ช่วงนี้การบ้านการเมืองเราไม่ค่อยดีเลยนะครับ
    ผมมีบทบรรณาธิการ HAMBURGER ที่เขียนไว้เมื่อปลายปี 2548 มาให้อ่านครับ งานชิ้นนี้เขียนขึ้นตอนที่บ้านเมืองกำลังเริ่มคุกรุ่นด้วยปัญหาการเมืองจากระบอบทักษิณ และปัญหาภาคใต้ที่เริ่มรุนแรง ในฐานะคนที่คอยติดตามข่าวบ้านเมืองอยู่เสมอก็อดแสดงความคิดเห็นบ้างไม่ได้ (แม้จะเป็นพื้นที่ในหนังสือบันเทิงก็เถอะ) สำหรับผมแล้วภาพที่น่าสลดใจที่สุดก็คือการปะทะกันระหว่างคนที่มีความเห็นแตกต่างกัน ทั้งที่เป็นคนไทยเหมือนกัน และทั้งที่เป็นคนที่น่าจะมีสิทธิ์ในความเป็นปัจเจกเหมือนๆ กัน
    ทำใจให้เย็นๆ นั่งพักคุยกันก่อน ค่อยๆ อ่านความคิดเห็นของนักเขียนตัวน้อยๆ คนหนึ่งกันหน่อยนะครับพี่น้อง แล้วผมจะรับฟังความคิดเห็นของทุกท่านอย่างตั้งใจเช่นกันครับ

* * * * * * * * * * 

noodles 

ก๋วยเตี๋ยวที่แตกต่าง

    วันนั้นร้านก๋วยเตี๋ยวคนแน่นตามปกติ เราสามคนหาที่นั่งได้ตรงมุมหนึ่งของร้าน เป็นโต๊ะตัวเดียวที่ว่างอยู่ แม้ทำเลจะไม่ค่อยดีเพราะอยู่ใกล้ห้องน้ำไปหน่อย แต่เราก็จำใจนั่งลงที่โต๊ะตัวนี้แต่โดยดี…ก็ยังดีกว่าไม่มีที่นั่งน่ะ
    เราสั่งก๋วยเตี๋ยวคนละชาม เส้นใหญ่น้ำ เล็กแห้งต้มยำ และบะหมี่น้ำไม่งอก สามคนก็สามแบบ
    ไม่แปลกเท่าไหร่ คนเราต่างคนก็มีเมนูก๋วยเตี๋ยวในใจไม่เหมือนกัน ผมยังเคยเห็นบางคนระบุรายละเอียดถึงขั้นไม่ใส่ผงชูรส ไม่เอาผักโรย ขอบะหมี่สองก้อน ขอแยกซุป หรือไม่ก็ใส่ลูกชิ้นทุกอย่างยกเว้นลูกชิ้นปลากลมๆ
    ไม่มีปัญหาหรอกครับ จะพลิกแพลงยังไง ร้านก๋วยเตี๋ยวเมืองไทยก็จัดให้ได้เสมอ
    แต่บนโต๊ะหน้าห้องน้ำตัวนั้น เรื่องก๋วยเตี๋ยวในใจไม่ใช่สิ่งเดียวที่เราแตกต่างกัน เพราะระหว่างการรอคอยอันยาวนานและหิวโหย เราฆ่าเวลาด้วยการคุยเรื่องหนังที่เพิ่งลงโรง เรื่องเพลงฮิตล่าสุด เรื่องข่าวหน้าหนึ่ง เรื่องโน้นเรื่องนี้ แล้วก็พบว่ามีบางเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันบ้าง
    แต่ด้วยความเป็นเพื่อน พอมีความเห็นต่างเกิดขึ้น อาการลอมชอมก็ตามติดมาอย่างไม่ยากเย็น
    เมื่อก๋วยเตี๋ยวมาถึงโต๊ะ บทสนทนาและอาการลอมชอมก็ค่อยๆ จางหายไป ต่างคนต่างสนใจแต่ชามก๋วยเตี๋ยวตรงหน้า
    ผมแอบเหลือบตาสำรวจดูเพื่อนๆ แล้วก็ต้องอมยิ้ม
    เรามีอะไรต่างกันอีกแล้ว …คนหนึ่งชิมก่อนปรุง อีกคนปรุงก่อนชิม และปริมาณน้ำตาล พริกป่น น้ำส้มสายชู ในก๋วยเตี๋ยวของสองคนนี้ก็แตกต่างกันลิบลับ
    ส่วนผมเป็นประเภทที่ไม่ปรุงน่ะครับ

    ครั้งหนึ่งบนโต๊ะก๋วยเตี๋ยวในอดีต (จำไม่ได้ว่าเป็นที่ร้านไหน รู้แต่ว่าตอนนั้นไม่ได้นั่งอยู่หน้าห้องน้ำแน่ๆ ) ผมเคยผ่านวิวาทะเรื่องการปรุงก๋วยเตี๋ยวมาแล้ว
    เพื่อนคนหนึ่งเห็นผมทานก๋วยเตี๋ยวทันทีโดยไม่ปรุง เลยประณามด้วยความหวังดีว่า ชีวิตไม่ปรุงอย่างมึงนี่คงจืดชืดแย่เลย ว่าแล้วก็อาสาปรุงก๋วยเตี๋ยวให้ผมลองชิม
    ด้วยอาการมั่นอกมั่นใจในฝีมือการปรุงก๋วยเตี๋ยวที่มันแสดงออกมา ผสมกับอาการนึกสนุกของตัวเอง ผมเลยเลื่อนชามก๋วยเตี๋ยวส่วนตัวท้าให้มันลองปรุงดู เพื่อนผู้หวังดีตักโน่นเติมนี่อยู่ไม่นาน ก็เลื่อนชามคืนมาให้ผม
    ตักน้ำซุปชิมดูแล้ว ผมแทบพ่นพรวดใส่หน้าคนปรุง
    รสชาติมันไม่ถึงกับแย่นะครับ แต่คงเป็นเพราะผมไม่ชินกับก๋วยเตี๋ยวรสจัดๆ มากกว่า
    บทสรุปของมื้อนั้นก็คือ ผมต้องสั่งก๋วยเตี๋ยวชามใหม่ ส่วนชามเดิมก็ตกเป็นภาระของเพื่อนผู้หวังดีไป
    ในเมื่อเขาชอบของเขาแบบนั้น ก็ต้อง ‘รับผิดชอบ’ ไป

    ตัดกลับมาที่โต๊ะก๋วยเตี๋ยวในปัจจุบัน
    ขณะที่เรากำลังจัดการกับก๋วยเตี๋ยวส่วนตัวอย่างเอร็ดอร่อย อยู่ดีๆ ก็มี ‘บุคคลที่สี่’ เดินเข้ามานั่งปุตรงเก้าอี้ตัวว่างของโต๊ะเรา
    คนแปลกหน้าหน้าตาแปลกๆ ตัวสูงใหญ่ ไหล่กว้าง ดูท่าทางไม่เป็นมิตร ตะโกนสั่งก๋วยเตี๋ยวด้วยท่าทีและน้ำเสียงเอาเรื่อง ทำเอาเราสามคนรีบกินก๋วยเตี๋ยว ไม่พูดไม่จา
    ที่ตลกก็คือ เขาดันสั่งบะหมี่น้ำไม่งอก เหมือนผมเด๊ะเลย!
    พอเราสามคนทานเสร็จ เพื่อนคนหนึ่งพยายามเรียกความเป็นเจ้าของโต๊ะคืนมาด้วยการชวนคุยเรื่องหนังที่กำลังจะเข้าฉายอาทิตย์หน้า ผมและเพื่อนอีกคนแสดงความเห็นไปตามความคิด
    เหลือบไปเห็น ‘มือที่สี่’ ทำหน้าแปลกๆ …เหมือนเขาอยากจะบอกว่า รำคาญว่ะ พวกมึงพูดอะไรกันวะ?
    ในกรณีนี้ความเหมือนหรือแตกต่างของก๋วยเตี๋ยวในใจไม่สำคัญเท่าไหร่แล้ว ถึงจะกินก๋วยเตี๋ยวแบบเดียวกัน แต่เราคงจะมีอะไรอีกมากมายที่ไม่เหมือน
    ผมรู้สึกถึงอาการแบ่งแยก ‘พวกเรา-พวกเขา’ ที่แผ่กระจายจนไหลล้นถ้วยชามอันว่างเปล่า

    ประสบการณ์เล็กๆ บนโต๊ะก๋วยเตี๋ยว ทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องการยอมรับในความแตกต่างขึ้นมาบ้าง คนเรากินก๋วยเตี๋ยวไม่เหมือนกัน มีวิธีปรุงแตกต่างกัน (บางคนไม่กินก๋วยเตี๋ยวเลยด้วยซ้ำ) ครั้นจะไปอาสาปรุงให้โดยไม่ถามเจ้าตัวก็ดูจะเป็นการกระทำที่มองแต่ในมุมของตัวเองไปหน่อยไหมหนอ?
    นี่ถ้าไม่ได้คิดว่าคนที่ปรุงก๋วยเตี๋ยวของเราโดยไม่ดูตาม้าตาเรือยังเป็นพวกเดียวกับเราอยู่ เราคงลุกขึ้นต่อยหน้ากันไปแล้ว
    ในบางโอกาสที่ต้องมาอยู่ร่วมสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์ด้วยกัน (ผมไม่ได้หมายถึงแค่การนั่งร่วมโต๊ะหน้าห้องน้ำแน่นอน) หากหวังดีตั้งใจจะช่วยเหลือกันบนความแตกต่างแล้ว ผมคิดว่าเราควรจะถามไถ่และรับฟังความคิดเห็นระหว่างกันให้เยอะๆ ไว้เป็นดีที่สุด
    เพราะในบางครั้ง ความรู้สึกแบบ ‘พวกเรา-พวกเขา’ นั้นเป็นอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อเลยทีเดียว!

HAMBURGER ฉบับที่ 79
ปักษ์หลัง พฤศจิกายน 2548

 * * * * * * * * * *

    บทบรรณาธิการชิ้นนี้ใช้กลวิธีแบบเรื่องสั้นเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เยอะนะครับ จริงๆ แล้วมีการแต่งเติมรายละเอียดบางประการจากเหตุการณ์จริงอยู่บ้าง อย่างเช่นคนที่ไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกันที่ร้านประจำของผมนั้นไม่ได้มี 3 คนหรอก คือเราไปกินที่ร้านนี้กันบ่อยมาก ไปกัน 2 คนบ้าง ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่บ้าง แต่ถ้าจะสื่อสารถึงความหลากหลาย ผมคิดว่าเล่าว่าไปกินกันแค่ 3 คนน่าจะสื่อสารได้พอดีๆ ไม่น้อยหรือมากเกินไป แล้วเรื่องการนั่งหน้าห้องน้ำนี่จริงๆ แล้วที่ร้านนั้นห้องน้ำก็ไม่ได้อยู่ประเจิดประเจ้อเท่าไหร่ ถึงจะนั่งใกล้ห้องน้ำก็ไม่ถึงกับเป็นทำเลไม่พึงประสงค์ เพียงแต่ว่าผมคิดว่ามันเป็นสัญลักษณ์แทนสถานการณ์ที่น่าอึดอัดได้ดีน่ะครับ เลยเสริมเรื่องโต๊ะหน้าห้องน้ำเข้าไปด้วย
    อีกเรื่องที่ไม่ใช่ประสบการณ์ตรงแต่ยกมาไว้ในที่นี้ด้วยก็คือการยื่นชามก๋วยเตี๋ยวให้เพื่อนปรุงรสให้ จริงๆ แล้วเป็นเหตุการณ์ที่ผมได้ยินเพื่อนเล่ามาอีกที แล้วก็ประทับใจในความแตกต่างระหว่างคนที่พิสูจน์ได้ทันตาเห็นด้วยวิธีนี้ จนจดจำเอาไว้ในใจ แล้วก็หยิบมาใช้ในขณะที่เขียนเรื่องนี้
    บางทีนักเขียนก็แต่งเติมเสริมโน่นนี่เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะสื่อสารบ้าง ไม่แน่ใจว่าผิดศีล 5 หรือเปล่า แต่อย่างน้อยผมก็คิดว่ามันช่วยในการพยายามสื่อสารสิ่งที่เราคิดให้มันชัดเจนมากขึ้นนะครับ

    น่าประหลาดใจที่เวลาผ่านมาปีกว่าๆ แล้ว เมื่อกลับมาอ่านงานเก่าที่เคยเขียนเอาไว้ชิ้นนี้ ยังรู้สึกว่าไม่เชยเท่าไหร่เลยแฮะ
    บางทีใช้คำว่า ‘น่าประหลาดใจ’ อาจจะยังไม่ถูกนัก ผมควรบอกว่า ‘น่าเศร้าใจ’ จะเหมาะกว่า.

ปี 2546 ผมมารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร HAMBURGER 
    นอกจากจะดูภาพรวมของหนังสือ วางแผนในเรื่องต่างๆ และดูแลทีมงานแล้ว หน้าที่หนึ่งของบรรณาธิการก็คือเขียนบทบรรณาธิการครับ ส่วนใหญ่บทบรรณาธิการจะทำหน้าที่บอกเล่าเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นๆ แต่ตอนนั้นผมก็เขียนไปตามที่อยากเขียน บางทีก็เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่ไปพบเห็นมาบ้าง บางทีก็เป็นการสรุปข้อคิดจากการใช้ชีวิตทำงานสื่อบันเทิงบ้าง แล้วแต่ว่าจะนึกอะไรออกหรือมีอะไรมาโดนใจ
    มีหลายๆ คนบอกว่าบทบรรณาธิการของผมมีลีลาคล้ายเรื่องสั้นครับ ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรมาก แต่เมื่ออาทิตย์ก่อน (3 มิ.ย. 50) ไปพูดคุยบนเวทีงานของสำนักพิมพ์ a book กับคุณทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการ a day คนปัจจุบัน เขาก็บอกอย่างนี้อีก ผมก็เลยกลับมาค้นบทบรรณาธิการเก่าๆ ดูก็เริ่มจะเห็นจริงอย่างที่เขาว่า
    แต่สำหรับบทบรรณาธิการ HAMBURGER ที่เลือกมาให้อ่านกันครั้งแรกนี้ ผมคิดว่าเป็นบทที่ยังไม่ได้มีลีลาคล้ายเรื่องสั้นมากเท่าไหร่ ที่เอามาให้อ่านกันก่อนเพราะอยากให้เห็นว่า เมื่อผมเปลี่ยนจากสถาปนิกและนักแต่งเพลง ที่เคยเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก มาเป็นนักเขียนอาชีพจริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง
    ผมตั้งชื่อตอนว่า สนิมกีตาร์ ครับ

 * * * * * * * * * *

สนิมกีตาร์

    ในห้องทำงานของผมมีกีตาร์โปร่งอยู่ตัวหนึ่ง
    เป็นกีตาร์ไม้เก่าๆ ที่ใครก็ไม่รู้เอามาวางทิ้ง พิงไว้ตรงมุมหนึ่งของห้อง สายกีตาร์ไม่ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นเวลานาน และนานๆ ครั้ง เวลาที่ใครหยิบขึ้นมาเล่น ก็จะมีละอองสนิมจากสายกีตาร์ติดนิ้วไปคนละนิดละหน่อย
    ผู้ร่วมงานของผมหลายคนเคยหยิบกีตาร์เก่าๆ ตัวนี้ขึ้นมาเล่น
    บางคนเล่นเป็นแค่กล้อมๆ แกล้มๆ เวลาเล่นก็จะแอบไปหามุมสงบ แล้วนั่งจับคอร์ดเล่นวนอยู่ไม่กี่คอร์ด ร้องเพลงเบาๆ เข้าทำนองเล่นเองฟังเองคนเดียว
    บางคนก็เล่นไม่เป็นหรอก แต่เวลา ‘เล่น’ ก็แค่หยิบกีตาร์ตัวนี้ขึ้นมาดีดก๊องๆ แก๊งๆ จับคอร์ดที่คิดประดิษฐ์ขึ้นเอง เล่นเพลงหลุดๆ ที่แต่งขึ้นสดๆ …ซึ่งมักจะเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะหึๆ ได้จากเจ้าตัวและคนที่เผอิญนั่งฟังอยู่
    แต่ก็มีอีกสองสามคนในออฟฟิศที่เคยทุ่มเทฝึกหัดและฟิตซ้อมกีตาร์อย่างหนัก เวลาคนพวกนี้หยิบกีตาร์ตัวนี้ขึ้นมาเล่น เจ้ากีตาร์เก่าๆ ก็จะดูใหม่ขึ้นมาหน่อย
    แล้วคนที่อยู่รอบๆ ก็มักจะตีวงเข้ามาร้องเพลงด้วยกัน

    ผมเอง นานๆ ครั้งก็หยิบกีตาร์ตัวนี้ขึ้นมาเล่นเหมือนกัน
    ไม่รู้ว่าตอนที่คนอื่นเล่นกีตาร์เก่าๆ ตัวนี้เขาจะนึกถึงอะไร แต่สำหรับผม ผมมักจะนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่เคยเอาจริงเอาจังกับการเล่นดนตรี
    เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผมหัดเล่นดนตรีอย่างจริงจัง ซึ่งมันเริ่มมาจากการที่ผมชอบฟังเพลงมาก่อน
    ผมชอบฟังเพลงมาตั้งแต่ตอนไหนก็จำไม่ได้ (บางทีอาจเป็นตอนที่ยังจำความไม่ได้) และนับวันก็ยิ่งหลงลึกเข้าไปในสเน่ห์ของดนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ พอช่วงวัยรุ่น ผมก็ถึงขั้นตะลุยฟังเพลงอย่างบ้าเลือด เพลงไหนของใคร แนวไหนเป็นอย่างไร ผมก็หามาฟังอย่างไม่ลดละ
    เหมือนผมเสาะหาอะไรบางอย่าง โดยใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการค้นหา
    บางทีอาจจะเป็นการค้นหาตัวเอง
    พอถึงจุดหนึ่ง หลังจากฟังเพลงของใครๆ มาเยอะแยะ ผมก็อยากมีเพลงของตัวเองบ้าง
    จากผู้ฟังก็เลยลองหันมาเป็นผู้เล่น
    ผมเอาจริงเอาจังกับการเล่นดนตรีอยู่พักใหญ่ ได้เล่นกับวงดนตรี ได้ลองแต่งเพลงของตัวเอง และถึงขนาดที่เคยแต่งเพลงให้กับนักร้องจริงๆ ได้ร้องออกเทปเสียด้วย
    จนวันหนึ่ง ผมก็พบว่าสิ่งที่ผมชอบที่สุดในบทเพลงก็คือเนื้อหา ผมชอบอ่านเนื้อเพลง ชอบวิเคราะห์เนื้อเพลง ชอบเพลงที่เล่าเรื่องเก่งๆ มีมุมมอง พล็อต หรือลีลาสำนวนไม่ซ้ำซาก
    นั่นแหละ ผมถึงรู้ตัวว่าผมชอบการเล่าเรื่อง ชอบงานเขียน
    เพิ่งมารู้ตัวตอนนั้น ทั้งๆ ที่การอ่านหนังสือก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมบ้าคลั่งมาตั้งแต่…(จำความไม่ได้)
    ตั้งแต่นั้นผมก็ค้นหาตัวเองผ่านการเขียนหนังสือบ้าง
    คราวนี้ได้ผลครับ

    ทุกวันนี้ ผมห่างจากการเล่นดนตรีไปนาน เวลาหยิบกีตาร์ตัวที่ว่าขึ้นมาเล่นทีไร ก็ได้แต่ละอองสนิมติดมาทั้งนิ้วมือและฝีมือไปเสียทุกที
    แต่ทุกครั้งที่เห็นใครหยิบกีตาร์เก่าๆ ตัวนี้ขึ้นมาเล่นก๊องๆ แก๊งๆ ผมก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้
    แล้วผมก็มักจะบอกกับตัวเองว่า คนเขียนหนังสืออย่างเราไม่จำเป็นต้องเล่นกีตาร์ให้เก่งหรอก แต่ควรจะหาความสุขกับการเล่นและการฟังดนตรีให้เป็น
    และตั้งใจไม่ให้มีสนิมปรากฏอยู่ในหนังสือ เท่านั้นก็พอแล้ว

HAMBURGER ฉบับที่ 30
ปักษ์แรก พฤศจิกายน 2546

* * * * * * * * * *

    จะว่าไป นี่ก็เป็นเรื่องราวการค้นหาตัวเองฉบับย่นย่อของผมน่ะครับ
    มานึกๆ แล้วก็ตลกดีแล้วก็แอบภูมิใจอยู่เหมือนกัน เพราะผมสามารถใช้หน้าบทบรรณาธิการเขียนเรื่องส่วนตัวแบบนี้ได้ด้วยนะเนี่ย!