ปกติแล้วเรื่องสั้นของผมแทบทั้งหมดจะเป็นเรื่องแต่งครับ
    แต่ก็คล้ายๆ อย่างที่เขาพูดกันว่า ‘ชีวิตจริงบางทีก็ยิ่งกว่านิยาย’ บางทีผมก็ได้ไอเดียเรื่องสั้นบางเรื่องจากชีวิตจริงอยู่เหมือนกัน จะเรียกว่า ‘ชีวิตจริงบางทีก็ยิ่งกว่าเรื่องสั้น’ ก็ได้ครับ
    ตอนที่ผมยังเป็นสถาปนิก ผมเลือกเป็นสถาปนิกแบบที่เขาเรียกว่า Site Architect ครับ ซึ่งไม่ได้เป็นสถาปนิกที่มีหน้าที่ออกแบบ (Designer) แต่ว่าเป็นสถาปนิกที่อยู่หน้างานก่อสร้าง คอยควบคุมดูแลให้งานก่อสร้างมันเป็นไปตามแบบที่สถาปนิกผู้ออกแบบเขาวาดมา
    การใช้ชีวิตอยู่หน้าไซต์งานในโปรเจกต์แรกๆ นั้นก็ยังไม่มีอะไรครับ อาจจะตื่นเต้นกับการประชุมประจำสัปดาห์ที่ทุกฝ่ายทั้งผู้รับเหมา เจ้าของโครงการ ผู้ออกแบบ มานั่งประชุมกัน แล้วก็โต้ตอบถกเถียงกันเรื่องงาน (ซึ่งมีเบื้องหลังคือทุกคนต้องพยายามรักษาผลประโยชน์ของตัวเองให้ได้มากที่สุดอยู่ด้วย) ทำงานอยู่เป็นปี ผมก็ได้มาเป็นสถาปนิกคุมงานก่อสร้างในไซต์งานหนึ่งที่ผมประทับใจสุดๆ คือโครงการก่อสร้างตลาด ‘จตุรัสรังสิต’ มันเป็นตลาดคล้ายๆ จตุจักรนะครับ แต่ว่าอยู่บริเวณหน้าฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต ผมคุมงานกับที่นี่สนุกมากๆ ต้องเจอกับผู้รับเหมาที่ลูกทุ่งมากๆ บทที่นึกจะโกงก็โกงกันแบบหน้าด้านๆ เลย แล้วสภาพรังสิตตอนนั้นก็ยังไม่เจริญมากเหมือนตอนนี้ เรียกว่ากำลังจะเจริญดีกว่า รอบๆ เต็มไปด้วยการก่อสร้างครับ ผมต้องไปเช้าอพาร์ทเมนต์แบ่งกันอยู่กับพี่วิศวกรอีกคน เป็นการออกไปอยู่นอกบ้านแบบจริงจังครั้งแรกเลยล่ะ
    ช่วงนั้นผมก็ยังเขียนเรื่องสั้นอยู่ แล้วเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นที่จตุรัสรังสิตก็ทำให้ผมได้เรื่องสั้นเรื่องนี้มา มันได้ตีพิมพ์ในนิตยสารแพรวในเวลาไม่นาน และได้รับคำชมจากคนอ่านมาไม่น้อย
    เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมภูมิใจนะครับ

* * * * * * * * * *
faith1.jpg

 แด่ความไม่ศรัทธาของข้าพเจ้า

    เที่ยงสี่สิบห้านาที แสงแดดจัดจ้าและร้อนแรง วูบหนึ่งสายลมอบอ้าวพัดเอาฝุ่นมาเข้าหน้าหอบใหญ่ ผมควักผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตาและเช็ดหยดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามใบหน้า จากตรงที่ผมยืนอยู่สามารถมองเห็นพวกคนงานก่อสร้างกำลังล้อมวงกินข้าวกันเป็นกลุ่มๆ อยู่ในร่มเงาอาคาร บางคนที่กินเสร็จแล้วก็ล้มตัวลงงีบนอนเพื่อเอาแรงไว้ต่อสู้กับงานหนักในช่วงบ่ายต่อไป
    แต่ไม่ว่าเปลวแดดจะแผดร้อนแค่ไหน ทั้งเขาและผมก็ยังคงยืนอยู่คู่กันอย่างมั่นคงกลางลานกว้าง นึกๆ แล้วมันก็แลดูน่าหัวเราะอยู่เหมือนกันที่เราสองคนมายืนด้วยกันได้ เขาอยู่ในชุดพราหมณ์สีขาวสะอาด ในมือถือตำราเก่าขาด ขณะที่ผมผูกเนคไทสีแสบและในมือถือแบบพิมพ์เขียว …เรายืนเผชิญหน้ากันเหมือนเป็นคู่ต่อสู้ที่แต่ละฝ่ายต่างก็เป็นตัวแทนของอะไรสักอย่าง
    “เอาตรงหัวโค้งนี่ก็ได้” เขาพูดเนิบๆ …ความหมายเต็มของประโยคนี้คือให้วางศาลพระพรหมไว้ตรงหัวโค้งนี่ก็ได้
    “มีตำแหน่งอื่นที่ใช้ได้อีกไหมครับ” ผมเค้นเสียงพูดเหมือนรำคาญเขาเต็มที พยายามทำท่าทางให้เขารู้ว่าผมก็เชื่อมั่นในวิชาชีพของผมไม่น้อยกว่าที่เขาเชื่อในวิชาชีพของเขา
    “ตรงนี้แหละดีแล้ว ทั้งทิศทั้งตำแหน่ง เหมาะที่สุดแล้ว” เขาพูดเนิบๆ อีก แล้วหรี่ตามองผมเหมือนกับจะบอกให้รู้ว่ากูก็รำคาญมึงเหมือนกัน
    “แล้วถ้าเป็นตรงสวนหย่อมโน่นล่ะครับ ผมว่าตรงหัวโค้งนั่นมันจะบังหน้าร้านค้าไปหน่อยนะ”
    เขาเงียบ…
    “ศาลพระพรหมอยู่ในสวนก็ดูร่มรื่นดีนะครับ เวลามีคนมาสักการะก็เป็นสัดเป็นส่วนไม่วุ่นวาย” ผมรุกเข้าไปอีก
    “ก็ดีๆ …แต่เอาให้พระพรหมหันด้านหน้ามาทางตลาดก็แล้วกัน” พ่อพราหมณ์ยินยอมในที่สุด “คุณต้องเตรียมฐานให้ศาลพระพรหมด้วย เป็นฐานกลมเส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งเมตรเก้าเซ็นติเมตร สูงยี่สิบสองเซ็นติเมตรนะ ตัวศาลซื้อสำเร็จรูปเอาก็ได้ แล้วพระพรหมกับพวกของในพิธีการทางเราจะเตรียมมาเอง”
    ผมจดข้อมูลที่เขาบอกลงในสมุดโน้ต
    “เรื่องฤกษ์ยามนี่คุณรู้แล้วใช่ไหม วันที่สี่เดือนหน้า เก้าโมงเก้านาที”
    “รู้ครับ… ฝ่ายธุรการบอกผมแล้ว” ผมจดกำหนดการทำพิธีตั้งศาลพระพรหมลงไปในสมุด — สี่มีนาคม เก้าโมง — ความจริงผมยังไม่รู้เรื่องนี้หรอก ก็ฝ่ายธุรการเพิ่งแจ้งให้ผมทราบเมื่อเช้านี้เองว่าตอนบ่ายจะมีพราหมณ์มาดูทำเลที่ตั้งศาลพระพรหม แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงพูดออกไปอย่างนั้น
    ปกติผมไม่เชื่อถือเรื่องโชคลางหรือเรื่องไสยศาสตร์อะไรพวกนี้เท่าไหร่ …ก็คนไม่เคยเจอผี ไม่เคยถูกเสกของเข้าท้องนี่ครับ เคยแต่ได้ยินมาว่าเวลาดูฤกษ์ยามนี่ให้ไปดูกับพระหรือหมอดู พอได้มาเห็นพราหมณ์ตัวจริงเข้าเลยรู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน ไม่ยักรู้ว่าพราหมณ์นี่ก็เป็นอาชีพที่ใช้หากินได้กับเขาเหมือนกัน แต่เอาเถอะ ก็คนทุกวันนี้ทำอะไรแปลกๆ ขึ้นทุกทีอยู่แล้วนี่
    ถ้ามองในมุมกลับแล้ว แม้แต่อาชีพสถาปนิกเองก็ยังมีคนอีกตั้งมากมายที่ไม่รู้ว่าอาชีพนี้เขามีไว้ทำอะไรกันบ้าง
    “ขอตัวก่อนก็แล้วกัน ต้องไปดูอีกหลายที่” พ่อพราหมณ์ตัดบทบอกลาเนิบๆ ไม่น่าเชื่อว่าอาชีพของเขาจะทำให้เป็นคนมีงานล้นมือได้เสียด้วย…

* * * 

    ผมโทรไปรายงานผลสรุปกับฝ่ายธุรการ แล้วขอให้ช่วยจัดซื้อศาลพระพรหมสำเร็จรูปมาให้ด้วย ขอให้เป็นสีออกน้ำเงินๆ เพื่อให้เข้ากับโทนสีของโครงการ ส่วนเรื่องรูปแบบให้ฝ่ายเขาตัดสินใจเองเลยเพราะพวกศาลสำเร็จรูปจะมีหน้าตาไม่ค่อยหนีกันอยู่แล้ว
    “เฮ้ย! พราหมณ์กลับไปแล้วเหรอวะ จะให้ดูลายมือให้ซะหน่อย” พี่เป้—วิศวกรโยธาร่างใหญ่ประจำโครงการ ผลักประตูพรวดเข้ามาถาม
    “กลับไปแล้วพี่ เอ๊ะ! พวกพราหมณ์นี่ดูลายมือได้ด้วยเหรอ”
    “ไม่ใช่เหรอวะ ก็ปกติเขาเอาไว้ทำอะไรบ้างล่ะ” พี่เป้ถามกลับ
    “ก็เอาไว้ทำพิธี เอาไว้ดูฤกษ์…. ไม่รู้สิพี่ ผมไม่เคยมีเพื่อนเป็นพราหมณ์ซะด้วย” ผมตอบแบบขอไปที แล้ววกมาคุยเรื่องงานต่อ “เออพี่เป้ เราต้องทำฐานให้ศาลพระพรหมด้วยนะ ฝากพี่ดูเรื่องโครงสร้างด้วย เดี๋ยวผมเขียนแบบให้”
    “เออๆ ดูให้ แล้วไอ้ตัวศาลนี่มันหนักแค่ไหนวะ ต้องใส่เสาเข็มหรือเปล่าวะนี่” เขาเดินบ่นพึมพำออกไป
    งานนี้ดูแล้วไม่น่ามีปัญหาอะไร ยังเหลือเวลาอีกตั้งสองอาทิตย์กว่าให้เตรียมการ แต่เพื่อความมั่นใจผมจึงคว้าแผ่นกระดาษขึ้นมาเริ่มร่างแบบคร่าวๆก่อน โดยยึดระยะต่างๆ ตามที่พราหมณ์บอก เฮ้อ!… ถ้าสร้างจริงแล้วระยะเพี้ยนไปสักสองสามมิลลิเมตรจะผิดตำราหรือเปล่าก็ไม่รู้

* * * 

    เวลาหมุนผ่านไปเรื่อยๆ ตามปกติ… งานก่อสร้างก็ค่อยๆ คืบหน้าไปตามปกติของมันเหมือนกัน ไซท์งานที่ผมประจำอยู่เป็นโครงการก่อสร้างตลาดนัดขนาดใหญ่ ซึ่งก็คงกินระยะเวลาในการก่อสร้างอยู่เกือบๆ ปีทีเดียว ตอนแรกผมเข้าใจว่าไม่น่าจะเป็นงานยากเย็นอะไร ก็แค่ตลาดเท่านั้น ไม่ได้มีงานส่วนที่เรียกว่า ‘งานสถาปัตย์’ ที่เป็นการตกแต่งความสวยงามมากมายนัก แต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่ง่ายอย่างที่คิดเท่าไหร่ เพราะเป็นงานก่อสร้างในช่วงหน้าฝนพอดี ประกอบกับได้ผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีสไตล์การทำงานแบบลูกทุ่งพอสมควร คือไม่รู้จักการทำงานตามแผนงานเท่าใดนัก ทุกๆ วันที่หน้างานจะมีอะไรให้วุ่นวายได้เสมอ หากเมื่อไหร่ที่ผมรู้สึกว่าตัวเองว่างงาน เพียงแค่ออกไปเดินเล่นรอบๆ สักครู่ก็จะเจอปัญหาให้ได้กลุ้มได้แก้ทุกที มีเรื่องใหม่เข้ามาทุกวันขณะที่เรื่องเก่าก็ยังไม่ได้สะสาง จึงไม่แปลกที่บางทีผมก็หลงลืมเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปบ้าง
    อย่างเรื่องศาลพระพรหมนี่ก็เหมือนกัน ผมเพิ่งมากระตือรือร้นอีกทีก็ตอนที่โฟร์แมนของผู้รับเหมามาบอกว่าเทปูนตรงตัวฐานกลมเสร็จแล้ว กังวลเล็กๆ อันดับแรกที่ผุดขึ้นมาก็คือเรื่องระยะ ผมรีบคว้าตลับเมตรแล้ววิ่งไปเช็คระยะที่หน้างานทันที
    ยี่สิบห้าเซ็นติเมตร! …เทคอนกรีตสูงเกินจากที่พราหมณ์กำหนดไปสามเซ็นติเมตร
    “สูงกว่าในแบบที่พี่ให้ผมนิดหน่อย ไม่เป็นไรมั้งพี่ แค่เซ็นต์สองเซ็นต์ ช่างปูนมันคงเสียดายปูนน่ะพี่ เทแล้วปูนเหลือเลยเทแถมให้…” เจ้าโฟร์แมนแสนกลพยายามเกลี้ยกล่อมให้ผมละเลยข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ
    “ไม่ได้โว้ย พราหมณ์เขากำหนดไว้แล้ว เดี๋ยวจะผิดเคล็ด”
    “แล้วพี่จะให้ผมทำยังไงล่ะ จะให้ทุบทิ้งแล้วเทใหม่อีกทีเหรอ ผมว่าพราหมณ์มันไม่มาเอาตลับเมตรวัดเหมือนพี่หรอก” เขาอ้าง …ผมว่ามันเป็นข้ออ้าง
    แต่คิดดูอีกทีถ้าจะให้ทุบแล้วทำใหม่คงเสร็จไม่ทันพิธีตั้งศาลแน่ เหลือเวลาอีกสองวันเท่านั้น ท่าจะต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นเสียแล้ว
    “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไม่ต้องแก้อะไรหรอก เดี๋ยวกูสั่งให้คนสวนถมดินรอบๆฐานให้สูงเพิ่มขึ้นอีกหน่อยมันก็ได้ระยะเองแหละ ทีหลังสั่งอะไรคนงานแล้วดูๆด้วยสิวะ คอยตามผลงานด้วย” ผมต้องทำเป็นโวยเล็กๆ น้อยๆ
    “โธ่พี่! ปกติผมก็ดูนา” เขายิ้มยียวน “แต่นี่ผมเห็นว่าเป็นแค่ฐานคอนกรีตธรรมดา ไม่นึกว่าพี่จะซีเรียสขนาดนี้นี่”
    “อ้าว…. ไม่ได้หรอกเรื่องความเชื่อนี่ต้องยอมๆ กันหน่อย” ผมพูดทิ้งท้ายก่อนจะหันไปเห็นพี่เป้วิ่งหน้าตื่นเข้ามา
    “เฮ้ย! ซวยกันใหญ่แล้วโว้ย ไอ้ศาลพระพรหมที่มึงให้ฝ่ายธุรการไปซื้อมาน่ะ มันท่าจะใหญ่กว่าฐานที่เราเตรียมไว้ว่ะ” เขาพูดรัว แล้วหยุดหอบแฮกๆ
    “อ้าว…เป็นไปได้ยังไง ศาลสำเร็จรูปมันก็น่าจะขนาดเท่าๆ กันหมดนี่พี่ มันน่าจะเป็นมาตรฐานนะ แล้วทำไมพราหมณ์มันถึงได้กำหนดขนาดฐานมาเล็กกว่าได้ล่ะ” ผมแปลกใจ
    “มันเป็นไปแล้วโว้ย ก็เมื่อตะกี้มีคนเอาศาลมาส่ง กูก็เลยไปดูหน้าตาศาลว่าเป็นยังไงวะ ปรากฏว่าแม่งใหญ่ฉิบหาย ดูด้วยสายตาแล้วน่าจะใหญ่กว่าฐานวงกลมที่เราเตรียมไว้ว่ะ” พี่เป้ชี้มือชี้ไม้เหมือนจะบอกให้ผมไปดูซะหน่อย
    ผมหันไปมองตามทางที่เขาชี้มือ เห็นคนงานหกเจ็ดคนกำลังช่วยกันยกศาลพระพรหมสำเร็จรูปเข้ามาในสวน ท่าจะหนักมากเหมือนกัน แท่นศาลทรงเหลี่ยม มีย่อมุม ถ้าถามความเห็นของผมซึ่งเป็นสถาปนิก ก็ต้องบอกว่าดูไม่เข้ากับตัวฐานที่เป็นวงกลมเท่าไหร่ นี่หมายถึงเรื่องหน้าตานะครับ ยังไม่ได้หมายถึงเรื่องขนาด
    พี่เป้สั่งให้วางลงข้างๆฐานวงกลมที่เราเตรียมไว้ และเนื่องจากคอนกรีตตัวฐานวงกลมเพิ่งเทไปไม่นาน ยังไม่แข็งตัวพอรับน้ำหนักศาลได้ ดังนั้นแทนที่จะให้คนงานวางศาลลงบนฐานเพื่อเทียบขนาดโดยตรงเลย พี่เป้จึงดึงตลับเมตรจากมือผมไปวัดตัวศาลแทน
    “ใหญ่ไปจริงๆ ด้วยว่ะ เกินวงกลมออกมาห้าเซ็นติเมตร” เขาพูดเสียงเครียด
    เรามองหน้ากันนิ่งนาน คล้ายจะทำการปรึกษากันในใจ ครู่หนึ่งเจ้าโฟร์แมนที่ยังยืนอยู่ด้วยก็หลุดเสียงหัวเราะหึๆ ออกมา ดูท่าเขาพยายามกลั้นหัวเราะอย่างยากเย็น ก็น่าหัวเราะเยาะอยู่หรอก เมื่อกี้ผมยังให้ทำงานตามคำสั่งพราหมณ์อย่างเคร่งครัด พอปรากฏว่าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นทีนี้จะแก้ปัญหายังไงล่ะ ….โดยไม่ฝ่าฝืนระดับระยะบ้าบออะไรพวกนั้นน่ะ
    “นั่นน่ะสิ ทำยังไงล่ะ” ผมพึมพำ
    พี่เป้ถอนหายใจ แล้วยืดหลังตรงก่อนจะพูดออกมา “ตอนนี้ยังไงฐานกับตัวศาลมันไม่ลงกันแน่ๆ ถ้าไม่แก้ฐานก็ต้องไปหาซื้อศาลใหม่ล่ะวะ”
    “ถ้าไปหาซื้อศาลใหม่ก็ไม่แน่ว่าจะหาที่เข้ากับฐานวงกลมของเราได้ เพราะศาลที่เรามีอยู่นี่ก็เป็นขนาดมาตรฐานอยู่แล้ว” ผมออกความเห็น
    “ถ้างั้นก็ต้องแก้ที่ตัวฐานกลม…”
    “แต่พราหมณ์…”
    “เราต้องเลือกแล้วโว้ย ยังไงๆ โครงการมันคงไม่เจ๊งเพราะเราทำฐานศาลพระพรหมผิดหรอก แต่ถ้าอีกสองวันตั้งศาลไม่ได้เนี่ย มึงกับกูเจ๊งแน่” พี่เป้เริ่มเร่งน้ำเสียง
    คิดดูแล้วก็คงจะจริงของเขาแฮะ!
    “ถ้างั้นก็แก้ที่ฐานแล้วกัน” ผมยอมในที่สุด
    “เฮ้ย! ” พี่เป้หันไปสั่งเจ้าโฟร์แมนที่ยืนฟังอยู่ “เอางี้แล้วกันวะ เดี๋ยวมึงกั้นไม้แบบเทคอนกรีตเพิ่มให้เป็นฐานสี่เหลี่ยมก็แล้วกัน เอาเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสกว้างสัก… เมตรสี่สิบคูณเมตรสี่สิบเลยนะ”

* * * 

    พอตกเย็นพี่เป้ก็เริ่มเปรยๆ ว่า ไม่แน่ใจว่าฐานคอนกรีตที่เทไปตอนกลางวันจะแข็งตัวพอรับแรงได้ภายในวันพรุ่งนี้หรือเปล่า เพราะถ้าจะยกศาลขึ้นตั้งก่อนวันพิธี (คือวันมะรืน) ก็ต้องยกขึ้นวันพรุ่งนี้เป็นอย่างช้า
    สรุปแล้วคืนนั้นเราเลยต้องวานยามกะดึกให้คอยตักน้ำราดฐานศาลทุกๆ ชั่วโมงเพื่อช่วย ‘บ่ม’ ให้คอนกรีตแข็งตัวเร็วขึ้น กว่าเราจะวางใจกลับบ้านได้ก็ล่วงเข้าไปเกือบเที่ยงคืน
    บ่ายแก่ๆ วันต่อมาพี่เป้จึงให้คนงานช่วยกันยกศาลขึ้นไปตั้งบนฐาน(สี่เหลี่ยม) ผมบอกไม่ถูกว่าวินาทีที่ศาลพระพรหมสัมผัสกับฐานที่เราเตรียมไว้นั้นมันน่าตื่นเต้นแค่ไหน ทั้งโฟร์แมน ทั้งวิศวกร ทั้งคนงานร่วมยี่สิบกว่าคนมายืนลุ้นกันเต็มไปหมด จนคนข้างนอกที่ผ่านไปผ่านมานึกว่ามีอุบัติเหตุเลยเข้ามาร่วมเป็นไทยมุงด้วย …แต่พอทุกอย่างเรียบร้อยแล้วกลับมีแต่เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกเท่านั้น ไม่ถึงกับมีการโห่ร้องแต่อย่างใด
    ถึงยังไงเย็นนั้นผมก็เห็นพี่เป้ชำเลืองดูศาลนั่นอยู่บ่อยๆ แต่ไม่ใช่มีเขาคนเดียวหรอกที่ยังไม่วางใจ ลึกๆ แล้วผมก็กลัวอยู่บ้างเหมือนกันที่ทำฐานศาลพระพรหมไม่ตรงกับคำสั่งของพราหมณ์ ไม่ได้กลัวผิดเคล็ดอะไรหรอก แต่กลัวว่าพรุ่งนี้พราหมณ์มาเห็นแล้วจะโวยวายเอาเท่านั้นเอง
    ปัญหาของผมก็คือวันพรุ่งนี้จะมีทั้งแขกผู้ใหญ่ ทั้งแขกผู้น้อย …หรือแม้แต่สื่อมวลชนมาร่วมพิธี หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาคงไม่เป็นผลดีกับหน้าตาของบริษัทแน่ๆ แต่มาถึงตอนนี้ผมก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่ามึงทำดีที่สุดแล้วล่ะ ผลมันจะเป็นยังไงก็คงต้องเป็นกันล่ะวะ

* * * 

    เช้าวันทำพิธี ผมมาถึงไซท์งานเกือบเก้าโมงเช้า กะว่าจะได้ไม่ต้องมาเจอกับพราหมณ์ที่มาเตรียมพิธีตั้งศาลร่วมกับฝ่ายธุรการแต่เช้า ตอนที่ผมมาถึงพวกแขกที่มาร่วมพิธีมากันพอหนาตาแล้ว ผมเสเดินทักทายคนโน้นคนนี้ไปเรื่อยๆ เพียงครู่หนึ่งก็ถึงเวลาฤกษ์
    ควันธูปลอยฟุ้งส่งกลิ่นหอมฉุนไปทั่วบริเวณขณะทำพิธี ผมเหลือบไปเห็นพี่เป้ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งของกลุ่มคน สายตาของเขายังจับจ้องที่ฐานศาลพระพรหมเป็นระยะๆ ผมลองชำเลืองดูพราหมณ์ที่กำลังทำพิธีอยู่ก็เห็นเพียงสีหน้าที่ดูสำรวม แม้แต่พวกฝ่ายธุรการซึ่งเป็นอีกพวกที่รู้ข้อมูลต่างๆ ของตัวศาลและขนาดฐานก็ยังยิ้มแย้มกันดี
    ดูเหมือนไม่มีใครสังเกตรู้ว่าฐานศาลพระพรหมที่กำลังทำพิธีกันอยู่นั้น มันไม่ตรงกับที่พราหมณ์สั่งเอาไว้…
    พอเสร็จพิธีพี่เป้ก็เดินยิ้มเข้ามาหาผม
    “เฮ้ย! มาพอดีพิธีเลยนะมึง กูเมื่อเช้าเสือกทะลึ่งมาตั้งแต่เจ็ดโมง เลยต้องช่วยฝ่ายธุรการเขาเตรียมพิธีอยู่คนเดียว”
    “แล้วมีคนถามเรื่องฐานศาลที่ไม่เป็นวงกลมหรือเปล่าพี่” ผมรีบถามสิ่งที่อยากรู้
    “โอ้ย… ไม่มีอะไรหรอก เขาเห็นทุกอย่างเรียบร้อยทำพิธีได้ก็โอเคแล้ว” พี่เป้โอบไหล่ผมแล้วเอียงหน้าเข้ามากระซิบใกล้ๆ “มีคนมาถามๆ เหมือนกันว่าทำไมฐานไม่เป็นวงกลม กูก็ตอบเขาไปว่าทำแล้วมันไม่พอตั้งศาล แต่มึงไม่ต้องห่วงหรอก ตัวพราหมณ์เองยังไม่เห็นพูดอะไรสักคำเลย กูว่าเผลอๆ อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าสั่งให้เราทำอะไรไว้”
    “เป็นอย่างงั้นก็ดีแล้วล่ะพี่” แล้วผมก็โล่งใจ นี่เป็นอันว่าผมวิตกเกินเหตุไปเท่านั้นเอง
    “เฮ้ย! ” พี่เป้สะกิดแขนผม เขายิ้มเหมือนมีเรื่องสนุกๆ จะเล่าให้ผมฟัง “แต่ฝ่ายธุรการเขาฝากข่าวร้ายมาว่ะ…”
    “อะไรพี่”
    “เขาบอกว่าพรุ่งนี้จะมีซินแสมาดูฮวงจุ้ยให้โครงการว่ะ ฮ่า ฮ่า…”

ตะเฆ่สัน 20/05/40
ตีพิมพ์ครั้งแรก แพรว พฤศจิกายน 2540

* * * * * * * * * *

    ที่เขียนมานี่เป็นความจริงราว 90% เลยนะครับ เป็นสถานการณ์แปลกๆ ที่ผมต้องเจอในโครงการนั้นจริงๆ ผู้คนที่อยู่ในเรื่องก็มีตัวตนจริง พี่วิศวกรในเรื่องก็คือคนที่ผมเช่าห้องพักร่วมกับแกนั่นแหละ ตอนที่อ่านเรื่องนี้แกยังบ่นๆ เลยว่าทำไมให้ตัวละครตัวนี้พูดจาหยาบคายจัง …แต่ผมว่าถ้าไม่หยาบมันจะไม่สมจริงน่ะสิ เพราะในไซต์งานที่มีแต่ผู้ชายกร้านๆ น่ะ ภาษาที่ใช้มันก็กูๆ มึงๆ นี่แหละครับ
    อ้อ! แถมท้ายนิดหน่อยว่า ปัจจุบันตลาดจตุรัสรังสิตเจ๊งไปแล้ว จะว่าไปมันเจ๊งเร็วมากเลยล่ะครับ ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับเรื่องศาลพระพรหมหรือฮวงจุ้ยหรือเปล่า แต่ตอนที่มันเจ๊งก็อยู่ในช่วงพิษเศรษฐกิจ ‘ต้มยำกุ้ง’ ด้วย ซึ่งตอนนั้นใครๆ เขาก็เจ๊งกันหมดทุกคนล่ะ
    กลับมาที่เรื่องสั้นของเราดีกว่า…
    คือผมคิดว่าถ้าเราจ้องมองดีๆ บางทีในชีวิตจริงของเราก็มีเรื่องสั้นและเรื่องแต่งซ่อนอยู่นะ บางทีบางสถานการณ์อาจจะดูธรรมดา แต่ถ้าลองบิดโน่นนิดนี่หน่อยก็อาจได้เรื่องที่น่าสนใจมาเล่าต่อก็เป็นไปได้
    ทุกวันนี้ผมยังได้เรื่องแต่งจากเรื่องจริงอยู่เสมอครับ.

Advertisements

ลองเอาเรื่องสั้นที่หาอ่านได้ยากของตัวเองมาโพสในนี้บ้างนะครับ เผื่อว่าคนที่เคยอ่าน ‘หนึ่งปีในเมืองหนึ่ง’ ไปแล้วจะได้ไม่รู้สึกจำเจเกินไป
    หลังจากที่ผมทำงานเป็นสถาปนิกไปสักพักใหญ่ ผมก็กลายเป็นหนุ่มออฟฟิศเต็มตัว จากที่เคยชื่นชมแต่สาวๆ ในชุดนักศึกษา และมองว่าสาวออฟฟิศช่างดูเป็นผู้ใหญ่เหลือเกิน ก็เริ่มหันมามองว่าสาวออฟฟิศก็น่ารักดีเหมือนกันแฮะ จากที่เคยตื่นเต้นกับการผูกเนคไททุกเช้า ก็เริ่มมองว่ามันน่าเบื่อ แล้วก็เริ่มไม่คลายปมเนคไท แต่มัดมันแล้วแขวนเอาไว้ รอคอยการเอามาสวมคออีกครั้งเมื่อต้องหยิบมาใส่อีกที 
    เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่เขียนในช่วงทำงานสถาปนิกก็คือเรื่องนี้ครับ ตอนแรกผมตั้งชื่อว่า ‘ฝันเอาไว้’ เขียนถึงชีวิตหนุ่มสาวออฟฟิศที่ได้พบเจอแถวๆ สีลม-สาทร นั่นแหละ เป็นอีกเรื่องที่ต้นฉบับใช้เวลาเดินทางนานเหลือเกินกว่าจะได้ตีพิมพ์ ครั้งหลังสุดที่ผมอ่านทบทวน แล้วรู้สึกว่าชื่อเรื่องมันทำให้เครียด ในขณะที่ลีลาสำนวนนั้นตั้งใจจะเสนอให้เบาๆ ก่อนจะหักมุมในช่วงท้าย ดังนั้นการตั้งชื่อเรื่องเครียดๆ ไว้ก่อนก็เหมือนกับเป็นการทำให้การหักมุมตรงนี้มีพลังน้อยลง ผมก็เลยทำการเปลี่ยนชื่อเป็น ‘เจี๊ยบกับปอย’ ให้มันดูกุ๊กกิ๊ก
    แล้วเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็ได้ตีพิมพ์ในนิตยสารเครียดๆ อย่าง มติชนสุดสัปดาห์ ในที่สุด ลองอ่านกันดูนะครับ…

* * * * * * * * * *

jeabandpoy.jpg

เจี๊ยบกับปอย

    “เที่ยงแล้วเจี๊ยบ ไปทานข้าวกันเถอะ” ยายปอยส่งเสียงมาแต่ไกล ฉันขานรับแล้วรีบผละจากงานทันที แหม! ก็เวลาพักเที่ยงมันมีแค่ชั่วโมงเดียวเองนี่ แค่ทานข้าวแล้วเดินซื้อของ(นิดหน่อย)ก็หมดเวลาแล้ว
    “วันนี้จะไปกินที่ไหนล่ะจ๊ะ” ยายปอยถามขึ้นขณะที่เรากำลังรอลิฟต์
    “ก็กินที่เดิมนั่นแหละ เธอถามยังกับมีที่ให้เลือกมากนักนี่” ฉันนึกขันในใจ ไม่รู้ยายนี่จะถามไปทำไม
    “ไปกินแถวสีลมไหม…”
    “บ้า… แค่เดินไปเดินกลับก็บ่ายโมงแล้ว”
    “ตามใจ! ถ้าเธอไม่เบื่อก็” ยายปอยค้อนฉันวงเล็กๆ พองาม รู้หรอกน่าว่าอยากไปแถวสีลมเพราะมันมีคนเยอะ ดูครึกครื้นดีใช่ไหมล่ะ
    “น่านะ เอาไว้วันไหนเจ้านายไม่อยู่เราค่อยไปสีลมก็แล้วกัน” ฉันให้ความหวังยายปอย

* * * 

    ที่ๆ เราไปทานข้าวกันเกือบทุกวันเป็นโรงอาหารที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่ตึกสูง ไม่รู้ว่าใครกันหนอช่างโชคดีได้เป็นเจ้าของโรงอาหารแห่งนี้ เห็น คนมากันแน่นทุกวันเลยเชียว ก็อาหารอร่อยแต่ราคาไม่แพงหนุ่มสาวสำนักงานแถวนี้แทบทุกคนเลยติดอกติดใจกันนัก (ส่วนพวกผู้บริหารแก่ๆเขาก็ไปกินร้านหรูๆแพงๆกันน่ะสิ) นี่ถ้ามาซักเที่ยงสิบห้าล่ะก็ไม่มีที่นั่งหรอก ต้องใช้วิธีซื้ออาหารมาก่อนแล้วคอยเล็งเอาว่าโต๊ะไหนกำลังจะทานเสร็จ แล้วค่อยๆเอาอาหารที่ซื้อมาวางลงบนโต๊ะต่อหน้าต่อตาคนที่กำลังทานๆอยู่นั่นแหละ ฟังดูเหมือนเสียมารยาทไม่เบาทีเดียวนะ แต่แหม!… คนแถวนี้เค้าก็ใช้วิธีนี้กันทั้งนั้นนี่นา
    “ว้า… ไม่มีที่นั่งแล้วล่ะเจี๊ยบ เราว่าเรามาเร็วแล้วนะ ยายปอยพูดขึ้นอย่างผิดหวังเมื่อเดินมาถึงโรงอาหาร
    “ใจเย็นๆ สิ ค่อยๆ เดินดูไปเดี๋ยวก็คงเจอน่า”   
    “เธอก็ดูสิ มีคนยังยืนรออยู่ตั้งเยอะแยะเลย ชั้นว่าเราไปที่อื่น… เอ๊ะ! ตรงนั้น มีที่ว่างแน่ะ”
    ฉันมองไปทางที่ยายปอยชี้ให้ดูก็เห็นโต๊ะว่างอยู่ตัวหนึ่ง ไม่ใช่สินะ จริงๆ แล้วมีคนนั่งอยู่แล้วต่างหาก แต่ดูคล้ายโต๊ะว่างเพราะนั่งอยู่แค่คนเดียว
    “มีคนนั่งอยู่ เธอดูดีๆ สิ” ฉันบอกยายปอย
    “เออ… จริงด้วยแฮะ แต่รู้สึกเขาจะมาคนเดียวนา เราไปขอนั่งกับเขาดีไหม”
    ก่อนที่ฉันจะออกความเห็น ยายปอยก็ก้าวฉับๆ เข้าไป เธอเจรจากับพ่อหนุ่มคนนั้นสองสามคำแล้วก็หันมาโบกมือไหวๆ บอกให้ฉันไปซื้ออาหารแล้วมานั่งตรงนี้ได้เลย
    พอฉันซื้อข้าวซื้อน้ำเรียบร้อยแล้วเดินมาที่โต๊ะ ก็พบว่าชายหนุ่มคนนั้นยังนั่งอยู่คนเดียว (อุ๊ย! ดูใกล้ๆ ก็หล่อดีเหมือนกันค่ะ) ฉันยิ้มให้เขาทีนึงแล้วนั่งลง เฮ้อ… ยายปอยไปซื้อข้าวถึงไหนนะเนี่ย
    “มากันแค่สองคนหรือครับ” อยู่ดีๆ เขาก็ถามขึ้นมา
    “ค..ค่ะ” ฉันไม่นึกว่าเขาจะชวนคุย (แต่เอ… ความจริงแล้วก็ไม่แปลกหรอก สาวน้อยน่ารักอย่างฉันใครๆ ก็อยากรู้จักอยู่แล้ว ฮิๆ ถ้าจำไม่ผิดตั้งแต่ฉันเป็นนางสาวก็มีหนุ่มๆ มาตามป้อตามจีบร่วมสิบคนได้แล้วล่ะ)
    “ผมชื่อพิภพครับ เออ… นี่นามบัตรผม” เขายื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ มาให้ ฉันรับมาอ่านดู อืม…ก๊อปปี้ไรเตอร์ ว้าว! ทำงานโฆษณาซะด้วย
    “คุณจะไม่แนะนำตัวเองให้ผมรู้จักบ้างหรือครับ”
    “อุ๊ย… ขอโทษค่ะ เรียกฉันว่าเจี๊ยบก็ได้ค่ะ เออ… ไม่มีนามบัตรนะคะ ฉันทำงานที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตรงนี้เองค่ะ” ฉันบอกชื่อบริษัทที่ฉันทำงานอยู่
    “ผมเห็นคุณกับเพื่อนมาทานข้าวที่นี่ทุกวันเลยครับ” เขาพูดยิ้มๆ “ผมมาทานข้าวคนเดียวทุกวันแหละครับ ถ้าวันหลังพวกคุณเห็นผมนั่งอยู่โต๊ะไหนล่ะก็เข้ามานั่งด้วยได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ คิดว่าผมมาจองโต๊ะให้พวกคุณก็ได้”
    “จะดีเหรอคะ…. ดีค่ะ กว่าพวกเราจะเดินมาถึงคนก็แน่นไปหมดแล้วทุกทีเลย” ฉันกล่าวขอบคุณแล้วก็นึกแปลกใจในความมีน้ำใจเหลือเฟือของเขา แต่เอ…. ฉันเริ่มรู้สึกคุ้นๆ หน้าเขาขึ้นมาแล้วล่ะ อ๋อ! หนุ่มคนนี้ไงที่เคยสบตากับฉันบ่อยๆ (ก็ตอนกินข้าวที่โรงอาหารนี้แหละค่ะ)
    “เพื่อนคุณมาแล้วครับ ผมขอตัวก่อนก็แล้วกัน” เขาลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกไป
    “ขอบคุณมากค่ะ” ยายปอยทำเสียงหวาน
    เขายิ้มให้ทั้งฉันและยายปอยคนละทีแล้วเดินจากไป
    “เขาอาสาเฝ้าโต๊ะให้ตอนที่พวกเราไปซื้อข้าวน่ะ” ยายปอยบอกเหตุผลที่ต้องกล่าวคำขอบคุณ
    “สุภาพบุรุษจังนะ” ฉันมองตามหลังเขาไปด้วยความชื่นชม (ทั้งในความเป็นสุภาพษุรุษและในความหล่อ)
    “อ๊ะ… รู้นะยะว่าตัวเองคิดอะไรอยู่” ยายปอยปล่อยลูกแซวทันที

* * * 

    เช้าวันต่อมาก็มีเด็กหนุ่ม (จากร้านขายดอกไม้) เอาช่อดอกไม้แสนสวยมาให้ฉันถึงโต๊ะทำงาน มีบัตรเล็กๆ เขียนข้อความ “ยินดีที่ได้รู้จัก” พร้อมลายเซ็นที่พอจะอ่านได้ว่า ‘พิภพ’ มาด้วย
    ปลื้มอย่าบอกใครเลยค่ะ!
    พอตอนกลางวันยายปอยกับฉันไปทานข้าวที่เดิม ก็พบว่าเขามานั่งจองโต๊ะให้จริงๆ ฉันขอบคุณเขาเรื่องดอกไม้ คราวนี้ฉันพบว่าเราคุยกันได้ถูกคอพอสมควรทีเดียว (‘เรา’ นี่รวมยายปอยด้วยก็ได้นะ) พิภพบอกฉันว่าเขากำลังจับงานโฆษณาของแชมพูยี่ห้อดังอยู่ อืม… คงจะได้เงินมากโขอยู่ เขาถามถึงงานที่ฉันทำอยู่ พอฉันบอกว่าคงไม่น่าสนใจเท่างานของเขา เขาก็หัวเราะแล้วพูด(กับฉัน)ว่า งานของเขาไม่สนุกเหมือนที่คนทั่วไปคิดหรอก
    “พรุ่งนี้ผมจะมารอพวกคุณที่นี่อีกนะครับ” นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของเขาก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไปทำงาน

* * * 

    เวลาผ่านไปราวสองอาทิตย์ เรา(สองคน)ก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ทีนี้พอยิ่งสนิทกันมากขึ้นท่าทีของเขาก็ยิ่งแสดงมาทางฉันมากขึ้นไปด้วย จนทำให้ยายปอยเริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาบ้างเหมือนกัน
    “วันนี้ฉันไปกินข้าวที่สีลมก็แล้วกัน เธอจะไปกินกับคุณพิภพก็ไปเถอะนะ” นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของยายปอยก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไปกินข้าวในวันหนึ่ง
    ดูท่าทางพิภพไม่ค่อยแปลกใจนักที่เห็นฉันเดินมาทานข้าวคนเดียว เขาถามถึงยายปอยแค่สองสามคำแล้วก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น ซึ่งส่วนมากก็เป็นเรื่องเบาๆทั่วๆไป เรื่องรายการทีวีเมื่อคืน เรื่องข่าวซุบซิบในวงสังคม หรือเรื่องสัตว์เลี้ยง ดูท่าทางเขาก็คงจะพอมองออกว่าฉันไม่ค่อยชอบคุยเรื่องอะไรที่มันหนักหนาเกินไปนัก เราหัวร่อต่อกระซิกกันจนฉันนึกสงสารโต๊ะข้างๆที่จะต้องคอยชำเลืองมองเราด้วยความอิจฉา….
    แล้วอยู่ดีๆพิภพก็ถอนหายใจดังเฮือกแล้วหันมาจ้องตาฉัน (ว้ายว้าย…)
    “คุณเจี๊ยบเคยมีความฝันบ้างไหมครับ” เขาตีหน้าขรึม
    “เคยสิคะ เมื่อคืนเจี๊ยบยังฝันเลย ฝันดีด้วยนะคะ จะให้เล่าให้ฟังไหมล่ะ”ฉันยังคงอยู่ในอารมณ์ เบิกบาน
    “ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึงความใฝ่ฝันน่ะครับ ในอนาคตคุณเจี๊ยบอยากจะทำอะไรบ้าง” เขายังคงตีหน้าขรึมอยู่
    “อืม…. อนาคตเจี๊ยบก็คงอยากมีครอบครัวที่น่ารักมั๊งคะ มีสามีน่ารัก มีลูกสักสองคน แค่ก็นี้คงพอแล้วล่ะค่ะ” ฉันพยายามนึกให้แน่ใจว่านี่คือสิ่งที่ฉันต้องการจริงๆหรือเปล่านะ
    “เหรอครับ” เขาทำตาลุกวาว (บ้าจริง! ‘สามีน่ารัก’ ของฉันยังไม่ได้หมายถึงเขาสักหน่อย) “ผมขออนุญาติเล่าความฝันของผมให้คุณเจี๊ยบฟังบ้างได้ไหมครับ” เขายืดหลังขึ้นนั่งตัวตรง
    “เอาสิคะ เจี๊ยบอยากรู้เหมือนกัน” ฉันอยากรู้จริงๆนะ
    “ผมฝันจะหนีไปจากสังคมเมืองครับ”
    “หา! อะไรนะคะ” ฉันไม่แน่ใจว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร
    “ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่นเรื่องรถติดไงล่ะครับ คุณเจี๊ยบเบื่อรถติดไหมล่ะครับ”
    “ก็เบื่อเหมือนกันแหละค่ะ แต่มันก็ติดของมันอย่างนี้มาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอคะ เจี๊ยบว่าเจี๊ยบชินกับมันแล้วมากกว่า” ฉันพูดอย่างที่ฉันรู้สึก
    “แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องปกตินะครับ ถ้าเราลองไล่ถึงสาเหตุจริงๆแล้วมันก็จะกลายเป็นเรื่องปัญหาลูกโซ่ทีเดียว ตั้งแต่ปัญหาปัญหาการไหลบ่าของแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมือง ค่านิยมการมีรถส่วนตัว ความเห็นแก่ตัวในการขับขี่ยานพาหนะ ไปจนถึงสาเหตุจากเกมการเมืองโน่นเลยทีเดียว”
     “…” ฉันงงจนพูดอะไรไม่ออก
     “ปัญหารถติดนั่นเป็นแค่ตัวอย่างเดียวของปัญหาในสังคมเมืองเท่านั้นนะครับ ผมอยู่ในเมืองใหญ่แห่งนี้มาตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ผมได้เห็นการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ได้เห็นการเชือดเฉือนกันอย่างถึงเลือดถึงเนื้อด้วยชั้นเชิงทางธุรกิจ เพียงเพื่อให้ได้มาแค่ผลกำไรเล็กๆน้อยๆ ได้เห็นการลวงโลกที่สุดแสนจะแยบยลและงดงามที่เรียกกันว่าการโฆษณา ได้เข้าไปพบไปสัมผัสกับระบบของมันอย่างถึงแก่น และยิ่งไปกว่านั้น…” เขาหยุดเว้นระยะหายใจ
    “ผมนี่แหละ ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญชิ้นหนึ่งในระบบระยำนั่น! ”
    “….” คราวนี้ฉันตกใจจนพูดอะไรไม่ออก
    “ขอโทษครับ” ดูเหมือนเขาจะรู้ตัวว่าใส่อารมณ์ในบทสนทนาเกินไปหน่อย “ที่ผมพูดมาคร่าวๆนี่ก็เพื่อจะชี้ให้คุณเจี๊ยบเห็นว่า ยิ่งเราอาศัยอยู่ในสังคมนี้นานเท่าไหร่ เราก็ต้องจ่ายค่าเช่าด้วยราคาของความเป็นคนมากขึ้นเท่านั้น คนจำนวนมากในเมืองนี้มีชีวิตอยู่ระหว่างที่ทำงานกับบ้าน ระหว่างการงานที่เต็มไปด้วยการแข่งขันกับชีวิตครอบครัวที่จืดชืด ใช้ชีวิตไปวันๆเหมือนเป็นเพียงเครื่องจักรกลของกันและกัน นายก.ต้องมีนายข.เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ นาย ข. ต้องมีนาย ค. และนาย ง. เป็นหุ้นส่วน นาย ค. ต้องมีนาง จ. และนาง ฉ. เป็นลูกจ้าง นาง ง. ต้องมีนาย ช. เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์… เป็นอย่างนี้ไปไม่มีที่สิ้นสุด เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบความสัมพันธ์ขนาดมหึมาที่ต่างก็ช่วยกันสร้างขึ้น แต่เราไม่เคยมีเวลาแม้เพียงสักเล็กน้อยที่จะขุดมิตรภาพให้ลึกลงไปมากกว่าหลุมแห่งความสัมพันธ์ตื้นๆที่เรามีให้กัน” เขาพูดเป็นชุดจนฉันคิดตามไม่ทัน
    “แต่…” ฉันพยายามจะขัดจังหวะ แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี
    “ความใฝ่ฝันของผมก็คือการหนีออกจากสังคมที่แสนวุ่นวายนี้ ไปกับใครสักคน ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ อาจจะเป็นต่างจังหวัด เชียงราย แม่ฮ่องสอน กระบี่ ราชบุรี ที่ไหนก็ได้ แล้วสร้างครอบครัวที่อบอุ่นขึ้นมาด้วยกัน ที่นั่นเราจะไม่ต้องห่วงเรื่องตัวเลขผลกำไร ไม่ต้องคิดเปรียบเทียบความร่ำรวยกับใคร ไม่ต้องห่วงว่าลูกของเราจะได้เข้าโรงเรียนชื่อดังหรือเปล่า เราจะมีเวลาทั้งชีวิตที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเออ… ผมขอสารภาพกับคุณตามตรงนะครับ…” เขาเอื้อมมือมาจับมือฉัน
    ว้าย!… ตาบ้า จะทำอะไรฉันล่ะเนี่ย(นึกในใจนะคะ) ฉันดึงมือกลับ
    “ผมเฝ้าดูคุณเจี๊ยบมาตลอดสามสี่เดือนที่ผมมาทำงานแถวนี้ และเมื่อเราได้มีโอกาสรู้จักพูดคุยกันก็ทำให้ผมแน่ใจว่า… คุณเจี๊ยบนี่แหละที่เป็นใครสักคนของผม” เขาจ้องตาฉัน “ดังนั้นไม่ว่าเราจะคบกันต่อไปด้วยความสัมพันธ์แบบใดก็ตาม ผมอยากให้คุณเจี๊ยบรู้ไว้ว่านี่คือความฝันของผม มันอาจจะตรงหรือต่างจากความใฝ่ฝันของคุณเจี๊ยบก็ได้ แต่นี่ก็คือทุกสิ่งที่ผมคาดหวังจากคุณเจี๊ยบครับ” เขาจบคำพูดด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก
    “ข…ขอเจี๊ยบคิดด..ดูก่อนนะคะ” ฉันพูดตะกุกตะกัก
    “ไม่ใช่ครับ นี่ไม่ใช่การคาดคั้นนะครับ ผมแค่แสดงความรู้สึกและบอกสิ่งที่ผมหวังจากคุณเจี๊ยบอย่างตรงไปตรงมาที่สุดเท่านั้น เพื่อแสดงให้คุณเจี๊ยบเห็นว่าผมมีความจริงใจไงล่ะครับ ยังไงก็ขอให้ความสัมพันธ์ของเราดำเนินไปตามทางที่มันควรจะเป็นไปก็แล้วกัน” เสียงเขาแผ่วเบา
    ตาบ้าเอ๊ย! ที่ฉันบอกว่าขอคิดดูก่อน ก็เพราะว่าฉันคิดตามที่นายพูดไม่ทันต่างหากล่ะ
    “เออ….. จะบ่ายโมงแล้ว จ…เจี๊ยบขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ เอาไว้วันหลังค่อยคุยกันต่อก็แล้วกัน” ฉันพยายามจบบทสนทนาเพราะรู้สึกมึนงงในหัวสมองเต็มที
    “พรุ่งนี้ผมจะมารอคุณที่นี่อีกนะครับ” เสียงเขาแว่วๆ ตอนที่ฉันเดินจากมา

* * *  

    บ่ายวันนั้นฉันก็เล่าเรื่องความฝันของพิภพให้ยายปอยฟัง
    “ต๊าย… โรแมนติกจังนะเธอ แล้วเธอว่าไงล่ะ” ยายปอยกรี้ดขึ้นทันทีที่ฉันเล่าจบ
    “แล้วถ้าเป็นเธอล่ะ จะไปอยู่บ้านนอกกับเขาไหม” ฉันถามย้อน
    “ไม่รู้ซี แต่ถ้าเป็นเมืองนอกล่ะฉันไปแน่เลย ฮิๆ ” ยายปอยตอบแบบกวนๆ
    นั่นสินะ… โถ่! ทำงานโฆษณาแท้ๆ ไม่น่าคิดทิ้งอนาคตอันสุดแสนจะแจ่มใส(และร่ำรวย)ไปเลย นึกแล้วเสียดายจัง เอ๊ย!ไม่ใช่…. เสียดายแทน
    เฮ้อ! สงสัยพรุ่งนี้ต้องไปกินข้าวแถวสีลมกับยายปอยซะแล้วสิ…
 
 
ตะเฆ่สัน 29/10/38
ตีพิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ 3 มิถุนายน 2540

* * * * * * * * * *  

    ประสบการณ์น่าจดจำที่สุดสำหรับงานชิ้นนี้ ก็คือตอนที่ผมเอาไฟล์เรื่องสั้นไปปริ้นท์ที่ออฟฟิศครับ (ตอนนั้นบ้านผมยังไม่มีปริ้นท์เตอร์นี่นา) แล้วก็วางปริ้นท์เอาท์ทิ้งไว้บนโต๊ะ ปรากฏว่าเจ้านายผมเดินมาดูๆ แล้วก็หยิบไปอ่าน อ่านๆ ไปแกก็น้ำตาไหลออกมา แล้วหันมาชมว่าผมเขียนได้ดีมาก …เล่นเอาผมตัวลอยเลยครับ ผมคิดว่าการที่งานของเรากระทบความรู้สึกของใครสักคนได้ขนาดนี้ มันทำให้เรารู้สึกดีจริงๆ นะ

    ส่วนตัวแล้วที่ไม่ได้เอาเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรกของผมด้วย ก็เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องสั้นที่ยังไม่ลงตัวนัก ถึงจะรู้สึกดีตรงที่เลือกให้ตัวละครรอง (พิภพ) เป็นตัวเสนอความคิด แทนที่จะใช้ตัวละครหลัก (เจี๊ยบ) ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ธรรมดาดี แต่มันก็ยังเป็นเรื่องสั้นที่เต็มไปด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน…ยังดูไม่ลงตัว ความคิดอ่านอะไรก็สื่อออกมาอย่างโล่งโจ้ง แถมมุมมองที่มีให้กับตัวละครผู้หญิงของตัวเองก็ดูแบนๆ แล้วมันก็เลยเหมือนกับไปต่อว่าสาวๆ ออฟฟิศด้วยน่ะครับ ในขณะที่ตัวละครชายซึ่งเป็นตัวละครสำคัญนั้นก็แบนๆ ไม่แพ้กัน แต่อย่างไรก็ตาม ความพลุ่งพล่านก็มีข้อดีตรงที่มันส่งพลังออกมาได้นะครับ

    สมัยมัธยม มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกผมว่า ชื่อ ‘วิภว์’ น่าจะมีที่มาจากคำว่า ‘พิภพ’ ครับ เพราะว่าภาษาไทยสมัยก่อนตัว ว. กับ พ. นั้นถือว่าเป็นญาติกัน ลองแทน ว. ในชื่อผมด้วย พ. แล้ว ก็จะได้คำว่า พิภพ น่ะ
    จริงๆ แล้วชื่อของผมนี่คุณพ่อตั้งจาก vip เท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แต่ผมก็จดจำคำอธิบายของอาจารย์ท่านนั้นได้ และรู้สึกว่าเป็นคำอธิบายที่เท่ดีเหมือนกัน
    ไม่รู้ทำไม พอผมคิดตั้งชื่อตัวละครผู้ชายในเรื่องนี้ ถึงได้นึกถึงชื่อ ‘พิภพ’ ขึ้นมาได้
    นึกไปนึกมา …อาจเป็นเพราะว่าตัวละครตัวนี้มันสะท้อนหรือระบายอะไรบางอย่างที่ออกมาจากในใจของผมลึกๆ ตอนนั้นนั่นเอง.

ตอนเรียนที่จบแล้วออกมาทำงานแรกๆ นั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญช่วงหนึ่งของชีวิตผมครับ
    จริงๆ แล้วผมคิดว่าสำหรับคนปัจจุบันที่ใช้ชีวิตตามเกณฑ์การศึกษามาตลอด เมื่อเปลี่ยนผ่านจากรั้วมหาวิทยาลัยมาสู่วัยทำงานก็มักจะรู้สึกว่าชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงกันทั้งนั้น จากที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรก็ต้องเริ่มต้องหารายได้เองอย่างจริงจัง จากที่เรียนๆ เล่นๆ อยู่กลางหมู่เพื่อนๆ ก็ต้องมากลายเป็นเด็กใหม่ในโลกของผู้ใหญ่ มีเพื่อนบางคนที่ทนรับ ‘ชีวิตจริง’ ไม่ค่อยได้ ก็รีบหาทางออกด้วยการไปเรียนต่อเพื่อจะยืดชีวิตวัยเรียนของตัวเองให้ยาวออกไปอีกหน่อยก็มี (แต่ก็มีเพื่อนอีกบางคนที่วางแผนชีวิตไว้แล้วว่าจะต้องเรียนต่ออะไร)
    ผมเองก็รู้สึกแปลกแยกกับชีวิตจริงไม่เบา ถึงที่งานที่แรกของผมไม่ต้องมีการตอกบัตร แต่ก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่คนในที่ทำงานทำคล้ายๆ กัน อย่างเช่นรีบกินข้าวเที่ยงในหนึ่งชั่วโมงเหมือนกัน พูดคุยเรื่อง ‘ในกระแส’ หรือเรื่อง ‘ดินฟ้าอากาศ’ คล้ายๆ กัน แล้วก็บ่นเรื่องความลำบากตอนปลายเดือนเหมือนๆ กัน
    ทำงานไปสักสองสามเดือน ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองแก่ลงทันตาเห็น ตอนนั้นผมนึกท้อในในว่าวิชาที่ร่ำเรียนมามอบการงานน่าเบื่อแบบนี้ให้ผมหรือนี่ และโลกแห่งการเขียนหนังสือก็กลายเป็นโลกใหม่ที่สร้างความน่าตื่นเต้นให้ผม ตอนนั้นผมกลับบ้านมานั่งเขียนโน่นนี่ก๊อกๆ แก๊กๆ อยู่แทบทุกวัน จำได้ว่าตอนแรกยังพิมพ์ดีดไม่ได้ ก็อาศัยเขียนลงสมุดก่อน แล้วมานั่งกดแป้นทีละตัวเพื่อทำเป็นไฟล์คอมพิวเตอร์อีกที ซึ่งข้อดีก็คือมันทำให้ผมได้อ่านทวนไปด้วยอีกรอบ
    เรื่องสั้นเรื่องที่สามของผมชื่อเรื่อง ‘เมื่อวานของวันพรุ่งนี้’ เป็นเรื่องที่พูดถึงมนุษย์เงินเดือนโดยตรงครับ ตอนนั้นมันคงจะเป็นเรื่องที่อยู่ในใจเอามากๆ ผมเขียนเรื่องนี้ไม่นาน แล้วก็ส่งไปที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เซ็กชั่นจุดประกาย เพราะว่าตอนนั้นที่บ้านรับหนังสือพิมพ์เล่มนี้ ส่งไปไม่นาน เพื่อนผมคนหนึ่งที่อยู่ที่นั้นแล้วรู้จักกับพี่นันทขว้าง สิรสุนทร ซึ่งตอนนั้นดูแลหน้าเรื่องสั้นอยู่ก็บอกว่าเรื่องนี้ไม่ผ่านการพิจารณา ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ประมาณว่ายังมั่นใจอยู่ว่ามันโอเคนะ ก็เลยส่งไปที่สตรีสาร แล้วรู้สึกว่าช่วงนั้นสตรีสารจะปิดตัวลงพอดี ผมก็เลยส่งไปที่มติชนสุดสัปดาห์อีก รออยู่หลายเดือนมาก ก็ไม่ได้ลง แต่ความมั่นใจยังอยู่ครับ คราวนี้ผมส่งไปที่ช่อการะเกด ของคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เลย (กล้าหาญมากๆ ) แต่ในที่สุดทางช่อการะเกดก็แจ้งมาว่าไม่ผ่านการพิจารณา กลายเป็นว่าผ่านมาเกือบปีแล้ว เรื่องสั้นเรื่องนี้ยังไม่ได้ตีพิมพ์ที่ไหนเลย
    ผมกลับมานั่งอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้แบบพิจารณาอีกที แล้วผมก็ตัดสินใจแก้ไขมัน พล็อตและลำดับการเล่าเรื่องยังเหมือนเดิม แต่ผมเติมความใจเย็นลงไป แล้วก็เปลี่ยนตอนจบให้มันไม่ชัดเจนขึ้นนิดหนึ่ง คือดูคลุมเครือขึ้นนิดๆ (แต่ก็ยังเข้าใจได้อยู่ดี)  …ผมรู้สึกว่ามันดีขึ้นเป็นกอง
    แล้วมันก็ได้ตีพิมพ์ที่แพรวจนได้ครับ

* * * * * * * * * *

YesterdayToday

เมื่อวานของวันพรุ่งนี้

    ตอนแรกผมก็นึกว่าวันนี้คงจะเป็นเหมือนวันอื่นๆ ทั่วไป เหมือนเมื่อวานนี้แล้วก็เหมือนวันพรุ่งนี้ แต่พอผมหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าประจำวันนี้ขึ้นมาอ่าน ผมก็รู้สึกว่ามีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นเสียแล้ว เพราะมันเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับประจำวันพุธที่ 2 ตุลาคม ก็ผมจำได้ว่าเมื่อวานนี้เป็นวันจันทร์นี่นา — วันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2539 แน่นอน ถ้าผมไม่ได้กำลังอ่านข่าวของวันพรุ่งนี้อยู่หนังสือพิมพ์ก็คงลงวันที่ผิดแน่ แต่พอผมพลิกดูหน้าอื่นๆ ทุกหน้าก็พิมพ์วันที่เป็นวันพุธที่ 2 เหมือนกันหมด คราวนี้แหละ เรื่องแปลกจริงๆ เสียแล้วสิ
    ผมอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกจากบ้านไปขึ้นรถเมล์เหมือนทุกวัน ขณะที่อยู่บนรถเมล์ผมก็ครุ่นคิดถึงเรื่องหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าไปด้วย จะเป็นไปได้ไหมว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นลงวันที่ผิดทั้งฉบับ ก็วันนี้มันเป็นวันอังคารแน่ๆผมจำไม่ผิดหรอก เมื่อวานนี้เป็นวันจันทร์ พอตื่นมาอีกวันจะกลายเป็นวันพุธไปได้ยังไง
    เพื่อความแน่ใจผมจะต้องรู้ให้ได้ว่าวันนี้มันเป็นวันอะไรกันแน่ แต่จะทำยังไงดีล่ะ? ลองถามคนอื่นดูน่าจะดี
    “ขอโทษครับ ไม่ทราบว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ครับ?” ผมถามหญิงสาวที่ยืนโหนรถเมล์อยู่ข้างหน้า
    “เออ…2 ค่ะ” เธอตอบพร้อมกับทำหน้าแปลกๆ คงนึกว่าผมจะจีบเธอกระมัง แต่คำตอบของเธอก็ยังไม่ทำให้ผมหายข้องใจ ผมจึงต้องถามเธออีกที
    “วันนี้วันพุธใช่ไหมครับ?”
    เธอตอบชัดถ้อยชัดคำว่า “ใช่ค่ะ” แล้วทำหน้าแปลกเข้าไปอีก คราวนี้คงเป็นเพราะเธอดูออกว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะจีบเธอมากกว่า ผมรีบกล่าวขอบคุณเธอแล้วทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    เอ… หรือผมจะนอนหลับไปหนึ่งวันเต็มๆ เสียแล้ว เป็นไปได้หรือนี่! ยิ่งคิดผมก็ยิ่งสับสน เป็นไปไม่ได้หรอกโว้ย จะขี้เซาอะไรขนาดนั้น
    ผมมาถึงที่ทำงานเกือบแปดโมงเช้าเหมือนวันอื่นๆ ผมต้องเร่งฝีเท้าเพื่อไปตอกบัตรให้ทันก่อนเวลาเข้าทำงาน บางทีถ้าวันนี้เป็นวันพุธจริงล่ะก็ ผมอาจจะขาดงานไปหนึ่งวันแล้วก็ได้
    เป็นการขาดงานโดยไม่ได้ลาเสียด้วย!
    แต่ผมก็โล่งใจ เมื่อหยิบบัตรตอกเวลาขึ้นมาดูแล้วพบว่าเมื่อวานผมไม่ได้ขาดงานอย่างที่คิดไว้ ถ้าอย่างนั้นวันนี้ก็เป็นวันพุธจริงๆ น่ะสิ แต่ทำไมผมถึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเมื่อวานนี้เลยล่ะ เออ… ผมหมายถึงเมื่อวานที่เป็นวันอังคารน่ะ
    ผมเดินไปนั่งลงที่โต๊ะทำงานของตัวเอง เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งทักขึ้นว่า “เป็นไงครับ เมื่อเช้ารถติดมากไหมครับ?” ผมยิ้มจืดๆ ให้เขาแทนคำตอบ รู้สึกเบื่อกับคำถามพื้นๆ อย่างนี้เต็มที ความจริงเราแค่ยิ้มทักทายกันก็น่าจะพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบพวกนี้ก็ได้ นี่ถ้ามีใครทักผมด้วยคำถามแปลกๆ บ้างผมคงจะดีใจมากทีเดียว อย่างเช่น “เป็นไงครับ ท่าทางคุณเหมือนจะจำเรื่องเมื่อวานไม่ได้เลยนี่ ผมเล่าให้ฟังเอาไหมครับ?” ไงล่ะ
    งานของเมื่อวานวางอยู่บนโต๊ะ ผมพลิกๆดูก็พบว่าผมได้เซ็นรับรองไปเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อลองอ่านเนื้อหางานอย่างจริงจังผมกลับจำไม่ได้ว่างานพวกนี้ได้ผ่านตาไปแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่
    โอ… ผมจำเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับเมื่อวานไม่ได้เลยจริงๆ นะนี่
 
    “ขอโทษครับ คุณเป็นหัวหน้าฝ่ายประมาณราคาใช่ไหมครับ?”
    ผมเงยหน้าขึ้นก็พบชายวัยกลางคนยืนตีหน้าเครียดอยู่ตรงหน้า ผมตอบเขาว่า “ใช่ครับ”
    “เมื่อวานนี้คุณเซ็นอนุมัติงานหมายเลข 251/38 ใช่ไหมครับ รู้ไหมว่าฝ่ายคุณประมาณราคาผิดไปบานเลย คุณลองดูตรงนี้สิครับ คนงานกรรมกรบ้าอะไรทำงานได้วันละสองพัน” เขาใส่ผมเป็นชุดทันที
    “เนี่ยผมส่งเอกสารไปให้ลูกค้าแล้วเขาต่อว่ากลับมา คราวหลังคุณช่วยถี่ถ้วนกับงานมากกว่านี้หน่อยนะ อย่างนี้บริษัทของเราเสียหายนะครับ”
    ผมชักเลือดขึ้นหน้า เขาเป็นใครกันถึงสามารถมาสั่งสอนเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าแผนกอย่างผมได้
    “ใจเย็นๆ หน่อยสิครับ” ผมพูดเสียงแข็ง “ไหนขอผมดูเอกสารหน่อยสิ”    
    เขายื่นเอกสารฉบับนั้นมาให้ผม เมื่อผมเปิดดูก็พบลายเซ็นของตัวเองลงวันที่ของเมื่อวาน ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมก็จำไม่ได้อยู่ดีว่าเซ็นไปตั้งแต่ตอนไหน
    ถึงแม้หลักฐานจะมีอยู่ชัดเจนว่าเป็นความผิดของผม แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนถูกใส่ร้าย
    “เออ… คือผมจำไม่ได้เหมือนกันว่าเซ็นไปตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะครับ” ผมพูดเบาๆ
    “แต่นี่มันลายเซ็นคุณไม่ใช่หรือครับ… ลงวันที่เมื่อวานนี้ไงล่ะ” เขาพูดเสียงดังจนเกือบตะโกน ทุกคนในห้องหันมามอง “ทำผิดแล้วก็ยอมรับซิครับ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรคุณมากมายหรอก แค่มาบอกให้รู้ว่าลูกค้าเขาต่อว่ามาเท่านั้นแหละครับ”
    ผมเริ่มสับสน ไม่รู้จะเถียงเขายังไงดี แต่ยังไงผมก็ไม่ยอมรับผิดหรอก ก็ผมไม่ผิดนี่นา
    “คุณไม่เข้าใจหรอกครับ เอาเป็นว่าผมยืนยันว่าไม่ใช่ความผิดของผมก็แล้วกัน แต่ผมก็เสียใจนะที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา คราวหน้าคราวหลังผมจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก ผมสัญญา” ผมพยายามปัดเรื่องให้พ้นตัว
    “เฮ้ย คุณไม่รับผิดชอบอย่างนี้ได้ยังไง…. เอาเหอะ ไม่ยอมรับผิดก็ไม่เป็นไร แต่ผมเตือนคุณไว้เลยนะว่าทำงานอย่างนี้ไม่มีทางเจริญหรอก” เขาพูดจบแล้วสะบัดหน้าเดินหายไป
    ทิ้งให้ผมยืนหน้าตึงอยู่ท่ามกลางสายตานับสิบคู่

    ผมนั่งทำงานของผมอยู่ครู่หนึ่ง ผู้อำนวยการประจำฝ่ายของผมก็เดินมาที่โต๊ะแล้วเรียกให้ผมเดินตามเข้าไปในห้อง บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย
    “เมื่อกี้นี้คนจากฝ่ายขายเขามาฟ้องพี่ ว่าเราไปเถียงเขาเรื่องที่เราทำงานพลาดแล้วไม่ยอมรับผิด เป็นความจริงหรือเปล่า?” เขาแทนตัวเองว่า ‘พี่’ เพราะเราสนิทกันพอสมควร
    “เออ…ครับ” ผมไม่รู้จะพูดอะไรที่ดีกว่านั้น
    “แต่เขามีหลักฐานอะไรชัดเจนนี่ เรื่องแค่นี้ไม่น่าซีเรียสนี่นา ทำงานมันก็ต้องมีพลาดพลั้งไปบ้างล่ะ พอเขาโวยมาเราก็ขอโทษเขาไปซะ พูดจาดีๆ กับเขาหน่อยเท่านั้นเองไม่งั้นคราวหลังจะมองหน้ากันไม่ติด…”
    “คือพี่ครับ ผมอธิบายได้นะครับ” ผมพูดขัดจังหวะขึ้น
    “เอ้า ไหนลองว่ามาสิ” เขาสะดุ้งเล็กน้อย คงแปลกใจที่ผมแทรกขึ้นมา  
    ผมเล่าเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง พยายามทำท่าทางและน้ำเสียงให้จริงจังที่สุด แรกๆเขาทำท่าเหมือนจะไม่เชื่อ แต่พอผมยืนยันมากๆ เข้า เขาก็เริ่มตั้งใจฟังคำพูดของผม
    เรานั่งเงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนเขากำลังใช้เวลาคิดตัดสินใจอยู่ว่าจะเอายังไงกับผมดี
    แล้วเขาก็พูดขึ้นมาในที่สุดว่า “เอาล่ะ… ถ้าเรื่องที่เราพูดเป็นความจริงล่ะก็ พี่ว่าเราน่าจะไปให้หมอเขาเช็คร่างกายดูซะหน่อยนะ เอาพวกจิตแพทย์ก็ได้”
    พอเห็นผมทำหน้าเซ็งๆ เขายิ้มให้ผมเหมือนจะบอกว่าเป็นการพูดล้อเล่น
    “แต่ไม่ว่าเรื่องจริงจะเป็นยังไงก็ตาม พี่ว่ามันไม่สำคัญหรอก ลองคิดดูสิ ชีวิตในอดีตของเรามีเรื่องอะไรต่างๆมากมายที่เราไม่สามารถจะจดจำได้หมด สมมุติว่าความทรงจำของเราหายไปสักวันสองวันมันก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรมากมายนี่ พี่ว่าเรื่องในปัจจุบันและอนาคตต่างหาก ที่เราจะต้องคิดถึงให้มากๆ เข้าไว้ เดี๋ยวเราไปขอโทษทางฝ่ายขายเขาหน่อยก็แล้วกัน… เอาล่ะ ไปทำงานต่อเถอะ”
    ผมรับปากอย่างว่าง่ายแล้วเดินออกมา

    จริงๆ แล้วผมว่าที่พี่เขาพูดก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน ถ้าหากความทรงจำในชีวิตของผมหายไปสักวันสองวันมันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรมากมาย แต่ไม่ใช่เพราะว่าอดีตเป็นเรื่องไม่สำคัญหรอก… เป็นเพราะชีวิตที่ต้องทำอะไรซ้ำๆ กันทุกวันต่างหาก ทำงานซ้ำๆ เดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับที่ทำงานซ้ำไปซ้ำมา รวมทั้งคำถามทักทายซ้ำซากที่เราต้องพูดอยู่ทุกวันพวกนั้นด้วย ที่ทำให้แต่ละวันในชีวิตของผมไม่มีวันไหนต่างจากวันอื่นๆ จนเป็นที่น่าจดจำเลยสักวันเดียว…
    ดังนั้นถ้ามันจะหายไปสักวันก็ไม่ใช่เรื่องน่าเสียดายอะไรมิใช่หรือ… ยังไงๆ ทุกวันในชีวิตของผมก็เป็นเพียงเมื่อวานของวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว ผมไม่จำเป็นต้องไปเรียกร้องเอามันคืนมาหรอกเพราะมันไม่สำคัญแม้แต่นิดเดียว ไม่สำคัญเลยจริงๆ
    ผมหยุดยืนมองผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่ในสำนักงานแล้วถอนลมหายใจ เออหนอชีวิต… หรือชีวิตคือเรื่องเศร้า เพราะเรามักคิดกันอยู่เสมอว่าเราเป็นเจ้าของมันโดยสมบูรณ์ ทั้งที่เราไม่มีวันรู้วิธีที่จะใช้มันให้คุ้มค่าได้เลย
    ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเดินไปยังฝ่ายขาย…
 

ตะเฆ่สัน 14/7/38 (แก้ไข 20/10/39)
ตีพิมพ์ครั้งแรก แพรว 10 มกราคม 2540

* * * * * * * * * *

    ภายหลังเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็ไปรวมอยู่ใน ‘หนึ่งปีในเมืองหนึ่ง’ ด้วย มันเป็นเรื่องที่เหมาะกับคนเมืองจริงๆ นะ เรื่องสั้นเรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องที่เน้นพล็อตเหมือนเดิม สมัยเขียนเรื่องสั้นแรกๆ นั้นหัวผมเต็มไปด้วยพล็อตเลยนะครับ ข้อดีของเรื่องนี้คือมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสั้นและสามารถบอกสิ่งที่ต้องการจะพูดได้หมด แต่ข้อเสียคือเมื่อย้อนกลับมาอ่านตอนนี้แล้ว ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นที่ช่างเล็กน้อยเหลือเกิน อาจเป็นเพราะตอนเรายังอายุไม่มากก็สนใจเรื่องของตัวเองเป็นหลัก พอเวลาผ่านไปก็เริ่มมองไปยังสังคมที่เราอาศัยอยู่บ้าง แล้วก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทุกคนก็มีปัญหาและโจทย์ของชีวิตที่ต้องตอบกันทั้งนั้น
    และสิ่งที่เรามองว่าเป็นปัญหา บางทีอาจเป็นเรื่องที่คนอื่นยิ้มรับอย่างเต็มใจก็เป็นได้.

สวัสดีครับ!
    ผมชื่อ วิภว์ บูรพาเดชะ ครับ มีอาชีพเป็นนักเขียน …จะว่าไปแล้วนักเขียนก็ยังสามารถจำแนกสาขาออกได้อีกหลายแขนง สำหรับผมแล้วถ้าให้เจาะจงลงมาหน่อยต้องบอกว่า ตอนนี้เป็นบรรณาธิการของนิตยสารแจกฟรีเกี่ยวกับบันเทิงและศิลปะ ชื่อ happening นะครับ งานบรรณาธิการนั้นส่วนใหญ่เกี่ยวกับบริหาร แต่ก็มีการเขียนเป็นส่วนหนึ่งของเนื้องาน แล้วผมก็ชอบที่จะให้ใครๆ เข้าใจว่าเป็นนักเขียนมากว่าเป็นบรรณาธิการด้วยสิ …ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

    ที่เปิด blog นี่ขึ้นมาเพราะตั้งใจจะอวดงานเขียนประเภทเรื่องสั้น ซึ่งเป็นงานเขียนในรูปแบบที่ผมชื่นชอบที่สุด เมื่อราวๆ 12 ปีก่อน (นานเนอะ) ผมเริ่มเขียนหนังสือแรกๆ ก็เขียนเรื่องสั้นเลยครับ อาจเป็นเพราะชอบอ่านเรื่องสั้นมาก่อน พอคิดจะเริ่มเขียนอะไรของตัวเองก็เลยลงมือเขียนเรื่องสั้นเป็นอย่างแรก ตอนนั้นยังมีนิตยสาร ‘สตรีสาร’ อยู่เลย คุณแม่ของผมเป็นสมาชิกประจำ รับทุกฉบับ ผมก็เลยได้อ่านมาตั้งแต่เด็ก สตรีสารเป็นนิตยสารรายสัปดาห์ที่มีบรรณาธิการคือาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง เป็นบรรณาธิการมืออาชีพที่ในแวดวงหนังสือให้การยอมรับนับถือมานาน ในสตรีสารจะมีเซ็กชั่นหนึ่งที่เปิดให้นักเขียนหน้าใหม่ส่งเรื่องเข้ามา ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ก็เอาประสบการณ์ตอนตระเวณสมัครงานไปเขียนเรื่องสั้นชื่อ ‘โอกาส’ แล้วก็ส่งเรื่องสั้นเรื่องนี้ไปที่สตรีสาร ปรากฏว่าผ่านไปราว 2-3 อาทิตย์ก็ได้ลงครับ
    จะบอกว่า เรื่องสั้นชื่อ ‘โอกาส’ เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ผมได้สัมผัสความรู้สึกของนักเขียนก็ว่าได้

    พอมีงานผ่านการตีพิมพ์แล้ว ตามธรรมดาก็รู้สึกดีใจ และก็ได้ใจด้วยนะครับ ก็เลยเขียนงานชิ้นที่สองทันที คราวนี้เป็นเรื่องที่ผมแต่งเอง นึกจินตนาการเอาตอนที่รถติดๆ แล้วก็นึกอะไรไปเรื่อยเปี่อยน่ะครับ คราวนี้ผมส่งไปที่นิตยสาร ‘ชีวิตชีวา’ ซึ่งเป็นนิตยสารที่ถือว่าเท่ๆ มากๆ ตอนนั้น (อารมณ์ประมาณน้องๆ a day ตอนนี้น่ะครับ) ผมรออยู่สองสามเดือน ก็ไม่เห็นได้ลงสักที ตอนนั้นเคยอ่านจากที่ไหนไม่รู้บอกว่าถ้าผ่านไปสองเดือนแล้วไม่มีเสียงตอบรับ ก็ถือว่าไม่ผ่านการพิจารณา ผมเลยเอาเรื่องสั้นเรื่องนี้ส่งไปที่ แพรว อีกที (จริงๆ แล้วถ้าเป็นตอนนี้ผมจะส่งไปที่แพรวก่อน เพราะว่าเป็นนิตยสารที่ดู ‘รุ่นใหญ่’ กว่า แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากครับ แค่ส่งไปเรื่อยๆ ) ปรากฏว่าไม่นานหลังจากหย่อนต้นฉบับไปที่แพรว ทางชีวิตชีวาก็ติดต่อมา บอกว่าจะตีพิมพ์เรื่องสั้นเรื่องนี้ให้ ผมก็เลยต้องรีบโทรไปที่แพรว แล้วขอยกเลิกต้นฉบับที่เพิ่งจะส่งไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
    สิ่งที่ดีใจที่สุดตอนนั้นก็คือ หลังจากที่โทรไปยกเลิกต้นฉบับกับทางแพรวในตอนเช้า ตกบ่ายก็มีทีมงานจากทางแพรว (ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่าคือพี่หมง-ภัทรนันท์ ชัยพงษ์เกษม ที่ตอนนั้นเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการอยู่) โทรมาหาผม แล้วก็บอกว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้ดีนะ คราวหน้ามีงานอะไรให้ส่งมาอีก
    เท่ากับว่าในวันเดี่ยว เรื่องสั้นเรื่องที่สองของผมก็ได้รับคำรับรองจากนิตยสารถึงสองฉบับว่ามันใช้ได้เลยนะ!

    เรื่องสั้นเรื่องนี้ชื่อ ‘กับดัก’ ครับ ฟังดูเพื่อชีวิตเล็กน้อย ภายหลังเมื่อเอามาพิมพ์รวมเล่มในหนังสือ ‘หนึ่งปีในเมืองหนึ่ง’ ผมเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ในกับดัก’ …ดูมีอะไรขึ้นมานิดนึง แต่ยังเพื่อชีวิตเล็กน้อยเหมือนเดิม

* * * * * * * * * *

illus01

ในกับดัก

    ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำเข้าไปหลบตัวอยู่หลังตึกสูง สายลมพัดพาเอาฝุ่นและควันมาพร้อมกับไอความร้อน เมื่อผสมผสานกับความจอแจและเร่งรีบบนท้องถนนแล้ว ก็จะกลายเป็นบรรยากาศที่ชาวกรุงเทพฯทุกคนคุ้นเคย ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทุกคนรู้ดีว่าในวันพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไปกรุงเทพฯก็ยังจะมีสภาพแบบนี้ไปเรื่อยๆ
    สมศักดิ์กล่าวลาเพื่อนร่วมงานแล้วก้าวออกมาจากลิฟต์ เขาเดินดุ่มไปที่รถพร้อมกับคำนวณในใจว่าถ้าเขากลับบ้านตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าโชคดีก็คงถึงบ้านก่อนทุ่มครึ่ง เขายิ้มให้กับเงาของตัวเองในกระจกหน้าต่างรถก่อนจะสตาร์ทเครื่องแล้วรีบขับออกจากที่ทำงาน …เพื่อจะมาเจอรถติดบนถนนเหมือนทุกๆ วัน
    หมู่นี้ดูเหมือนว่าการจราจรจะคับคั่งกว่าปกติ อาจเป็นเพราะเพิ่งเปิดเทอมก็ได้ บางทีวันหลังเขาคงจะต้องรีบออกจากที่ทำงานให้เร็วกว่านี้สักหน่อย
    ในเวลาที่รถของเขาไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลยหลายๆ นาที สมศักดิ์มักจะหาวิธีแก้เบื่อเพื่อช่วยให้ตัวเองไม่เครียดเกินไปนัก บางทีเขาก็ฮัมเพลงตามเครื่องเล่นเทป หรือไม่ก็นึกถึงเรื่องที่เขาควรทำในอนาคต แต่วิธีแก้เบื่อที่เขาชอบมากที่สุดก็คือการนั่งมองดูความเป็นไปบนท้องถนนรอบๆ รถของเขาเอง มองดูคนในรถเบนซ์คันข้างๆ คนที่เดินอยู่ข้างถนนหรือคนที่อยู่บนรถเมล์ แล้วนึกเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยว่าคนนี้จะเป็นคนแบบไหนนะ คนนั้นทำไมต้องนั่งหลับด้วยท่าพิลึกอย่างนั้น หรือคนโน้นจะอยู่บนถนนมากี่ชั่วโมงแล้ว บางครั้งเขาก็มองเหม่อเพลินไป จนรถคันข้างหลังต้องบีบแตรเตือนให้เขาขยับรถไปข้างหน้าทีเดียว
    รถติดจริงๆ ….สมศักดิ์หันไปมองรถคันข้างๆ ก็เห็นคนขับนั่งทำหน้าเหมือนกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก็ในเมื่อมันเป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ นี่นา ไม่ว่ารถจะติดแค่ไหนก็ไม่น่าจะมีใครแปลกใจนักหรอก
    ช่องจราจรที่เขาอยู่ตอนนี้สามารถเลี้ยวซ้ายเข้าซอยได้โดยไม่ต้องรอสัญญาณไฟ แต่รถเกือบทุกคันที่เข้ามาในช่องจราจรนี้ล้วนต้องการจะตรงไปทั้งนั้น จึงทำให้บ้ายที่เขียนว่า ‘เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด’ ไม่มีความหมายเท่าใดนัก
    เขาขยับรถไปช้าๆ ตามคันข้าหน้าไปเรื่อยๆ จนเมื่อเวลาผ่านไปอีกสักพักหนึ่งการจราจรก็เริ่มติดขัดมากขึ้นไปอีก …รถของเขาต้องหยุดอยู่ที่เดิมเป็นเวลานาน
    ป้ายรถเมล์ข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน สมศักดิ์ชอบมองดูป้ายรถเมล์ เพราะเขารู้สึกว่ามันเป็นภาพแปลกตาที่ได้เห็นคนหลายๆ ประเภท ทั้งสาวออฟฟิศ เด็กนักเรียน หญิงชรา ข้าราชการวัยกลางคน หรือแม้แต่ขอทานมายืนจับกลุ่มอยู่ที่เดียวกัน และที่แปลกกว่านั้นก็คือทุกคนหันหน้าไปทิศเดียวกันเสียด้วยสิ!
    เขาไล่สายตาจากป้ายรถเมล์เรื่อยไปตามแนวฟุตปาธ มองผ่านเด็กนักเรียนสองคนที่กำลังยืนคุยกันอยู่ และมองเลยไปถึงตู้โทรศัพท์ที่อยู่ห่างออกไป
    ถึงตอนนี้โทรศัพท์มือถือจะพบเห็นได้ทั่วไป แต่โทรศัพท์สาธารณะก็ยังคงมีคนนิยมมาใช้บริการอยู่ดี อย่างที่ตู้นี้ก็มีคนมารอคิวอยู่ถึงสามคน ซึ่งแต่ละคนก็ดูร้อนรนพอกัน คนที่กำลังใช้โทรศัพท์อยู่เป็นหญิงสาวผมยาวรูปร่างค่อนข้างดี มองห่างๆ จากตรงนี้เธอดูคล้ายกับใครคนหนึ่งที่สมศักดิ์เคยรู้จัก เธอชื่ออะไรนะ?… ‘วริน’ ใช่แล้ว เขาเคยมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งชื่อวริน เธอเป็นผู้หญิงที่คล่องแคล่วและจัดว่ามีบุคลิกดีทีเดียว มีช่วงหนึ่งที่เธอมีทีท่าว่าจะสนใจเขาเป็นพิเศษอยู่เหมือนกัน แต่ทำไมเขาไม่สนใจเธอน่ะหรือ? อืม… คงเป็นเพราะตอนนั้นเขายังเป็นหนุ่มไฟแรงที่สนใจแต่งานอย่างเดียวกระมัง ไม่ใช่หรอก เป็นเพราะเขาคิดว่าชายหนุ่มที่มีอนาคตไกลอย่างเขาน่าจะมีคนรักที่ดีกว่าเธอต่างหาก
    ต่อมาเมื่อสมศักดิ์ย้ายที่ทำงานแล้ว เขาก็ไม่ได้ข่าวคราวของเธออีกเลย
    จนถึงวันนี้เขาอายุสามสิบหกเข้าไปแล้ว แต่ยังไม่เคยมีคนรักเป็นตัวเป็นตนสักคน ภาระการงานที่รัดตัวทำให้เขาไม่มีเวลาไปที่อื่นนอกจากบ้านแล้วก็ที่ทำงานเลย นึกๆ แล้วก็รู้สึกสมน้ำหน้าตัวเองอยู่เหมือนกัน ตอนนี้เขามีตำแหน่งใหญ่โตมีเงินทองมากมาย แต่กลับไม่มีคนมาอยู่เคียงข้างคอยชื่นชมความสำเร็จของเขาอย่างจริงใจ ไม่มีคนมาคอยฟังเขาพูดเมื่อเขาต้องการจะปรับทุกข์ ไม่มีใครคอยปลอบโยนเมื่อเขาต้องการกำลังใจ เฮ้อ! ถ้าตอนนั้นเขายอมมีไมตรีตอบวรินไปซะ ป่านนี้เขาคงมีลูกสักสองสามคน มีครอบครัวที่อบอุ่นไปแล้ว ไม่ต้องมานั่งกลุ้มอกกลุ้มใจถึงอายุที่ล่วงเลยอย่างทุกวันนี้
    ไฟเขียวแล้ว มีรถข้างหน้าหลุดไปได้สี่คัน
    สมศักดิ์ได้ขยับรถไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย เขานึกในใจว่ามันจะติดอะไรกันนักหนาวะ ปกติก็โคตรติดอยู่แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าจะใช้คำอะไรที่ฟังดูมากกว่า ‘โคตรติด’ มาใช้อธิบายสภาพการจราจรในวันนี้
    ผู้หญิงผมยาวก้าวออกมาจากตู้โทรศัพท์ แล้วเดินกลับมาต่อท้ายคิวของคนที่ยืนรออยู่ เบอร์โทรที่เธอต้องการติดต่อสายคงยังไม่ว่างกระมัง สมศักดิ์มองดูอย่างพิจารณาแล้วพบว่าท่าทางของเธอดูคล้ายวรินมากทีเดียว อ๊ะ!ไม่ใช่สิเธอคือวรินจริงๆ เสียด้วย เขาแทบจะตะโกนเรียกชื่อเธอออกมาด้วยความดีใจ ไม่นึกเลยว่าไม่ได้เจอกันเกือบสิบปีจะมาพบกันอีกในสถานการณ์เช่นนี้ ยังก่อน รอให้รถเคลื่อนเข้าไปใกล้ๆ เธอมากกว่านี้แล้วเขาค่อยตะโกนเรียกเธอดีกว่า บางทีเขาอาจชวนเธอขึ้นรถแล้วไปส่งเธอที่บ้านก็ได้ เธอคงยังมีไมตรีให้เขาบ้างหรอก อย่างน้อยก็ในฐานะเพื่อนร่วมงานเก่า
    สมศักดิ์จำได้ว่าเธออายุอ่อนกว่าเขาราวๆ สี่หรือห้าปี ดังนั้นตอนนี้เธอก็คงอายุประมาณสามสิบกว่าเข้าไปแล้ว ไม่รู้ว่าเธอจะแต่งงานมีสามีไปหรือยัง คงยังหรอกน่า ถ้ามีแล้วสามีเธอคงไม่ปล่อยเธอมายืนสูดฝุ่นสูดควันอยู่อย่างนี้หรอก …แต่ไม่ว่ายังไงก็เถอะ เขาไม่ปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไรเลยแน่ๆ
    เวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีรถของเขายังคงอยู่ที่เดิม สมศักดิ์เริ่มร้อนใจขึ้นเรื่อยๆ หรือว่าจะเดินลงจากรถไปคุยกับเธอเลยดีไหม รถคันข้างหลังคงจะตกใจเหมือนกันถ้าอยู่ดีๆ เขาลุกพรวดพราดออกไป แต่ก็มีบางครั้งที่เขาเห็นคนลุกจากรถแล้ววิ่งไปซื้อของตอนที่รถติดมากๆ
    ขณะทีเขากำลังลังเลใจอยู่วรินก็ได้ใช้โทรศัพท์อีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนเลขหมายที่เธอติดต่อจะว่างพอดี เพราะเขาเห็นเธอพูดโทรศัพท์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
    อา… นานเหลือเกินที่เขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ
    เขาตัดสินใจจะเดินลงไปคุยกับเธอ ถึงแม้ว่าเธออาจจะไม่ยอมขึ้นรถก็ขอให้เขาได้พูดคุยถามทุกข์สุขเธอก็ยังดี เขาอยากรู้จริงๆ ว่าตอนนี้เธอแต่งงานแล้วหรือยัง เอ…แต่จะถามเธอยังไงดีนะ อาจถามอ้อมๆ ก็ได้อย่างเช่น “สามีคุณสบายดีหรือเปล่าครับ” หรือ “คุณมีลูกกี่คนแล้วล่ะ” อะไรทำนองนั้น
สมศักดิ์เปิดประตูรถด้วยความรีบร้อนแล้วลุกก้าวพรวดออกมา แต่พอเขาเหลือบตาไปมองที่สี่แยกก็ต้องตกใจ
    ไฟเขียวแล้ว! เขาได้ยินเสียงรถข้างหลังบีบแตร
    รถข้างหน้าค่อยๆ เลื่อนตามกันไปช้าๆ ถึงแม้สมศักดิ์จะรู้ว่าคงมีรถผ่านไฟเขียวคราวนี้ไปไม่กี่คันเหมือนเดิม และรถของเขาก็คงได้เคลื่อนไปข้างหน้าอีกไม่เกินสามสี่เมตร แต่เขาก็กลับเข้าไปในรถแล้วขับตามคันหน้าไปโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย
    พอไฟแดงสว่างวูบขึ้นสักพัก รถของเขาก็หยุดอยู่กับที่ คราวนี้ล่ะเขาจะได้ลงไปคุยกับวรินเสียที
    สมศักดิ์หันไปมองที่ตู้โทรศัพท์อีกครั้ง แต่ภาพที่เขาเห็นคือชายอ้วนคนหนึ่งกำลังตะคอกใส่โทรศัพท์อยู่ วรินหายไปไหนเสียแล้ว! นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน มันจะจบลงง่ายๆ แบบนี้โดยที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลยอย่างนั้นหรือ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ หันหน้าหันหลังจนดูลุกลี้ลุกลน นี่ถ้ามีใครมองดูเขาอยู่ตอนนี้เหมือนที่เขาชอบมองดูคนอื่นๆ ล่ะก็คงนึกว่าเขาเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ
    อ้อ! เธออยู่ตรงนั้น กำลังยืนอยู่เหมือนจะรออะไรสักอย่างอยู่ตรงฟุตปาธข้างๆ กันนั่นเอง สมศักดิ์บอกตัวเองว่าต้องรีบลงไปหาเธอแล้วล่ะ ก่อนที่เธอจะหายไปจากสายตาของเขาอีก
    เขามัวแต่มองวรินตอนเปิดประตูรถ ทำให้ประตูเกือบจะไปชนกับมอเตอร์ไซค์รับจ้างคันหนึ่งที่แล่นแทรกมา นี่ถ้าเขาเปิดออกไปเร็วกว่านี้อีกนิดเดียวคงมีคนต้องเจ็บตัวไปแล้ว ไม่ใช่คนขับมอเตอร์ไซค์ก็เป็นตัวเขานั่นเอง
    สมศักดิ์ค่อยๆ ก้าวออกมาจากรถอย่างระมัดระวัง ไม่ต้องรีบร้อนนักหรอก ยังไงก็ติดไฟแดงอีกนานน่า ถึงแม้ตอนนี้รถของเขาจะอยู่ใกล้กับตำแหน่งที่วรินยืนอยู่จนสามารถตะโกนเรียกเธอได้ก็ตาม แต่เขาคิดว่าเดินเข้าไปคุยกับเธอจะดูสุภาพกว่า เขาอยากให้เธอประทับใจ
    แต่ก่อนที่เขาจะเข้าไปถึงตัวเธอนั่นเอง วรินก็ก้าวขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เข้าไปเทียบอย่างรวดเร็ว …เร็วอย่างเหลือเชื่อ!
    ก็มอเตอร์ไซค์คันที่เขาเกือบจะเปิดประตูไปชนคันนั้นแหละ
    สมศักดิ์ตัดสินใจวิ่งตามรถมอเตอร์ไซค์ไปทันที เขามั่นใจว่ายังไงมันก็ต้องไปติดอยู่ตรงสี่แยกไฟแดงแน่ เขาตะโกนเรียกชื่อเธอสุดเสียงโดยหวังว่าเธอจะได้ยินเสียงของเขาทั้งๆ ที่เธอใส่หมวกกันน็อคอยู่ คนที่ยืนอยู่แถวนั้นหันมามองเขาเป็นตาเดียว
    แต่วรินไม่ได้หันมามอง ไม่แม้แต่จะชำเลืองตามาด้วยซ้ำ สมศักดิ์รู้สึกคล้ายจะสำลักฝุ่นและควัน
    เขาวิ่งตามมาจนเกือบจะถึงสี่แยกจึงได้รู้ตัวว่าเขาลืมอะไรไปอย่างหนึ่ง
    เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด!
    รถมอเตอร์ไซด์คันนั้นเลี้ยวหายไปต่อหน้าต่อตาเขา ผมยาวสลวยของวรินปลิวไหวๆ อยู่ในสายลมเหมือนจะเยาะเย้ยความเชื่องช้าของสมศักดิ์
    สมศักดิ์รู้สึกเหมือนติดอยู่ในกับดักอะไรสักอย่าง กับดักของกรุงเทพฯกระมัง… อีกไม่นานสัญญาณไฟก็คงเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว ไม่เอาดีกว่า อย่ามัวคิดมากไปเลย ตอนนี้เขาคงทำได้ดีที่สุดแค่ถอนหายใจแล้วเดินกลับไปที่รถเท่านั้น สมศักดิ์ปลอบใจตัวเองว่าเธอคงแต่งงานไปแล้วหรอก เพราะจริงๆ เธอก็เป็นผู้หญิงที่จัดว่ามีหน้าตาสวยงามคนหนึ่ง และอายุเธอก็ไม่ใช่รุ่นเด็กสาวอีกแล้ว เขาคงต้องเลิกหลอกตัวเองเสียที
    เขาอาจคิดผิดตั้งแต่ตอนที่ไม่เลือกเธอก็ได้ หรือไม่บางทีก็เป็นตอนที่เขาเลือกซื้อรถยนต์นั่นแหละ
    ให้ตายเถอะ! เขาน่าจะซื้อมอเตอร์ไซค์นะ.

    
ตะเฆ่สัน 11/6/38
ตีพิมพ์ครั้งแรก ชีวิตชีวา 15 ตุลาคม 2538

* * * * * * * * * *

    ตอนนั้นผมใช้ ‘ตะเฆ่สัน’ เป็นนามปากกาครับ มันเป็นชื่อเรียกชิ้นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหลังคาที่ผมเคยเรียนตอนเป็นสถาปนิก จริงๆ คำนี้ต้องสะกดว่า ‘ตะเข้สัน’ แต่ผมชอบตัว ฆ น่ะ มันดูไม่ธรรมดาดี ก็เลยเอามาใช้
    เรื่องสั้นเรื่องนี้พอย้อนกลับไปอ่านแล้วก็รู้สึกว่ายังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีความสนุกใช้ได้เลย แต่บทบรรยายอะไรยังดูรีบๆ แล้วก็เรื่องสัญลักษณ์ก็ไม่มีเอาซะเลย เป็นเรื่องสั้นแบบขายพล็อตล้วนๆ ซึ่งพอเวลาผ่านไป ผมก็ให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นๆ มากขึ้น จนบางทีคิดพล็อตยังไม่เสร็จก็เขียนไปเลยก็มี ไปลุยเอาต่อข้างหน้าโน่น
    โอกาสหน้า ผมจะเอาเรื่องสั้นอื่นๆ ที่เคยเขียนมาให้อ่านกันอีกนะครับ วันนี้โพสต์ไปยาวมากแล้วนะ
    ถือว่าเป็นการโพสครั้งแรกที่ยาวไปไหมเนี่ย…