จนเราเติบโต

พฤษภาคม 19, 2007

สมัยที่ผมเริ่มเขียนเรื่องสั้นใหม่ๆ ผมมีความฝันอยู่อย่างหนึ่งครับ 
    มีหนังสือบุ๊คกาซีนรวมเรื่องสั้นราย 3 เดือนชื่อ ช่อการะเกด เป็นหนังสือที่ผมใฝ่ฝันอยากจะมีผลงานลงตีพิมพ์สักครั้งในชีวิต เพราะเวทีแห่งนี้ดูแลโดยบรรณาธิการระดับตำนานอย่าง สุชาติ สวัสดิ์ศรี และเป็นที่แจ้งเกิดของนักเขียนเรื่องสั้นหลายต่อหลายคนมาแล้ว อย่างพี่วินทร์ เลียววาริณ ก็คนหนึ่งล่ะที่แจ้งเกิดแบบเต็มๆ จากเวทีนี้ แต่ไม่ว่าจะแจ้งเกิดหรือไม่แจ้งเกิด การได้มีผลงานลงในช่อการะเกดก็ถือเป็นการได้รับการประทับตราว่า ‘ผ่าน’ จากบรรณาธิการรุ่นใหญ่คนหนึ่งของบ้านเรา และที่สำคัญ เป็นบรรณาธิการที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนในแวดวงวรรณกรรมโดยเฉพาะ ‘เรื่องสั้น’ ด้วยสิครับ
    ผมพยายามเขียนเรื่องไปลงที่ช่อการะเกดหลายครั้ง อารมณ์เวลารอการตัดสินนี่จะลุ้นมากๆ เพราะคุณสุชาติจะมีตารางท้ายเล่มให้ดูเลยว่าใน 2-3 เดือนนี้มีใครส่งเรื่องสั้นมาให้พิจารณาบ้าง (ถ้าจำไม่ผิด ปกติจะมีคราวละเป็นร้อยเรื่องได้) และก็จะมีหมายเหตุให้ดูว่ามีใครที่ ‘ไม่ผ่าน’ มีใครที่ผ่านได้ตีพิมพ์แล้วในฉบับนี้ และมีใครที่ ‘รอพิจารณา’ ซึ่งหมายความว่าจะยกไปพิจารณารวมกับรอบต่อไปด้วย
    ผมเคยมีเรื่องสั้นอยู่ในตารางนั้นมาแล้วหลายครั้งครับ เคยได้รับการประทับตรา  ‘ไม่ผ่าน’ มาก็หลายหน จนได้ ‘รอพิจารณา’ บ้าง และก็ได้รับตรา ‘ผ่าน’ จากเรื่องสั้นเรื่องนี้ – จนเราเติบโต

* * * * * * * * * *

 grow.jpg

จนเราเติบโต

    ถึงแม้เวลาจะล่วงผ่านมาแสนนาน นานจนผมไม่สามารถจดจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อีกต่อไป นานจนบางครั้งผมคิดว่าผมน่าจะลืมดวงหน้าหรือแม้แต่ชื่อของเธอไปแล้วด้วยซ้ำ แต่จนทุกวันนี้ก็ยังมีบางคืนที่ผมต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก… น้ำตานองหน้า
    ภาพเธอยังฝังอยู่ในจิตสำนึกของผมเสมอมา มันเพียงแต่รอคอยอยู่เงียบ ๆ เพื่อที่จะผุดขึ้นมาหลอกหลอนผมบ้างเท่านั้น
    และทุกคราวที่ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาในสภาพนั้น ความทรงจำเรื่องของผมกับเธอก็จะกลับมากระจ่างชัดในห้วงคำนึงอีก แต่มันก็เป็นเพียงชั่วครู่ชั่วคืน พอรุ่งเช้าเมื่อแสงอาทิตย์มาถึง ฝันร้ายของคืนวานก็ค่อย ๆ เลือนไปกับความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
    แต่ถึงมันจะเป็นฝันร้ายที่ตามมาหลอกหลอนผมขนาดนั้น อย่างน้อยผมก็ยังพูดได้เต็มปากเต็มคำล่ะว่าผมเคยมีความรัก และอาจเป็นเพราะผมกับเธอได้ใช้วันเวลาอันหอมหวานของความรักไปด้วยกันในช่วงวัยที่หอมหวานที่สุดในชีวิตก็ได้ มันถึงทำให้เป็นเรื่องที่ใต้สำนึกของผมต้องจดจารึกไว้อย่างยากจะลืมเช่นนี้ ความจริงแล้วผมรู้ดีว่าไม่ว่าในวันนี้หรืออีกหลาย ๆ ปีต่อไปเมื่อผมเติบโตและแก่ชราลง ความทรงจำเรื่องของผมกับเธอก็ยังคงติดอยู่กับผมตลอดไป ผมรู้ดี

    เสียงเพลงรักของนักร้องวัยรุ่นคนหนึ่งส่งเสียงแผ่ว ๆ อยู่ในห้องพักครูตอนที่ผมผลักประตูเข้าไป คงจะมีใครลืมเปิดวิทยุทิ้งเอาไว้ ปกติแล้วผมไม่ค่อยชอบเพลงสมัยใหม่พวกนี้เท่าไหร่ มันเหมือนกับถูกแต่งมาเพื่อให้ติดหูในระยะสั้น ๆ โด่งดังเพียงชั่วคืนเพื่อที่จะถูกลืมโดยง่ายดาย
    บ่ายที่น่าเบื่อ… ในห้องพักครูไม่มีคนอยู่ ผมเดินช้า ๆ มานั่งที่โต๊ะ ในมือของผมยังมีม้วนวีดิโอที่เพิ่งยึดมาจากนักเรียน พอพลิกพิจารณาดูก็เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นพวกวีดิโอลามกแน่นอน หน้าปกไม่มีภาพอะไร ดูเผิน ๆ จะเหมือนวีดิโอเปล่า แต่ข้างตลับพิมพ์ชื่อหญิงสาวชาวอาทิตย์อุทัยและมีรูปเจ้าของชื่อนุ่งน้อยห่มน้อยเสียบซ่อนอยู่ในซอง
    แล้วผมจะทำอย่างไรกับวีดิโอม้วนนี้ดีล่ะ ความจริงแล้วด้วยความเป็นผู้ชายที่ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ใจหนึ่งผมก็อยากเอาไปเปิดดูเหมือนกัน แต่ความคิดนี้ก็ถูกบัดตกไปอย่างรวดเร็วด้วยเหตุผลสองข้อ หนึ่งคือผมยังเป็นครูใหม่ไฟแรงอยู่ ถึงจะไม่มีใครรู้แต่ผมก็ไม่อยากให้จิตสำนึกของผมต้องมาแปดเปื้อนเพื่อเรื่องเล็ก น้อยอย่างนี้…
    และสองก็คือผมยังไม่มีเครื่องเล่นวีดิโอเป็นของตัวเอง
    “อ้าวครูแอ๊ด ทำไมทำหน้าเครียดอย่างนั้นล่ะ” อาจารย์มาลีส่งเสียงทักมาแต่ไกล เด็กหนุ่มหน้าตาเรียบร้อยที่ชื่อนายดนัยหอบตั้งสมุดการบ้านตามหลังเธอมาหอบใหญ่
    “ไม่มีอะไรหรอกครับ” ผมยังไม่อยากพูดเรื่องนี้ต่อหน้าเด็กนักเรียน ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ไป จริง ๆ แล้วอาจารย์มาลีก็เป็นอาจารย์รุ่นพี่ที่ผมสนิทพอสมควร อายุมากกว่าผมราว ๆ สิบปีได้ เธอสอนวิชาคณิตศาสตร์เหมือนผม เป็นอาจารย์คนเดียวที่ผมเรียกด้วยสรรพนามบุรุษที่สองว่า “พี่” แทนคำว่า“อาจารย์”
    “วีดิโออะไรจ๊ะ วางอยู่บนโต๊ะน่ะ” รอจนนายดนัยออกจากห้องไปแล้วเธอจึงถามขึ้น คงสังเกตออกตั้งแต่เมื่อครู่แล้วว่าเจ้าวีดิโอม้วนนี้นี่แหละที่เป็นต้นเหตุของความยุ่งยากในใจผม
    “พวกวีดิโอลามกน่ะครับ ผมยึดมาจากชั้นเรียน เห็นพวกนายอภิชัยเขาแอบส่งกันใต้โต๊ะเลยริบเอามาเสีย เฮ้อ… นึกแล้วเศร้านะครับ นี่แค่เด็กม.3เท่านั้นเอง”
    “เธอยังดีนะเจอแค่วีดิโอ วันก่อนพี่เจอกับตาเลย เด็กม.ปลายน่ะ นั่งกอดกันในห้องเรียนเลยนะ”
    “โรงเรียนเราเนี่ยนะครับ” ผมรู้สึกประหลาดใจกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับ
    “ทีแรกพี่ก็ไม่แน่ใจนะ มองอยู่ห่างๆน่ะ ตอนหลังมันดันจูบกันเลยแฮะ พี่งี้เดินหน้าชาเข้าไปด่าเลยนะ อะไรกันนักหนานะเด็กสมัยนี้…”
    อาจารย์มาลีเดินบ่นอะไรไปอีกสองสามคำ แล้วจึงเริ่มนั่งลงตรวจการบ้านของนักเรียน
    ผมกลับมาจมอยู่กับความคิดของตัวเองอีกครั้ง นึกไปนึกมาถึงเรื่องที่อาจารย์มาลีพูดก็ได้แต่ถอนใจให้กับโลกปัจจุบัน ปัญหาชู้สาวเป็นเรื่องคู่กับโรงเรียนสหศึกษาแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่นับวันมันยิ่งรุนแรงและโจ่งแจ้งมากขึ้น ผมคว้าวีดิโอเจ้าปัญหามาดูอีกครั้งก่อนจะค่อย ๆ หย่อนมันลงถังขยะข้างโต๊ะไป ถึงเด็กรุ่นหลังจะมีสิ่งล่อตาล่อใจให้เสียคนมากขึ้น แต่ผมก็ยังเชื่อว่าเรายังมีคนดีที่เป็นความหวังของอนาคตอยู่เสมอ อย่างใครล่ะ… อย่างเด็กหญิงวรรณนานั่นไงที่ได้รับรางวัลประพฤติดี 3 ปีซ้อน หรืออย่างนายดนัยที่เพิ่งช่วยอาจารย์มาลียกการบ้านมานี่ก็สอบได้ที่ 1 เสมอ ในอนาคตเขาต้องสอบได้ทุนอะไรสักอย่างไปเรียนเมืองนอกแน่ ก็มันเป็นหน้าที่ของครูมิใช่หรือที่จะต้องคอยดูและชี้ทางที่ถูกต้องให้กับพวกเขา ไอ้เด็กที่ดีอยู่แล้วก็คอยดูอย่าให้เสีย ไอ้เด็กที่เสียแล้วเราก็ต้องแก้ไขให้กลับตัวกลับใจ เมื่อเขาเติบโตขึ้นจะได้ไม่เป็นปัญหาของสังคมต่อไป
    คิดมาถึงตอนนี้ผมก็รู้สึกถึงพลังแห่งการต่อสู้ที่ยังพอจะหลงเหลืออยู่ในหัวใจของตัวเองบ้าง ก็ไม่รู้ว่าพลังที่ว่านี้จะอยู่กับผมไปอีกนานแค่ไหน
    เพลงวัยรุ่นของศิลปินที่ผมไม่รู้จักยังคงดังแผ่วๆ อยู่ คราวนี้เป็นเพลงช้าๆ เนื้อร้องคร่ำครวญถึงความรักครั้งแรกที่ไม่สมหวัง เจ้าศิลปินหนุ่มน้อยบอกว่าเขาไม่สามารถอยู่โดยไม่มีเธอคนนั้นได้ เขาจะไม่ลืมเธอตลอดไป …อะไรทำนองนั้น

    เธอกับผมเรียนอยู่ชั้นเดียวกันตอนชั้น ม.6 เรื่องของเราสองคนเริ่มต้นตรงที่ผมประทับใจเธอและเธอก็มีความรู้สึกดี ๆ ให้กับผม หลังจากผ่านการสบตา จดหมายรัก และการล้อเลียนของเพื่อนๆ ไปแล้ว เราก็เริ่มไปไหนมาไหนด้วยกัน พอเทอมสุดท้ายเราก็ไปโรงเรียนด้วยกัน ทานข้าวกลางวันด้วยกัน และกลับบ้านด้วยกัน
    แทบทุกคืนเราจะคุยโทรศัพท์กันเป็นชั่วโมงๆ ด้วยเรื่องที่เป็นเรื่องและไม่เป็นเรื่อง เราพร่ำถึงคำสัญญาที่ว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันและคณะเดียวกัน ….เราจะเติบโตไปพร้อมๆ กัน
    ถึงแม้คำสัญญาจะทำให้เราตั้งใจเรียนมากขึ้น แต่ความรักก็ไม่ใช่สิ่งที่ประกันอนาคตได้เสมอไป เมื่อผลการสอบเอนทรานซ์ปรากฏว่าเธอต้องไปเรียนต่อที่เชียงใหม่และผมต้องเรียนครุศาสตร์อยู่ที่กรุงเทพ แรกๆเราก็ยังคงติดต่อกันทางโทรศัพท์และจดหมาย แต่ชีวิตในมหาวิทยาลัยก็เหมือนโลกใบใหม่ สังคมใหม่ๆ ที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวตนไปบ้าง ในที่สุดผมก็รู้สึกได้ว่าระยะทางและเวลากำลังทำหน้าที่ของมันช้าๆ
    เราห่างกันออกมาเรื่อย ๆ ระยะหลังที่เราโทรคุยกันเธอก็จะพูดแต่เรื่องของเธอในขณะที่ผมเล่าเรื่องของผม จนวันหนึ่งผมก็ทนกับความคิดที่ว่าเราจะไม่ได้ลงเอยด้วยกันไม่ได้อีกต่อไป ก่อนสอบปลายภาคสามสี่วันผมถึงกับขึ้นรถไฟไปเชียงใหม่คนเดียว เพียงเพื่อไปถามย้ำคำสัญญาต่าง ๆ จากเธออีกครั้ง
    ผมยังจำภาพทิวทัศน์มืดดำที่ถูกรางรถไฟฉีกกระชากออกจากกันได้ดี ความเหงาที่ผสมกับความไม่มั่นใจเข้ามาเกาะกุมหัวใจผมอยู่ตลอดทางไป ในท่ามกลางความรู้สึกอันสับสนนั้นผมเฝ้านึกถึงแต่ภาพตัวเองได้กอดเธอไว้ในอ้อมแขน ผมจะกอดเธอให้แน่นอยู่อย่างนั้นจนผมแน่ใจในทุกสิ่งทุกอย่าง

    ตอนที่ผมเดินออกมาจากห้องพักครูก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว ในสนามเหลือเด็กแค่หกเจ็ดคนที่ยังวิ่งไล่ลูกฟุตบอลอยู่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตามอาคารเรียนยังมีห้องเรียนอีกสี่ห้าห้องที่ยังเปิดไฟสว่าง ซึ่งนั่นเป็นเครื่องหมายแสดงว่าในห้องนั้นยังมีการเรียนพิเศษที่ยังไม่แล้วเสร็จอยู่
    ปกติในเวลานี้ผมจะกลับถึงหอพักแล้ว แต่เย็นนี้ผมมีนัดกับผู้ปกครองของนักเรียนคนหนึ่ง เขาต้องการให้ลูกชายเรียนพิเศษเพิ่มเติมกับผมอาทิตย์ละครั้งเพื่อให้ได้คะแนนสอบที่ดีขึ้น ทั้งที่ความจริงคะแนนของเด็กคนนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเรามักจะถามถึงสิ่งที่ดีกว่า
คำถามเล็ก ๆ ที่ผุดขึ้นในหัวผมตอนนี้ก็คือผมควรจะคิดค่าสอนยังไงถึงจะเหมาะสม ใจหนึ่งแล้วผมตั้งใจจะบอกปฏิเสธกับผู้ปกครองคนนั้นไป เพราะรู้สึกว่าการสอนพิเศษให้กับเด็กบางคนที่มีเงินจ้างครูจะเป็นการเลือกปฏิบัติมากเกินไป แต่ไอ้ครั้นจะสอนพิเศษให้ฟรี ๆ มันก็ดูช่างเป็นคนทุ่มเทให้กับนักเรียนเหลือเกิน
    ปัญหาของผมก็คือผมยังเป็นครูหนุ่มที่ยังอยากยึดอุดมคตินิด ๆ หน่อย ๆ ไว้บ้าง การที่ได้ผ่านโลกมาบ้างทำให้ผมรู้ดีว่าในวันหนึ่งผมก็ต้องโอนอ่อนไปตามกระแส วันหนึ่งผมก็ต้องเติบโตมีครอบครัว มีภาระและค่าใช้จ่ายมากขึ้น ถึงตอนนั้นใครเล่าจะทนกินอุดมคติไหว ผมนึกเข้าใจและเห็นใจเหล่าอาจารย์ในห้องเรียนที่ยังเปิดไฟสว่างสี่ห้าห้องนั้นจับใจ
    ตอนที่พวกเขายังเป็นหนุ่มสาว เขาหรือเธออาจเป็นครูที่กินอุดมคติกว่าผมหลายเท่าก็ได้
    หรือบางทีผมควรจะไปศึกษาดูไว้ก่อนว่าเขาสอนพิเศษกันยังไง ยังไงวันหนึ่งก็คงหนีไม่พ้นอยู่แล้วนี่นา… คิดถึงตรงนี้สองเท้าของผมก็ออกเดินไปทางอาคารเรียน
    เด็กนักเรียนสองสามคนเดินลงบันไดสวนมา คนหนึ่งยกมือไหว้แต่อีกคนเดินผ่านเลยไป เป็นธรรมดาของอาจารย์ใหม่ ๆ ที่นักเรียนบางคนไม่รู้ว่าจะยกมือไหว้ดีหรือเปล่า เพราะยังไม่แน่ใจว่าไอ้หมอนี่เป็นครูหรือเป็นแค่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งในโรงเรียนกันแน่
    สองสามห้องแรกที่ผมผ่านไปสังเกตการณ์จะคล้ายกัน อาจารย์ที่ยืนสอนอยู่หน้ากระดานดำจะเป็นอาจารย์ประจำวิชาหลัก ๆ พวกภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ แต่ละห้องจะมีเด็กนั่งอยู่ราวสิบกว่าคน ผมลองคำนวณดูคร่าว ๆ ในใจว่าถ้าเก็บเด็กคนละ 100 บาทต่อครั้ง วันหนึ่งก็คงได้เป็นพันเลยทีเดียว
    แล้วห้องที่สามผมก็พบอาจารย์มาลี
    “อ้าวครูแอ๊ด ยังไม่กลับอีกเหรอ” เธอร้องทัก
    “พี่ก็สอนพิเศษเหรอครับ” ผมถามออกไปด้วยความแปลกใจ
    “ฮือ… เดี๋ยวก็เลิกแล้วล่ะ แล้วเธอล่ะมาด้อม ๆ มอง ๆ อะไร จะมาช่วยพี่สอนเหรอ”
    ผมได้แต่หัวเราะแหะ ๆ ก่อนจะเดินจากมา ไป ๆ มา ๆ ผมกลับเป็นฝ่ายเขินเสียเอง หรือเป็นผมเองที่คิดมากจนเกินไป ไอ้เรื่องการสอนพิเศษมันก็เป็นเรื่องธรรมดาแท้ ๆ ครูคนไหนมีโอกาสก็ต้องรับสอนกันทั้งนั้นแหละ
    แต่อาจารย์ที่สอนอยู่ห้องสุดทางเดินนั้นคงจะมีนักเรียนน้อยจริง ๆ ล่ะมั๊ง ถึงได้เปิดไฟเพียงครึ่งห้อง ไม่เหมือนห้องอื่นๆ ที่ถึงจะมีคนอยู่สิบกว่าคนก็ยังเปิดไฟสว่างทั้งห้อง ใครกันหนอ สอนวิชาอะไรถึงได้มีนักเรียนน้อยขนาดนั้น
    เมื่อผมชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้อง แวบแรกผมกลับเห็นห้องว่างเปล่า หรือจะมีคนลืมเปิดไฟทิ้งไว้ แต่เมื่อผมก้าวเข้าไปในห้องตั้งใจจะปิดไฟ ผมก็สังเกตเห็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่หลังห้อง เมื่อพิจารณาดูเงียบๆ ชั่วครู่ผมก็เดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้
    ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปเปิดสวิตช์ไฟ
    ไฟทั้งห้องสว่างพรึบ! เด็กนักเรียนชายหญิงคู่นั้นผละออกจากกันโดยสัญชาติญาณทันที เสื้อผ้าของทั้งคู่ยังไม่ถึงกับหลุดลุ่ย แต่ก็เรียกได้ว่าไม่เรียบร้อยนัก
    เด็กหนุ่มหันหน้ามาทางผมช้า ๆ….

    ความสดใสของเมืองเชียงใหม่หน้าหนาวในตอนนั้น ไม่ได้ทำให้อาการร้อนรนในใจผมผ่อนคลายลงไปได้เลย ผมมาถึงหอพักของเธอตอนบ่ายแก่ ๆ พอสอบถามคนแถวนั้นก็ได้ความว่าเธอกำลังติดเรียนอยู่ที่คณะ ผมตัดสินใจตามไปหาเธอทันที ก็จะรออยู่ทำไมล่ะ ในเมื่ออุตส่าห์อดหลับอดนอนเฝ้านึกถึงเธออยู่บนรถไฟมาได้ทั้งคืน อีกเพียงนิดเดียวก็จะได้เจอเธอแล้ว เธอที่ผมไม่ได้เห็นหน้ามาหลายเดือนเหลือเกิน
    แต่กว่าผมจะหาอาคารเรียนของเธอเจอก็เป็นเวลาเลิกเรียนไปแล้ว นักศึกษาทยอยเดินออกมาจากห้องเรียนเป็นกลุ่ม ๆ ผมถามคนโน้นคนนี้ว่าเห็นเธอหรือเปล่าอยู่พักหนึ่ง จนในที่สุดก็มีคนบอกว่าเพิ่งเห็นเธออยู่ที่โรงอาหาร
    ผมรีบวิ่งไปทางทิศที่เข้าใจว่าเป็นโรงอาหารทันที เมื่อเข้าไปใกล้โรงเรือนสีทึมซึมเซานั้นผมก็เห็นเธอ… แม้อยู่แต่ไกลผมก็จำได้ว่าเป็นเธอ
    ทุกวันนี้ผมยังจำรอยยิ้มที่สวยงามของเธอในวันนั้นได้ดี มันดูสว่างไสวเหมือนกับว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงอีกต่อไป อดีตหรืออนาคต เรื่องของเราหรือเรื่องของคนอื่น ๆ ในวันนั้นเธอยิ้มและหัวเราะอย่างนั้นจริง ๆ ผมทำได้เพียงยืนมองเธออยู่แต่ไกลอย่างนั้น ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวไปหาเธอเพราะกลัวว่าความประหลาดใจจะทำให้ความสุขของเธอในเวลานั้นต้องกระทบกระเทือนไป
    ดูเธอช่างมีความสุขมากมายเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของชายคนนั้น…

    “นายดนัย!” ผมอุทานเรียกชื่อของเด็กหนุ่มออกมา ต่อให้ใช้จินตนาการสักเพียงไหนผมก็ไม่มีวันนึกได้ว่าจะมาเจอเด็กเรียนอย่างดนัยในสภาพนี้
    “พวกเธอทำอะไรกันอยู่น่ะ” ผมถามออกไปทั้งที่พอจะรู้คำตอบอยู่ในใจ
    “ไม่ได้ทำอะไรครับ…” สายตาเด็ดเดี่ยวของดนัยจ้องตอบผมเขม็ง ส่วนเด็กหญิงก้มหน้าลงมองพื้น
    “เธอทั้งสองคนตามครูไปที่ห้องพักครูเดี๋ยวนี้เลย”
    เราสามคนเดินไปด้วยกันเงียบ ๆ ตอนนี้ผมถึงนึกชื่อของเด็กหญิงหน้าใสคนนี้ได้ เธอชื่อปราณี อยู่ชั้นม.3 เหมือนดนัยแต่คนละห้องกัน จริง ๆ แล้วผมเคยเห็นทั้งสองคนเดินไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ จำได้ว่านายดนัยเคยถูกเพื่อนๆ ล้อเรื่องปราณีในห้องเรียนด้วยซ้ำ
    ระหว่างทางผมก็นึกอยู่ในใจว่าจะสั่งสอนเด็กสองคนนี้อย่างไร ถ้าเป็นอาจารย์มาลีก็คงจะดุว่าแรง ๆ แล้วก็คงเอามาบ่นกับเพื่อนอาจารย์ แต่นั่นมันก็ยังไม่ใช่วิธีที่จะทำความเข้าใจกับปัญหาอย่างถ่องแท้ ยิ่งในกรณีนี้เป็นเด็กที่เป็นความหวังของโรงเรียนอย่างดนัย ไม่ใช่เด็กเกเรอย่างพวกนายอภิชัยนั่น
    และคนที่เป็นครูก็คือผม

     “เราเหงามาก แอ๊ดเข้าใจเรานะ” ผมจำได้ดีว่านั่นคือประโยคสุดท้ายของเธอในการสนทนาครั้งสุดท้ายของเรา แต่ตอนจบของเรื่องระหว่างเรามันกลับอยู่อีกหลาย ๆ เดือนหลังจากนั้น ที่ผมบังเอิญได้พบเพื่อนเก่าของผมอีกคนหนึ่ง เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกัน เขาเล่าว่าเขาก็ไปเรียนที่เชียงใหม่ที่เดียวกับเธอ และเขารู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่าผมกับเธอต้องเลิกกัน
    เหตุผลก็คือเขาได้รู้ได้เห็นมาตลอดว่าเมื่ออยู่ที่นั่น เธอกลับกลายเป็นสาวเสน่ห์แรง …เปลี่ยนผู้ชายเป็นว่าเล่น
    น่าแปลกที่เวลานั้นผมสามารถรับฟังคำพูดของเขาด้วยความรู้สึกเฉยชา แต่จนภายหลังเมื่อผมอยู่คนเดียว ในคืนที่ผมไม่สามารถข่มใจให้หลับลงได้ เจ้าความละอายก็คืบคลานเข้ามาหาผมช้าๆ …ช้าๆ มันเข้ามาโอบกอดผมอย่างอ่อนโยน
    ในความมืดนั้นผมเห็นเงาของเธออยู่ลาง ๆ ผมเห็นเธอร่าเริงอยู่กับชายคนแล้วคนเล่า มันทำให้ผมต้องลนลานกลับไปค้นหาในความทรงจำ นึกถึงเวลาแห่งวัยหนุ่มที่ผมมีความสุขที่สุด ผมเองเป็นคนแรกที่ได้จูบเธอ…
    แต่ทันใดเจ้าความละอายก็ตะคอกใส่ผมว่า เพราะจูบของเอ็งนั่นแหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด เป็นจุดเริ่มของการหลงใหลในความปรารถนาอันไม่เคยพอ ก็เอ็งใช่ไหมที่เป็นคนเริ่ม?
ผมเพียงก้มหน้าแล้วหลับตาลง และในการหลับใหลนั้นเอง บางครั้งผมจะฝันถึงวันเวลาที่รอคอยเราอยู่ในอนาคต สถานที่ ๆ ผมไม่เคยไป ….หรือสิ่งที่เราสองคนไม่เคยทำร่วมกัน

    เราสามคนนั่งลงบนชุดโซฟาในห้องพักครู เด็กทั้งสองมีสีหน้าเครียดจนเห็นได้ชัด ทันทีที่ผมซักไซร้เด็กหญิงก็เริ่มร้องไห้ ดนัยทำท่าจะเข้าไปโอบปลอบแต่ก็ยังเกรงสายตาผมอยู่ จึงเพียงแต่กระซิบปลอบเบา ๆ เท่านั้น
    “ปราณีเธอยังไม่ต้องคิดมาก ครูยังไม่ได้บอกว่าจะลงโทษเธอสองคนสักหน่อย เอาล่ะ เดี๋ยวเธอไปนั่งรอที่ม้านั่งหน้าห้องนะ ให้ครูคุยกับดนัยก่อน” ในที่สุดผมก็ตัดบท
เมื่อปราณีออกไป ดนัยก็ยืดตัวขึ้นจ้องหน้าผมตรง ๆ แล้วเริ่มพูด
    “ครูครับ… ผมรักปราณีครับ ครูคงไม่เคยเข้าใจความรู้สึกแบบนี้หรอก ในอนาคตเราจะแต่งงานกัน แล้ว… แล้วเมื่อกี้นี้เราก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายด้วย ผมแค่กอดเธอเท่านั้นจริง ๆ นะครับ”
หรือจะถูกของดนัยที่ผมไม่เคยเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ ถึงผมจะมีความรักในวัยเรียนแบบเขาแต่ผมอาจไม่เคยเข้าใจมันเลยก็ได้
    “แต่เธอจะแน่ใจในอนาคตได้ยังไงล่ะ เธอจะรู้ได้ยังไงว่าเธอสองคนจะลงเอยด้วยกัน ในอนาคตเธอยังจะต้องพบผู้คนอีกตั้งมากมาย เธอแน่ใจจริง ๆ แล้วหรือว่าเธอจะมั่นคงกับปราณีได้ตลอดไป”
    “ผมแน่ใจที่สุดครับ ผมคิดของผมว่าเวลาหนึ่งชีวิตของเราไม่มากพอที่จะให้เรามีความรักแท้ให้ใครมากกว่าหนึ่งคนหรอกครับ”
    เด็กหนอเด็ก ชีวิตไม่ใช่เทพนิยาย คนบางคนอาจไม่เคยเจอคนที่เหมาะสมกับตัวเองเลยก็ได้ แต่วันหนึ่งเขาก็ยังต้องเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิตอยู่ดี …แต่ความคิดแบบนี้ของดนัยจะคล้ายกับความคิดของผมในตอนนั้นหรือไม่ ผมก็จำไม่ได้เสียแล้ว
    “ผมขอร้องครับอาจารย์” เหมือนดนัยจะร้องไห้ “ผมไม่เคยมีความคิดจะชิงสุกก่อนห่ามเลย แต่… แต่บางครั้งเราก็เกินเลยกันไปบ้าง แบบเมื่อกี้นี้ ผมแค่กอดเธอเบาๆ เท่านั้นนะครับ …ต่อไปนี้ผมสัญญากับอาจารย์ว่าจะไม่แม้แต่แตะมือเธออีก จนกว่า… จนกว่าจะถึงเวลาที่เราพร้อมและทุกคนยอมรับจริงๆ… ผมสาบานด้วยเกียรติของลูกผู้ชายครับ”
    ผมนิ่งคิด ประสบการณ์ในอดีตพร่ำสอนผมอยู่ทุกคืนว่าความรักที่ปราศจากสติมีแต่จะนำความทรงจำที่เจ็บปวดมาให้ แต่ตอนนี้นายดนัยเด็กหนุ่มที่มีอนาคตไกลคนนี้กำลังจ้องผมลึกลงไปในดวงตา เหมือนจะถามผมว่าแล้วครูล่ะ เชื่อในความรักหรือเปล่า… หากโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยสิ่งเลวร้าย เต็มไปด้วยผู้คนที่มัวเมาอยู่กับความต้องการอันไม่สิ้นสุด เต็มไปด้วยสิ่งล่อใจให้เราไม่อาจแยกความรักออกจากความใคร่ แล้วครูยังจะเชื่อในความรักที่เด็กหนุ่มคนนี้พูดถึงอยู่หรือเปล่า
    “ครูเชื่อเธอ…” ผมหลับตา มองเห็นใบหน้าของเธออยู่เต็มมโนภาพ

    “ตกลงอาจารย์จะสอนพิเศษให้ลูกชายผมไหมครับ” ท่าทางเขาดูช่างเหนื่อยล้าเหลือเกิน ราวกับว่าถ้าผมตอบปฏิเสธเขาตอนนี้ เขาจะต้องเป็นลมล้มพับไปต่อหน้าผมแน่
    “ครับ ผมจะสอนให้ แต่คุณไม่ต้องให้เงินผมหรอก ผมคงไม่ถึงกับสอนเขาเป็นประจำทุก ๆ วันหรอก คุณคุยกับลูกชายคุณดูสิครับ ถ้าเขาอยากรู้หรือมีบทเรียนไหนที่ไม่เข้าใจก็ให้มาถามผมได้เสมอ ผมยินดีจะอยู่มืดๆ ค่ำๆ กับเขาจนกว่าเขาจะเข้าใจครับ ให้เขาเป็นฝ่ายเข้ามาถามผมเองดีกว่านะ”
    “เอ… จะดีหรือครับ มันจะได้ผลเหรอ” เขาคงแปลกใจกับคำตอบของผม ทั้งที่ความจริงมันเป็นเรื่องธรรมดาแท้ ๆ
    “ก็มันเป็นหน้าที่ของครูอยู่แล้วนี่ครับ แล้วผมว่าถ้าเด็กไม่อยากจะบังคับยังไงมันก็ไม่เข้าหัวหรอก”
    “เอาอย่างนั้นก็ได้… เดี๋ยวผมจะคุยกับเด็กเอง ขอบคุณอาจารย์มากครับ” ในที่สุดก็เหมือนเขาจะเข้าใจ ความคิดของผมต่างหากที่เป็นปกติ ไอ้การที่ใคร ๆ ต่างพากันหาโอกาสเข้าตัวต่างหากที่ทำให้เราเป็นบ้าไป
    ผมได้แต่หวังว่าโอกาสที่ผมให้กับดนัยไปเมื่อเย็นนี้จะไม่ใช่สิ่งสูญเปล่า จนวันหนึ่งเมื่อเราทุกคนเติบโตขึ้นกว่านี้ คงเป็นวันที่ไม่มีใครต้องเสียใจ
    …และจะเป็นวันที่เราเข้าใจอะไรๆ รอบตัวเราได้มากขึ้นเสียที

ตะเฆ่สัน 25/7/41

ตีพิมพ์ครั้งแรก ช่อการะเกด 10/11/41

* * * * * * * * * *

    สองวันก่อนผมได้ข่าวว่าช่อการะเกดจะกลับมาอีกแล้วนะครับ คราวนี้ได้รับการสนับสนุนจากทางทีวีบูรพา นับว่าเป็นข่าวดีในแวดวงน้ำหมึกที่ทำให้เลือดนักเขียนเรื่องสั้นของผมสูบฉีดเร่งร้อน รู้สึกถึงชีพจรที่ยังเต้นตุบๆ ประมาณนั้นเลยนะครับ
    กลับมาที่เรื่องสั้น ‘จนเราเติบโต’ ก่อน เรื่องนี้เป็นการเขียนเรื่องสั้นเรื่องที่ 16-17 ของผมเข้าไปแล้ว เป็นเรื่องที่ใช้พลังในการเขียนเยอะมากๆ เรื่องหนึ่ง ใช้เวลาในการปลุกปั้นอยู่เป็นเดือนเหมือนกัน (สมัยนั้นผมยังเขียนหนังสือช้าด้วยน่ะครับ) แต่พอเขียนเสร็จแล้วก็ภูมิใจ ทั้งหมดเป็นเรื่องแต่งนะครับ ที่ผมพยายามใส่ประเด็นหลายๆ อย่างลงไป แต่ก็มีธีมร่วมอยู่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือวิธีการเล่าเรื่องที่ตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ก่อนจะจบด้วยการมองไปในอนาคต
   ผมคิดว่าชีวิตเราส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนี้ล่ะครับ ดำเนินไปในปัจจุบันโดยมีภาพจากอดีตติดอยู่ในความทรงจำ แล้วก็ชอบเพ่งมองไปในอนาคตอย่างมีความหวัง.