับเพื่อนจนหมดแล้ว ก็ลามไปถึงเพื่อนของเพื่อน เพื่อนของเพื่อนของเพื่อน จนในที่สุดก็ขยายวงกว้าง กลายเป็นว่าเธอต้องกำจัดความไม่คุ้นหน้า สร้างความมั่นใจที่จะเดินเข้าไปเริ่มเปิดการขายกับใครก็ได้
    หญิงสาวเป็นคนขายประกันชีวิต
    จริงๆ แล้วเธอไม่ได้ชอบงานนี้นัก แต่ที่เลือกเข้ามาทำตอนนั้นก็เพราะแฟนหนุ่มของเธอชักชวนเข้ามา เขาเป็นนักขายมืออาชีพ ท่วงท่าลีลาคำพูดน่าเชื่อถือไปหมด คำพูดตอนเขาชวนเธอให้มาลองคบกัน ก็ฟังดูน่าเชื่อถือไม่แพ้ตอนที่เขาชวนเธอให้มาลองเป็นนักขายในเครือข่ายของเขา
    เมื่อทำไปสักพัก เธอก็พบว่างานนี้สร้างรายได้ได้พอสมควร อย่างน้อยก็มากกว่าเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลในบริษัทที่เธอเคยรับอยู่ แต่หญิงสาวก็ยังไม่คิดว่าเธอขายประกันได้เก่งเท่าแฟนหนุ่ม คนที่เธอเดินเข้าไปขายหลายๆ คนทำประกันชีวิตไว้แล้ว อีกหลายๆ คนไม่มีวันทำประกันชีวิต มีเพียงส่วนน้อยที่มีแนวโน้มจะสนใจ และคนที่สนใจติดต่อกับเธอต่อๆ มา ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกผู้ชายที่อยากจะหาทางจีบเธอเท่านั้นเอง
    ไม่ว่าจะน่าภูมิใจหรือไม่ หากผู้ชายเหล่านั้นจะกลายเป็นลูกค้าของเธอในที่สุด เธอก็ไม่รู้สึกว่าจะต้องคิดอะไรให้มากมาย
    ช่วงหลังๆ หญิงสาวเริ่มคิดว่างานนี้ทำให้เธอต้องพบเจอคนแปลกหน้ามากเกินไป พบเจอแล้วก็แยกจาก การโดนปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เธอเริ่มชาชินกับอาการฉาบฉวยของความสัมพันธ์
นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่เธอรู้สึกเฉยๆ เมื่อแฟนหนุ่มมาบอกเลิก
    เธอฟังดูลีลาเหตุผลในการจบความสัมพันธ์ของเขาแล้วก็นึกชื่นชมในความเป็นนักขายมืออาชีพ ไม่รู้ว่าต้องฝึกปรืออีกสักเท่าไหร่ถึงจะพูดได้น่าเชื่อถืออย่างนั้น แต่ละคำพูดที่เป็นผลล้วนมีเหตุที่มา น้ำเสียงฟังดูจริงใจ แม้แต่มือไม้ที่ยกขึ้นประกอบถ้อยคำก็ยังอยู่ถูกที่ถูกทางไปเสียหมด
    ถ้าเป็นการขายประกันเธอคงซื้อด้วยความเต็มใจ แต่เธอมีประกันชีวิตอยู่แล้ว และนี่เป็นเพียงการบอกเลิกธรรมดาๆ เท่านั้น เธอจึงเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ แล้วปล่อยให้เขาเดินจากไป
    หญิงสาวไม่เคยร้องไห้ให้กับการเลิกราครั้งนี้เลย

——

    เมื่อวานภรรยาของชายหนุ่มเพิ่งจะโทรมาหา …เป็นการติดต่อกันครั้งแรกนับตั้งแต่เธอย้ายออกไป
    คืนนั้นเขาเป็นคนขอให้เธอจากไปเอง ตอนนั้นเขาพูดกับเธอด้วยอารมณ์โกรธ น้ำเสียงของเขาคงฟังดูเคร่งเครียดน่าดู เขาพูดออกไปว่า “ถ้าคุณอยากอยู่กับผู้ชายคนอื่นก็ไปจากที่นี่เถอะ นี่มันบ้านของผม …คุณไม่อยากเป็นเมียผม ก็ออกไปจากบ้านของผม”
    ภรรยาของเขานิ่งไปครู่หนึ่ง เธอตะโกนตอบเขาว่า “ได้” แล้วก็เริ่มร้องไห้ เธอวิ่งเข้าไปในห้องนอน หยิบเสื้อผ้าสามสี่ชุดยัดใส่เป้ที่เขาซื้อให้ หยิบกระเป๋าสตางค์ แล้วก็ดึงมือผู้ชายคนนั้นออกจากบ้านไปพร้อมกัน ประตูบ้านถูกกระแทกปิดดังปัง!
    วันรุ่งขึ้นเขาไม่ไปทำงาน จนเกือบเที่ยงแล้วก็ยังนอนหมดแรงอยู่อย่างนั้น มองดูอีกด้านของเตียงที่ว่างเปล่า ผ้าห่มของชายหนุ่มกองยับยู่ยี่อยู่ตรงปลายเท้า แต่ผ้าห่มของภรรยายังพับเรียบร้อย จนบ่ายสองโมง เขาถึงค่อยๆ ขยับเขยื้อนตัว แล้วตัดสินใจโทรไปลาป่วยกับที่ออฟฟิศ
    หลายวันต่อมาเขาไปทำงานอย่างซังกะตาย เหมือนเป็นเครื่องจักรที่ดำเนินชีวิตไปตามโปรแกรมกำหนดไว้ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงนาฬิกาปลุก แต่งตัวไปทำงาน ขับรถไปตามเส้นทางเดิม ใช้เวลานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แทบทั้งวัน เขียนชุดคำสั่ง ตรวจสอบให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกต้อง พอถึงเวลาเลิกงานก็ปิดคอมพิวเตอร์ ขับรถกลับบ้านตามเส้นทางที่ขับมา นั่งดูทีวีทั้งที่ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วก็เข้านอนทั้งที่ยังไม่ง่วงเท่าไหร่ ในหัวสมองว่างเปล่า แต่ในท่ามกลางความว่างนั้นก็มีคำถามว่า “ทำไม? ” ผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ
    ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนภายในกลวงโหวง บางสิ่งบางอย่าง – ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ หล่นหายไปจากชีวิต อาจจะเป็นความเชื่อบางประการ หรือภาพฝันสวยงามที่เคยมี เขาไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร คล้ายกับว่าพอทำมันหล่นหายไป เขาก็ได้หลงลืมมันไปด้วยในวินาทีเดียวกัน
    วันที่หกหลังจากที่ภรรยาของเขาจากไป ชายหนุ่มตัดสินใจไปเที่ยวกลางคืนตามคำชวนของลูกน้องสองสามคน พวกเขาไปถึงผับชื่อดังย่านหลังสวนตอนห้าทุ่มกว่าๆ เสียงดนตรีสนุกสนานดังลั่น ผู้คนเมามาย เขากลืนหายเข้าไปในฝูงชนนั้นอยู่พักใหญ่ เสียงดนตรีทำให้หัวใจเต้นแรง เสียงคนตะโกนร้องเพลงดังลั่นชวนให้ร้องตะโกนออกไปด้วย ชายหนุ่มรู้สึกผ่อนคลายลงกว่าหลายๆ คืนก่อนหน้า
    พออยู่ท่ามกลางเสียงเพลงและผู้คนจนรู้สึกมึนหัว เขาก็ออกมานั่งร่วมดื่มกับลูกน้องที่โต๊ะด้านนอกร้าน แล้วชายหนุ่มก็ได้เจอกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ดูโดดเด่นออกมาจากคนรอบข้าง เธอมีเรือนร่างสูงโปร่ง หน้าตาไม่ถึงกับสวยจัด แต่เวลายิ้มก็ชวนมองเหลือเกิน เธอน่าจะอายุสักยี่สิบต้นๆ ไว้ผมสั้นย้อมสีเล็กน้อยดูทันสมัย ชุดกระโปรงสั้นสีดำ ขับผิวขาวนวลให้เจิดจ้า หญิงสาวเดินเข้ามาทักลูกน้องของเขาคนหนึ่ง และแนะนำตัวว่าเป็นคนที่คอยช่วยดูแลชีวิตให้กับลูกน้องของเขาคนนั้น
    พอหญิงสาวรู้ว่าเขามีศักดิ์ศรีเป็นหัวหน้า เธอก็นั่งลงใกล้ๆ แล้วเริ่มพูดจาออดอ้อนหยอกล้อ ไถ่ถามถึงลักษณะการงาน เอ่ยทักถึงโครงหน้าของชายหนุ่มที่ดูแล้วเป็นคนมั่นคง รักใครรักจริง ชายหนุ่มฟังแล้วรู้สึกวูบๆ ในอก เขารู้ว่านั่นเป็นคำชมแต่มันกลับทำให้นึกถึงเรื่องภรรยา ชายหนุ่มเบือนหน้าหนีจากหญิงสาว แล้วขอตัวลุกไปเข้าห้องน้ำ รู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาทเหมือนกัน แต่ก็ทนนั่งตรงนั้นต่อไปไม่ได้แล้ว
    ตอนที่ออกจากห้องน้ำ ภรรยาของเขาก็โทรมา ชายหนุ่มได้ยินเสียงปลายสายถามมาห้วนๆ ว่า “มีอะไรจะบอกชั้นไหม? ” เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับภรรยา จึงตอบห้วนๆ ไปว่า “ไม่มี” ปลายสายถามต่ออีกว่า “แล้วจะไม่ถามอะไรชั้นบ้างเหรอ? ” ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งว่าอยากรู้อะไรจากภรรยาหรือไม่ แต่เขานึกไม่ออก อาจเป็นเพราะเสียงเพลงในร้านดังเกินไป หรือเพราะเขามึนเกินไป เลยพูดอะไรไม่ออก เขาเงียบอยู่หลายนาที ปลายสายก็วางหู
    เมื่อกลับมาที่โต๊ะอีกครั้ง หญิงสาวหายไปแล้ว แต่เธอฝากนามบัตรไว้กับลูกน้องของเขา และฝากบอกไว้ด้วยว่าถ้าอยากคุยกันก็โทรไปหาได้ทุกเมื่อ
    ลูกน้องส่งนามบัตรให้พร้อมกับรอยยิ้มมีเลศนัย ชายหนุ่มรับเอาไว้ ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเพียงเหม่อมองดูผู้คนในร้านเต้นรำอย่างเมามันไปกับเสียงดนตรีดังสนั่น และนึกสงสัยว่าตัวเองพาชีวิตมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?

——

    หญิงสาวรู้สึกแปลกใจที่ชายหนุ่มโทรมา
    เธอจำชายหนุ่มได้ดี เขารูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาคมคายไม่เลว แต่ดูแลตัวเองน้อยไปนิด ปล่อยให้ผมเผ้าหนวดเครารกครึ้ม เสื้อผ้ายับเยิน พอลูกค้าของเธอแนะนำว่าเป็นเจ้านายเขาอีกทีนั่นล่ะ ชายหนุ่มคนนี้ก็ดูน่าสนใจขึ้นอีกหน่อย เธอได้พูดคุยอะไรกับเขาไม่มาก แต่ดูจากลักษณะโหงวเฮ้งแล้วบอกได้ว่าเขาน่าจะเป็นคนดีทีเดียว คิ้วเข้ม ใบหน้าเป็นเหลี่ยมสัน ดูจริงจังกับการงาน ยึดติดกับความรัก หญิงสาวไม่ได้เห็นคนที่มีลักษณะแบบนี้มานานแล้ว ที่น่าประทับใจเข้าไปอีกก็คือเขาไม่ได้มีท่าทางจะสนใจเธอในเชิงชู้สาวเลยแม้แต่น้อย บทสนทนาทำความรู้จักกันไม่กี่คำที่เกิดขึ้น ดูเป็นทางการและเปี่ยมมารยาท เหมือนนั่งคุยกันอยู่ในห้องประชุมผู้บริหารบนตึกสูงระฟ้า มากกว่าเป็นการนั่งคุยกันในสถานบันเทิงอย่างนั้น
    พอเธอเอ่ยไปว่าเขาโหงวเฮ้งดี ดูเป็นคนรักใครรักจริง ชายหนุ่มก็หน้าเสีย ขอตัวเดินไปเข้าห้องน้ำทันที หญิงสาวตกใจไม่น้อยกับปฏิกริยานั้น ลูกค้าของเธอเอียงหน้ามากระซิบขำๆ ว่า ช่วงนี้เจ้านายของเขาดูแปลกๆ อย่างนี้ล่ะ พวกลูกน้องเดากันว่าน่าจะทะเลาะกับภรรยา เพราะดูๆ ไปก็ไม่เห็นว่าจะมีเรื่องอื่นที่สำคัญสำหรับเจ้านายอีกแล้ว คือปกติถ้าไม่พูดเรื่องงาน ก็จะพูดเรื่องภรรยาน่ะนะ แต่หลายๆ วันมานี่เจ้านายไม่พูดถึงภรรยาเลย พอมีใครถามถึง ก็ทำหน้าเหมือนจะเป็นจะตายแต่ไม่ยอมบอกอะไรน่ะ…
    แล้วเธอก็ขอตัวเดินจากมาเพราะไม่อยากจะคุยกับลูกค้าคนนั้นให้นานนัก จะว่าไปแล้วหมอนี่ก็เป็นลูกค้าชั้นดีเลยล่ะ แต่นับว่าเป็นเพื่อนชายที่ไม่ดีเท่าไหร่ ชอบตีสนิทกับเธอเกินไป ความจริงก็สนิทกันนั่นแหละ แต่เธอเพียงอยากให้เขาสนิทกันแบบหนึ่ง ไม่ได้อยากให้สนิทในแบบคนที่จะรู้จักกันไปเสียทุกเรื่อง
    วันรุ่งขึ้นชายหนุ่มคนนั้นก็โทรมาหาเธอ เขาเอ่ยขอโทษที่เสียมารยาทเมื่อคืนวันก่อน แต่ก็ไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไมต้องเดินหนีไป เธอเลยพูดเดาขำๆ ไปว่า นึกว่าคุณรู้ทันว่าดิฉันจะขายประกันชีวิตเสียอีก เขาหัวเราะเบาๆ บอกว่าเพิ่งรู้นี่แหละว่าคุณขายประกันอะไรด้วยน่ะ
    เหมือนโอกาสนับครั้งไม่ถ้วนที่เธอเคยเห็นมันวิ่งผ่านเข้ามา …เธอรีบคว้าเอาไว้อย่างรู้งาน – จังหวะนั้นเธอปั้นเสียงหวานที่สุดเท่าที่จะทำได้ กรอกใส่หูโทรศัพท์ไปว่า “แล้วจะให้ดิฉันเข้าไปคุยเรื่องนี้กับคุณสักวันได้ไหมคะ? ”

——

    ชายหนุ่มรู้อยู่แล้วว่าหญิงสาวขายประกันชีวิต เพราะเขามีนามบัตรของเธออยู่ในมือ
    แต่เขาโทรหาหญิงสาวเพราะลูกน้องบอกว่าเธอดูลายมือแม่นมากๆ ชายหนุ่มไม่เคยดูหมอที่ไหนมาก่อน อยู่ดีๆ เขาก็อยากให้เธอทำนายอะไรเกี่ยวกับอนาคตของเขาสักหน่อย จนเมื่อได้ยินเสียงเธอที่ปลายสายแล้วนั่นแหละ เขาถึงรู้สึกว่ามันเป็นความคิดที่งี่เง่าเหลือเกิน เขาอ้างว่าโทรมาเพราะอยากขอโทษ แต่ไม่กล้าบอกเหตุผลที่แท้จริง พอเธอเสนอออกมาเองว่าอยากมาคุยกับเขาอีกสักครั้ง เขาก็ตอบตกลง แล้วนัดให้เธอมาหาเขาวันพรุ่งนี้ตอนบ่ายโมง
    หญิงสาวส่งเสียงหวานมาตามสายเป็นเชิงหยอกเย้าว่า “บ่ายโมงเหรอคะ? งั้นทำไมไม่ชวนดิฉันทานข้าวเที่ยงซะเลยล่ะ” แล้วก็หัวเราะเสียงใส
   เขาไม่ได้คิดอะไรเลยตอนที่ตอบเธอไปว่า “โอเคครับ งั้นเรามาเจอกันตอนเที่ยงตรง ไปทานมื้อเที่ยงด้วยกันก็ได้”

——

    งานขายประกันชีวิตอาจไม่ใช่อาชีพที่เหมาะกับสาวสวย
    ก่อนอื่น, ต้องเข้าใจก่อนว่าเธอไม่ได้เป็นฝ่ายบอกว่าตัวเองสวย เธอได้ยินคนอื่นชื่นชมด้วยคำนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว โดยเฉพาะจากผู้ชาย กลายเป็นว่าเธอขายประกันให้กับผู้หญิงไม่ค่อยได้ แต่เธอกลับได้รับความนิยมในหมู่ลูกค้าผู้ชาย ลูกค้าหลายคนชอบขอเลี้ยงข้าวเธอ อีกหลายคนแนะนำต่อให้เพื่อนๆ มาซื้อประกันชีวิตจากเธอ
    แฟนคนต่อมาของเธอก็เป็นลูกค้านี่เอง เขาเป็นเจ้าของกิจการร้านทอง อายุมากกว่าเธอสิบกว่าปี ชอบให้เธอเรียกเขาขำๆ ว่า ‘คุณอา’ และซื้อประกันชีวิตในแบบที่ดีที่สุด ชอบนัดเลี้ยงข้าวเธอบ่อยๆ ตอนแรกๆ หญิงสาวก็บ่ายเบี่ยงบ้าง แต่พอคุณอารุกหนักๆ เข้าเธอก็เริ่มใจอ่อน เขายังมีของขวัญติดมือมาให้เธอเสมอ โทรหาเธอทุกวัน แถมเวลาที่ไปกินข้าวด้วยกัน ก็ยังพาเธอไปภัตตาคารแพงทุกครั้ง
    คุณอาดีกับเธอมากๆ เป็นผู้ชายที่มีข้อดีนับไม่ถ้วน ทั้งบุคลิกหน้าตาไม่เลว รู้จักเอาอกเอาใจ เข้าอกเข้าใจ และดูจะหลงรักเธอจริงๆ เสียด้วย แต่คุณอามีข้อเสียอยู่สองอย่าง อย่างแรกก็คือเขามีเมียแล้ว แม้จะยืนยันหนักแน่นว่ากำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการหย่าขาดจากกัน เพราะว่าชีวิตคู่เต็มไปด้วยปัญหา อยู่ร่วมกันต่อไปก็มีแต่ต้องทะเลาะกัน และโชคดีที่เขายังไม่มีลูก ดังนั้นการหย่าคงจะจบลงเร็วๆ นี้ ซึ่งเรื่องนี้หญิงสาวทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากต้องรอให้เวลาแก้ไขปัญหานี้ต่อไป
    ข้อเสียอีกข้อคือคุณอาบ้าฟุตบอลขนาดหนัก
    ลำพังแค่การที่ต้องดูถ่ายทอดสดฟุตบอลอยู่ทุกบ่อยก็น่าเบื่อเหลือเกินแล้ว แต่คุณอายังชอบพนันบอลอย่างเอาจริงเอาจังเสียด้วย เล่นทีเป็นหลักหมื่น พออยู่กับคุณอาได้พักใหญ่ เธอก็เริ่มดูบอลรู้เรื่อง เริ่มจากชื่นชอบนักบอลคนที่หน้าตาดี แล้วก็เริ่มชอบเป็นทีม แต่ยังไม่ทันถึงขั้นอ่านเกมการแข่งได้ปรุโปร่งเหมือนคุณอา เธอก็หันมาเล่นพนันบอลเสียก่อน
    หญิงสาวเริ่มด้วยการเลือกพนันตามทีมที่คุณอาเลือก เพราะเห็นว่าเขาเป็นเซียนบอลคนหนึ่ง แล้วเธอก็มักจะได้มากกว่าเสีย ช่วงหลังเธอเริ่มเล่นตามความรู้สึกของตัวเอง โดยมีคุณอาคอยแนะนำอยู่ห่างๆ แต่ลูกกลมๆ ก็ไม่มีอะไรแน่นอน คล้ายโชคชะตาถูกเตะกลิ้งไปมา ปกติหญิงสาวจะเล่นถือข้างที่ปลอดภัย ดูแล้วน่าจะไม่มีอะไรเสีย แต่การจะรู้ข้อมูลอย่างจริงจังต้องติดตามข่าวสารอย่างตั้งใจ ทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นงานที่หนักไม่ใช่น้อย บางคราวเธอยังหวั่นไหวไปเล่นข้างทีมโปรดซึ่งมีได้บ้างเสียบ้าง ชีวิตเธอวนเวียนกับการต้องเลือกข้างอยู่หลายเดือน บางครั้งใช้เหตุผล บางทีเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก
    จนคืนหนึ่ง เธอพบว่าเธอกับคุณอาเลือกพนันบอลคนละข้าง
    สิ้นเสียงกรรมการเป่านกหวีด เสียงเชียร์ในจอทีวีดังกึกก้อง วันนั้นทีมสโมสรที่เธอถือหางเป็นฝ่ายแพ้ยับเยิน หญิงสาวนั่งมองดูคุณอาหัวเราะเยาะอย่างสะใจในชัยชนะด้วยความรู้สึกพิศวง เธอรู้สึกสูญเสียอะไรบางอย่างมากกว่าเงินพนัน
    เออหนอ…เธอพาตัวเองมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?
    หญิงสาวกลับมาตั้งใจทำงานขายประกันชีวิตทันที หลังจากที่เลิกรากับคุณอาไปแล้ว

——

    “ผมอยากซื้อประกันชีวิต” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเป็นประโยคแรกๆ ในการสนทนา
    ผู้คนแออัดในร้านอาหารตามสั่งราคาย่อมเยาส่งเสียงอื้ออึง ดังผสมกับสรรพเสียงจากท้องถนนนอกร้าน หญิงสาวทำหน้าเหมือนได้ยินไม่ถนัด เธอถามออกมาว่า “อะไรนะคะ? ”
    “ผมอายุจะสี่สิบแล้ว แต่ยังไม่เคยมีประกันชีวิต …อยากซื้อประกันชีวิต” ชายหนุ่มพูดเนิบๆ เขาเพ่งมองดูสาวสวยตรงหน้า เธอใส่เสื้อแขนกุดสีแดงสด ทาลิปสติกสีแดงพอๆ กับสีเสื้อ เธอส่งยิ้มให้เขาอย่างฟุ่มเฟือย ท่าทีสนิทสนมเหมือนเป็นเพื่อนกันมาแสนนาน
    (เขียนมาถึงแค่ตรงนี้ครับ)

* * * * * * * * * *

    หลังจากที่ทิ้งไว้หลายเดือน แวบแรกที่กลับไปอ่านอีกครั้ง ผมคิดขึ้นมาเล่นๆ ว่าน่าสนุกเหมือนกัน ถ้าเอาเรื่องที่เขียนไว้แค่ 50% เรื่องนี้มาโพสในบล็อกดู ลองให้คนได้อ่านงานที่เขียนไว้ค้างๆ คาๆ ดูว่าเขาคิดกันว่าเรื่องจะดำเนินไปทางไหน ปล่อยให้จินตนาการของคนอื่นช่วยผมวาดภาพลงบนภาพที่วาดไม่เสร็จของผมดูซิ ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง
    อ่านแล้วคิดว่ามันจะไปทางไหนครับ ลองเดาๆ กันดูนะครับ แล้วผมจะเฉลยพล็อตที่ผมเก็บเอาไว้นานแล้วทีหลัง.