An Unfinished Song

ธันวาคม 26, 2009

สวัสดีวันใกล้ปีใหม่ครับ
    อัพบล็อกคราวนี้ มีอะไรแปลกๆ มาให้ลองอ่านดูบ้าง เมื่อสักเดือนสองเดือนก่อน น้องชายผมที่กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ที่อเมริกาส่งบทความมาให้ผมชิ้นหนึ่งครับ เป็นบทความที่เขาแปลจากบทความของผมอีกที เข้าใจว่าอยู่โน่นคงจะมีเวลาว่าง เลยแปลบทความของพี่ชายเป็นการฝึกภาษาเล่นๆ
    ผมได้อ่านที่เขาแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษแล้วก็รู้สึกดีๆ แปลกๆ นะครับ คือเวลาพูดเรื่องเดียวกันแต่พูดด้วยอีกภาษาหนึ่งนี่มันมีอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไปอยู่เหมือนกัน
    บทความนี้แปลจากบทความที่ชื่อ เพลงที่ยังไม่จบ ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Image ก่อนที่ภายหลังจะถูกนำมารวมในหนังสือ ตื่นจนเช้า ครับ บางคนอาจจะเคยอ่านที่เป็นภาษาไทยแล้ว คราวนี้ผมลงภาษาอังกฤษให้ดูล้วนๆ เลยดีกว่า ใครพออ่านได้ก็อ่านดูนะครับ
    น่าจะไ้ด้อรรถรสไปอีกแบบ

* * * * * * * * * *

An Unfinished Song

    I had a chance to spend a good amount of time talking with my pal; backdrop of our conversation was a low volume contemporary Thai pop music.
    Song after song, we seemed to run out of topics of conversation. Silence seeped in.
    That was when my friend went, “don’t you think that there’re only two kinds of music, the faded-ending and the abruptly ended ones?”
    Then my thought went, isn’t it funny that while people are trying to classify music into pop, rocks, blue, disco, electronic, or country, if we were to categorize music by its ending, they are only two kinds? One of that is a fade-out ending; typical and seamless. Sometimes we don’t even notice that the song has already ended.
    The other one, seemingly ended kind, appears to require more composition skills—drum beats and chorus may come into play to better the instrumental ending.
    Yet another kind is the abruptly ended song, one might not expected the song to end that easily.
    More contemporary Thai pop songs were filled in the air. We went on to talk about another meaning of ending in lyric of the fashionable music. We concurred that most of them talked about ending of relationships, breaking up or being broken up alike.
    Some are about parting the lover, or friends, friend-turn-lover, lover-turn-friend, or even lover turn acquaintance.
    Some are slowly ended relationship; some are fast and heart breaking.
    Then my thought went, ending of relationship is somewhat similar to ending of song… eventually they have to reach the conclusion… no matter how beautiful or hopeful they are.
    Once again silence seeped in, song after song, relationship after relationship. I started to think about my past relationships with others. Some ended without warning, some beautifully ended. Many times relationships with friends simply faded out.
    Then I recalled some songs have a strange ending, some keep the volume up and down before ending, some fade but go on and on, some end and after a few seconds, it suddenly comes back with a loud drumbeat and continues to play.
    These kinds of ending happened in life, too.
    Sometimes I hoped the ended relationship might only be a fade-out of the song before it comes back, probably not in a few seconds, but a few days, or a few months, or a few years. I still hope the song will come back…
    Between two persons, sometimes the relationship ends because the time has come, sometimes because the pace of life has changed.
    As much as we like to hum our favorite songs every now and then, good old memories bring joy and laughter when we think back to.

    “Have you seen — lately?” my friend asked
    I told him I still see him occasionally.
    …vocals faded to instrumental
    He continued to ask me about our old friends.
    At that moment, I realized the only different between an ending of a song and a relationship.
    While a song may last a few minutes, a relationship may last a lifetime.

    Translated by Vasa Buraphadeja
    From Vip Buraphadeja 2006, An Unfinished Song, Awake Until Dawn [pocket book]

* * * * * * * * * *

    วันเวลาใกล้ผ่านพ้นไปอีกปีแล้วครับ อย่าละเลยความสัมพันธ์ดีๆ ในชีวิตของเรานะครับ อย่างน้อยที่สุดก็อย่าลืมบอกประโยคนี้กับคนที่คุณให้ความสำคัญก็แล้วกัน…
    สวัสดีปีใหม่ครับ.

ระหว่างทาง

ตุลาคม 30, 2009

มีเพลงอีกเพลงที่ผมเพิ่งแต่งในโอกาสงานแฟตเฟสติวัลนี้นะครับ
    เพลงนี้ชื่อเพลง ‘ระหว่างทาง’ เป็นเพลงที่ผมแต่งให้ ปอย พอร์เทรต หรือ ตวัน ชวลิตธำรง (นักเขียนของผมเองครับ) อยู่ในอีพีที่จะออกขายในงานแฟตนี่แหละ (เรียกว่าช่วงนี้ชาวอินดี้แห่กันออกงานเพลงกันใหญ่เลย ราวกับเป็นฤดูเก็บเกี่ยวของเด็กแนว) เพลงนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากผมแต่งเพลง เกิดขึ้นจริง ให้หนึ่ง สลีปเปอร์วัน แล้วให้ปอยร้อง ปอยเลยขอให้ผมแต่งให้เพื่อร้องในอีพีของเขาด้วย จริงๆ แล้วผมไม่มีไอเดียอะไรจะแต่งแล้วล่ะครับ เรียกว่าที่แต่งให้หนึ่งได้นี่ก็โชคดีมากแล้ว แต่พอเพื่อนขอมาก็เลยพยายามดู
    ผมถามปอยว่าอีพีที่จะออกขายเนี่ย มีชื่อหรือยัง แล้วชื่อว่าอะไร
    ปอยบอกว่ามีชื่อปกแล้ว ชื่อชุดว่า ระหว่างทาง เป็นชื่อชุดเฉยๆ ที่ไม่ได้มีเพลงชื่อนี้อยู่ด้วยแต่อย่างใด …ผมก็เลยเอาคำนี้แหละมาแต่งเพลงครับ
    และมันก็ออกมาเป็นเพลงนี้

* * * * * * * * * *

ระหว่างทาง
    (A1)
    เราทำมาทุกทาง ทำทุกอย่างที่ควรทำ แต่ก็แพ้พ่าย และต้องเสียใจ
    ที่ทำไปทุกสิ่งไม่เป็นจริงเลยใช่ไหม จบตรงนี้ ฝันของเรา
    (B1)
    แต่ลองมองให้ดี ในวันนี้ที่เสียใจ ใช่หนทางจะสิ้นสุดลง
    (Hook1)
    มันเป็นเพียงแค่ระหว่างทางที่เรายังต้องไป แม้จุดหมายในวันนี้ไม่มีอยู่
    มันเป็นเพียงแค่ระหว่างทางที่เราต้องรอดู ว่ามีอะไรรออยู่ปลายทาง เมื่อเราไปถึง
    (A2)
    ชีวิตคือเส้นทาง ที่ทุกอย่างช่างซับซ้อน อาจจะยิ้มได้ อาจมีน้ำตา
    แต่ในชีวิตเราต้องเดินทางผ่านเวลา เพื่อให้รู้ และเข้าใจ
    (B2)
    ว่าลองมองให้ดี เส้นทางนี้ยังกว้างไกล ถ้าเรายังไม่หยุดเดินทาง
    (Hook2)
    มันเป็นเพียงแค่ระหว่างทางของทางที่วกวน และสับสนจนบางครั้งไม่เข้าใจ
    มันเป็นเพียงแค่ระหว่างทางของทางอันแสนไกล มีอะไรรออยู่ปลายทาง…
    มันเป็นเพียงแค่ระหว่างทางที่เรายังต้องไป แม้จุดหมายในวันนี้ไม่มีอยู่
    มันเป็นเพียงแค่ระหว่างทางที่เราต้องรอดู ว่ามีอะไรรออยู่ปลายทาง เมื่อเราไปถึง.

* * * * * * * * * *

    เจอกันในงานแฟตนะครับ วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 7-8 พ.ย. นี้ที่ชาเลนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี มีเพลงนี้ไปขายในอีีพีของ Portrait ที่บูธของ No More Belts แน่นอน
    อ้อ! แล้วถ้าเจอกันวันนั้นก็ทักกันบ้างนะครับ

เกิดขึ้นจริง

ตุลาคม 9, 2009

ไม่ได้อัพบล็อกมานานจนลืมไปแล้วว่าตัวเองมีบล็อกนะครับ แต่ในที่สุดก็มีเรื่องให้มาอัพจนได้
    เรื่องของเรื่องก็คือผมเพิ่งแต่งเพลงได้หนึ่งเพลงครับ แต่งเสร็จแล้วรู้สึกภูมิใจมาก คือไม่ใช่ว่ามันดีมากหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าผมไม่ได้แต่งเพลงมาเป็นปีเลย มัวแต่ยุ่งกับการกอบกู้นิตยสารของตัวเองอยู่ พอต้องนั่งลงแต่เพลงเพราะโดนเพื่อนบังคับให้แต่ง ก็ยังแต่งออกมาจนได้ ก็รู้สึกว่ามันยังเป็นทักษะที่ยังอยู่กับตัวเรา ไม่ได้หายไปไหนน่ะครับ ก็เลยดีใจ
    เพลงนี้ชื่อเพลงว่า ‘เกิดขึ้นจริง’ ส่วนเนื้อเพลงเป็นอย่างไรนั้นลองไปดูกันเลยนะครับ

* * * * * * * * * *

เกิดขึ้นจริง
    (A1)
    ฉันรู้ว่าในวันนี้ มันไม่เหมือนกับวันเมื่อวาน
    สายน้ำที่ไหลไปแล้ว มันก็เลยลับไปทุกวัน
    อะไรอะไรที่เราคุ้นเคย ก็คงอยู่ไปไม่นาน
    ฉันเข้าใจ ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ
    (A2)
    ฉันพร้อมที่จะยอมรับ วันพรุ่งนี้ที่เธอต้องไป
    รู้แล้วว่าเธอเลือกแล้ว เป็นคำลาที่เธอมั่นใจ
    อะไรอะไรที่เคยคิดกัน ก็คงต้องแปรผันไป
    ฉันเข้าใจ มันจำเป็น ฉันเข้าใจ

    แต่ว่าเวลา ที่เราทั้งสองเคยมี ที่มันจะจบลงนับแต่นี้ ฉันขอให้เธอจดจำ  
    เผื่อว่าวันใด ที่เรานั้นย้อนมาเจอ เราจะได้ยิ้มให้กันเสมอ เพราะรู้ว่ายังไม่ลืม
    ว่าเรื่องเธอและฉัน อย่างน้อยเคยเกิดขึ้นจริง
    (ซ้ำ A1)
    แต่ว่าเวลา ที่เราทั้งสองเคยมี ที่มันจะจบลงนับแต่นี้ ฉันขอให้เธอจดจำ
    เผื่อว่าวันใด ที่เรานั้นย้อนมาเจอ เราจะได้ยิ้มให้กันเสมอ เพราะรู้ว่ายังไม่ลืม  
    และเมื่อสายน้ำ ก็ยังต้องไหลเรื่อยไป หากในวันนี้ คือครั้งสุดท้าย ที่เราทั้งสองได้เจอ
    ปล่อยให้เวลา นำพาชีวิตเราไป ต่อจากวันนี้จนวันสุดท้าย จะรู้ว่าเราไม่ลืม
    ว่าเรื่องเธอและฉัน อย่างน้อยเคยเกิดขึ้นจริง
    ว่าเรื่องเธอและฉัน อย่างน้อยมันเกิดขึ้นจริง.

* * * * * * * * * *

    เพลงนี้จะอยู่ในอีพีชุดใหม่ของ Sleeper 1 นะครับ น่าจะวางขายในงานแฟต และจะร้องโดย ปอย พอร์เทรตครับ ใครอยากฟังก็ลองไปหาฟังกันได้
    เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงครับ แล้วเจอกันใหม่ที่นี่ เร็วๆ นี้.

ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเขาว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดีครับ
    ซึ่งจากเหตุการณ์รอบๆ ตัวผมก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ งานประจำของผมซึ่งก็คือการนำพานิตยสาร happening ให้อยู่รอดตลอดฝั่ง ก็หนักหนาขึ้นมามากเลยครับ ยอดโฆษณาหายวูบ แม้ยอดขายหนังสือจะดีขึ้นบ้างแต่ก็ไม่ช่วยอะไรมาก อย่างที่คงเคยได้ยินว่าการทำนิตยสารสมัยนี้อยู่ได้ด้วยโฆษณา …มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ น่ะครับ ผมเลยต้องโหมทำงานหนักมากขึ้นเยอะ ยอดโฆษณาหาย ก็ไปหางานอย่างอื่นมาทำเพื่อเสริมรายได้ให้บริษัท ประมาณนี้น่ะครับ
    เขียนมานี่ก็เพื่อจะบอกว่า ทำไมผมถึงไม่ได้อัพบล็อกตั้งนานนั่นเอง ฮ่าๆๆๆ
    แต่ช่วงหลายเดือนที่ไม่ได้อัพบล็อก ผมก็ยังได้อ่านงานเืรื่องสั้นเยอะมากๆ ครับ เหตุผลส่วนหนึ่งนั้นก็เนื่องมาจากหน้าที่ที่ต้องแนะนำหนังสือลงใน happening อยู่แล้ว ก็เลยมักจะเลือกหนังสือรวมเรื่องสั้นมาอ่านแล้วเอามาแนะนำเพราะชอบวรรณกรรมประเภทนี้เป็นทุนเดิม นอกจากนี้ใน happening เองยังเปิดหน้าเรื่องสั้นมาตั้งแต่ต้นปีด้วยครับ ก็มีเรื่องสั้นอีกส่วนหนึ่งที่ผมได้จากนักเขียนเก่งๆ มาให้อ่านและลงตีพิมพ์กัน
    เรียกว่าช่วงที่ผ่านมาผมอ่านเรื่องสั้นไปหลายสิบเรื่องเลยล่ะ
    ในจำนวนนี้ มีเรื่องสั้นอยู่ 3-4 เรื่องที่อยากจะมาแนะนำให้ไปหามาอ่านกันครับ เพราะผมอ่านแล้วประทับใจสุดๆ เลยน่ะ เวลาไปเจออะไรที่มันโดนใจขนาดนี้ก็อยากจะบอกต่อนะครับ

shortstorytoday

    เรื่องแรกเป็นเรื่องสั้นของ ปราบดา หยุ่น ที่ตีพิมพ์ใน happening ฉบับเดือนมีนาคม หน้าปก แสตมป์-ญารินดา ครับ เรื่องนี้ชื่อว่า นิทานจบดี เป็นเรื่องสั้นเรื่องล่าสุดของปราบดา (ที่ผมไ้ด้อ่านต่อจากที่เขาเขียนใน เสียงเล่าเรื่องจากเครื่องฉาย) เรื่องสั้นเรื่องนี้เล่าถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่มีความฝันแปลกประหลาด เธอมักจะฝันถึงอดีตเพื่อนร่วมชั้นวัยเรียนที่ชื่อ นิทาน จบดี ในสภาพน่าสยดสยองอยู่บ่อยๆ ครับ ภาพเหล่านี้ติดอยู่ในใจของเธอมานาน แล้วเธอก็ไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วอดีตเพื่อนร่วมชั้นของเธอคนนั้นเป็นตายร้ายดีอย่างไร ความเจ๋งของเรื่องนี้คือมันไม่ใช่เรื่องสั้นสยองขวัญ (แม้จะมีอารมณ์นั้นอยู่ไม่น้อย) ไม่ใช่เรื่องสั้นแนวประชดเสียดสี (ถึงจะมีอารมณ์นั้นอยู่เหมือนกัน) แต่เป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนความเป็นมนุษย์แบบหนึ่งที่คนอ่านอย่างเราๆ ยากจะปฏิเสธความ ‘สมจริง’ ของความรู้สึกนี้ได้ ที่ถ้าเราไปตกอยู่ในสถานการณ์ของตัวละครหลักทั้งสองตัว ก็น่าจะกระทำและรู้สึกแบบเดียวกันกับพวกเธอเช่นกัน
    เรื่องสั้นเรื่องนี้บอกได้ว่าชีวิตจริงไม่ใช่นิทาน และยังบอกเราได้อีกว่า ปราบดา ก้าวไปไกลเพียงใดแล้ว
    ถัดมาเป็นงานที่ออกมาตั้งแต่ปีก่อน อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชื่อ ไม่ย้อนคืน ของ อุทิศ เหมะมูล ครับ จริงๆ หนังสือเล่มนี้โปรยปกว่าเป็นรวมเรื่องสั้นที่ว่าด้วย ‘ระยะห่างและการสื่อสารของความสัมพันธ์อันร้าวลึก’ ซึ่งโดยสรุปแล้วแทบทุกเรื่องก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ ส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์ของคู่รัก แต่มีอยู่สองเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของคู่รัก คือเรื่อง เปลี่ยว ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของพี่-น้องที่ฝ่ายพี่เข้าเมืองมาเรียนและมาทำงานเป็นศิลปินแล้วหลายปี ในขณะที่ฝ่ายน้องที่อยู่บ้านนอกนั้นเฝ้ามองพี่ห่างๆ และเห็นพี่เป็นฮีโร่ตลอดมา จนวันหนึ่งน้องก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้านมาหาพี่ เพื่อจะเอาอย่างพี่ และเป็นผลให้แม่ที่อยู่ต่างจังหวัดต้องโทรมาโวย สั่งให้พี่ไปดูแลน้องด้วย การกระทำของพี่ชายในเรื่องนี้ดูเหมือนจะรักและหวังดีกับน้องชายครับ แต่ก็ไม่แน่ หากเปรียบเทียบกับเรื่องสั้นอีกเรื่องที่อุทิศเลือกเป็นเรื่องปิดเล่มคือ ด้วยรักและความลับเล็กๆ ที่เล่าเรื่องของอากงกับลูกสาวคนสุดท้อง ที่แกเลี้ยงมากับมือตั้งแต่ตัวเล็กๆ สองพ่อลูกอยู่ด้วยกันสองคนมานานเพราะคนอื่นในครอบครัวแยกบ้านออกไปด้วยเหตุผลต่างๆ กัน ความสัมพันธ์แบบครอบครัวจีนที่ไม่ค่อยได้แสดงออกด้านความรักอย่างหวานชื่น แต่ก็มีร่องรอยของความห่วงใยต่อกันให้เห็นตลอดทั้งเรื่องนั้นขัดแย้งกับคู่พี่น้องในเรื่อง เปลี่ยว อยู่ไม่น้อย ในขณะที่ลูกๆ คนอื่นของแกพยายามแสดงความรักกับพ่อผู้แก่ชราด้วยวิธีทั่วๆ ไป (เช่นซื้ออาหารบำรุงสุขภาพมาให้ หรือซื้อเครื่องฟอกอากาศมาให้) แต่ก็ดูจะไม่ได้เข้าอกเข้าใจอากงเท่าไหร่ เรื่องมาถึงจุดพลิกผันเมื่อวันหนึ่งอากงกับลูกสาวคนเล็กต้องผิดใจกันเพราะความรักนะครับ แล้วก็ไม่ใช่การผิดใจกันแบบชั้นเดียวประมาณว่า อุ๊ย เข้าใจผิด หรือ ชั้นทำไปเพราะหวังดี อะไรทำนองนั้นด้วย
    ความสัมพันธ์ระหว่างคนที่เห็นว่าต่างฝ่ายต่างนิ่งๆ นั้นบางทีมันซับซ้อนได้ขนาดไหน อุทิศ แสดงไว้ในเรื่องสั้นเรื่องนี้อย่างน่าประทับใจเหลือเกินครับ
    สุดท้าย ผมชอบเรื่องสั้นขนาดยาวชื่อ สัญญาณจากอนาคต ในหนังสือ คลื่นถี่ความเหงา ของนักเขียนหนุ่มชาวญี่ปุ่น โอตสึ อิจิ มากๆ ครับ นักเขียนคนนี้เป็นเซียนในเรื่องการวางพล็อตหักมุม เขย่าขวัญ ตลอดจนงานเขียนประเภทไซไฟ แฟนตาซีเขาก็เคยเขียนมาแล้ว ถ้าติดตามมาโดยตลอดจะพบว่าพล็อตเรื่องสั้นของไอ้หนุ่มคนนี้มันไร้ข้อจำักัด แล้วก็มัีกจะจบลงอย่างสวยงามหรือไม่ก็ทิ้งความรู้สึกรุนแรงไว้ให้กับคนอ่านไ้ด้เสมอ เขาเป็นนักเขียนมือรางวัลที่ได้รางวัลมาแล้วเพียบ และก็มีงานแปลของเขาในเมืองไทยโดย JBook ในเครือ Bliss อยู่หลายเล่มครับ ที่ดังๆ หน่อยก็อย่างเช่น นัดหมายในความมืด, ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ และร่างไร้วิญญาณของฉัน, รอยสักรูปหมา และที่ขอแนะนำอย่างแรงก็คือ Goth คดีตัดข้อมือ ที่จัดแปลโดยเนชั่นครับ
    เอาล่ะ กลับมาที่เรื่องสั้น สัญญาณจากอนาคต อีกที เรื่องสั้นเรื่องนี้เริ่มต้นคล้ายหลายเรื่องของ โอตสึ อิจิ คือเป็นเรื่องของเด็กมัธยมที่มีประสบการณ์ฝังใจแปลกประหลาดในวัยเด็ก แต่ตัวละคร ‘ผม’ ในเรื่องนี้เจอประสบการณ์เหนือธรรมชาติเพียงแ่ค่ไปเจอเพื่อนใหม่ที่อ้างว่าเห็นภาพจากอนาคตได้ ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไอ้เพื่อนคนนี้มันเห็นได้จริงหรือเปล่า เพราะฟังดูโม้ๆ อยู่เหมือนกัน เรื่องแปลกๆ เรื่องนี้นับว่าธรรมดาเอามากๆ เมื่อเทียบกับเรื่องเหนือธรรมชาติหรือเรื่องชวนเขย่าขวัญในงานเขียนหลายๆ เรื่องที่ผ่านมาของ โอตสึ อิจิ ครับ แล้วมันก็คงจะธรรมดามากถ้าไอ้ตัวละครเพื่อนที่อ้างว่าเห็นภาพอนาคตคนนี้มันไม่หลุดปากทำนายว่า ‘ผม’ จะได้แต่งงานกับเพื่อนสาวอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของทั้งสองคนด้วย คือเมื่อมีคำทำนายนี้เกิดขึ้น ตามประสาเด็กๆ ที่ยังเขินอายเรื่องความรัก ก็มีผลให้ ‘ผม’ กับเพื่อนสาวคนนี้แยกห่างกันออกไปโดยปริยาย แล้วชีวิตของ ‘ผม’ ก็เริ่มหักเหออกมา และเข้าสู่จุดที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ด้วยความดื้อดึงและความไร้เดียงสาบางประการของเจ้าตัวนับตั้งแต่นั้น เขาเลิกเรียน หางานประจำทำไม่ได้ และในที่สุดก็กลายเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
    ดีกรีความสยองหรือความพิศวงในเรื่องสั้น สัญญาณจากอนาคต นั้นนับว่าน้อยมาก แ่ต่โอตสึ อิจิ สามารถคุมอารมณ์ทั้งตัดสลับ ทั้งทิ้งท้ายระหว่างท่อนให้คนอ่านตามเรื่องไปชนิดที่วางไม่ลงเพราะเดาจุดจบไม่ออกจริงๆ และตอนจบของเรื่องนี้เขาก็ทำได้ดีมากๆ ครับ ผมเล่าอะไรไม่ได้เลยล่ะ แล้วก็ไม่อยากบอกใบ้ด้วย แต่เอาเป็นว่านี่เป็นเรื่องสั้นที่อ่านจบแล้วจะทำให้คุณรู้สึกอิ่มๆ ในหัวใจทั้งที่ยังเหงาๆ อยู่ได้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง และด้วยความที่เรื่องมันไม่หวือหวาในพล็อตมากมาย แต่ดันก่อความรู้สึกได้ท่วมท้นขนาดนี้ งานนี้จึงเป็นงานที่บอกได้ว่า โอตสึ อิจิ เป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าตอนที่เขาแจ้งเกิดอย่างฉูดฉาดด้วยเรื่องสั้นหักมุมที่สนุกสุดเหวี่ยงพวกนั้นแล้ว
    เล่าสู่กันฟังแค่นี้ ลองไปหาอ่านดูกันก็แล้วกันถ้าเผื่อว่าสนใจนะครับ ผมคิดว่าเรื่องสั้นดีๆ จะช่วยให้เราได้ความรู้สึกและแง่คิดดีๆ ตลอดจนอาจจะหันกลับมาทบทวนตัวเองในเรื่องต่างๆ อีกด้วย สิ่งเหล่านี้น่าจะจำเป็นสำหรับโลกวันนี้ที่คนช่างขัดแย้งและไม่เข้าใจกันรวมทั้งไม่เข้าใจตัวเองด้วยก็มีครับ
    แล้วเมื่อมีเวลาว่างจากการต่อสู้พิษเศรษฐกิจ เราจะมาเจอกันใหม่.

เพราะหน้าที่ที่จะต้องเขียนแนะนำหนังสือในนิตยสาร happening (คอลัมน์ ๙) ทำให้ผมต้องอ่านหนังสือดีๆ อย่างน้อยเดือนละ 9 เล่มเลยล่ะครับ
    และในปี 2551 ผมได้อ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นดีๆ หลายเล่ม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปีนี้ซีไรต์เป็นรอบของการประกวดเรื่องสั้นนะครับ เลยมีหนังสือแนวนี้ออกมาเยอะเลยล่ะ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมหลงรักวรรณกรรมประเภทนี้อยู่แล้ว ถึงยังไงก็ต้องไปขวนขวายหามาอ่านอยู่ดี
   ในช่วงเปลี่ยนผ่านปีเก่าเข้าปีใหม่อย่างนี้ ผมก็เลยอยากจะเอาหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ประทับใจในรอบปีมาแนะนำกันสักหน่อย
    มาดูกันดีกว่าว่ามีเล่มไหนบ้าง…

ss

    เล่มแรก ผมเลือก เหมือนว่าเมื่อวานนี้เอง ของกวีซีไรต์ คุณเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ครับ เรื่องสั้นของคุณเรวัตร์ทรงพลังมากๆ ทุกเรื่องไล่เรียงด้วยสำนวนลีลาและบรรยากาศแบบที่กวีเท่านั้นถึงจะทำได้ มีการใช้สัญลักษณ์ท้าทายให้คนอ่านตีความ และมีความโรแมนติกในแบบที่ไม่หวานเอียน กิมมิกสำคัญของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้คือแต่ละเรื่องยังเชื่อมกันด้วยตัวละครตัวหนึ่ง ที่บางเรื่องแตะเพียงนิดหน่อย แต่บางเรื่องก็ว่าด้วยตัวละครตัวนี้ โดยสรุปแล้ว ผมว่าถ้าหนังสือเล่มนี้ออกมาเร็วกว่านี้อีกสักหน่อย แล้วทันส่งชิงซีไรต์ ก็จะเป็นเล่มหนึ่งที่เป็นตัวเต็งไปด้วยแน่นอนครับ

   เล่มต่อมา ขอแนะนำ นารีปราโมทย์และเรื่องรักใคร่อื่นๆ ของคุณเอื้อ อัญชลี ครับ ช่วงหลังๆ นี้เธอโด่งดังจากคอลัมน์ สามก๊กฉบับคนกันเอง ในมติชนสุดสัปดาห์ แต่ว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นนักเขียนเรื่องสั้นผู้เอาจริงเอาจังมานานแล้ว เรื่องสั้นของคุณเอื้อมีขนาดไม่ยาวครับ คือเรื่องหนึ่งไม่เกิน 10 หน้าหนังสือ แต่ทุกเรื่องในเล่มนี้เล่าเรื่องความรักในความสัมพันธ์แบบต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ คุณเอื้อใช้ความเป็นผู้หญิงขุดเข้าไปในจิตใจและอารมณ์ที่ยากจะคาดเดาของตัวละครต่างๆ ซึ่งมีทั้งเด็กจนไปถึงวัยกลางคนเลย และที่น่าสนใจคืออารมณ์ของเรื่องสั้นยังหลากหลาย มีตั้งแต่โรแมนติกสุดๆ อย่างเรื่อง “นารีปราโมทย์” เรื่องขำๆ ขื่นๆ ปนเสียดสีอย่าง “Korean Love” ไปจนถึงเรื่องเปรี้ยวๆ อย่าง “ปอกกล้วยเข้าปาก” คือโจทย์ที่ว่าด้วย ‘เรื่องรักใคร่’ นั้นอาจจะดูแคบๆ สักหน่อย แต่คุณเอื้อตีโจทย์นี้ได้กว้างไกล และสนุกสนานมากๆ ครับ

    ต่อกันด้วย เสียงเล่าเรื่องจากเครื่องฉาย เป็นรวมเรื่องสั้นจาก 6 นักเขียน คือ อนุสรณ์ ติปยานนท์, ปราบดา หยุ่น, 10 เดซิเบล, อุทิศ เหมะมูล, กิตติพล สรัคคานนท์ และ ภานุ ตรัยเวช ที่มีคอนเสปต์ว่าด้วย ‘ศิลปะส่องทาง’ ซึ่งแต่ละคนก็ตีโจทย์อย่างลึกล้ำ เรื่องสั้นของนักเขียนทั้ง 6 ก็โชว์ฝีมือกันแบบไม่ยอมน้อยหน้าจนใช้เป็นตัวอย่างของพัฒนาการเรื่องสั้นไทยในยุคปัจจุบันว่าไปถึงไหนกันแล้วได้ดีทีเดียว (ผมชอบเรื่องของ ปราบดา หยุ่น กับ อุทิศ เหมะมูล เป็นพิเศษครับ) หนังสือเล่มนี้ยังทำเป็นเวอร์ชัน 2 ภาษาอีกด้วย ซึ่งอาจทำให้ราคาแพงไปนิด แต่ก็น่าสะสมอยู่ดีนะครับ

    เคหวัตถุ ของ อนุสรณ์ ติปยานนท์ ก็เป็นอีกเล่มที่โดดเด่นในใจผมประจำปีนี้นะครับ หนังสือเล่มนี้เป็นรวมเรื่องสั้นที่ให้อารมณ์ ‘โพสโมเดิร์น’ ที่สุดที่ได้เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ปีนี้ (บางคนอาจจะบอกว่า อ่านไม่รู้เรื่องที่สุดก็ได้) แต่เรื่องสั้นทั้ง 8 ที่เริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องสิ่งของซึ่งส่งผลกับชีวิตอย่างแปลกๆ ในเรื่องแรกๆ แล้วลามไปถึงเรื่องราวอื่นๆ ในเรื่องหลังๆ ก็พาเราไปผจญภัยในจินตนาการได้อย่างสุดเหวี่ยง …ไม่ใช่การผจญภัยแบบแฟนตาซีหรือเข้าสู่โลกเวทย์มนต์อะไรเทือกนั้นนะครับ แต่มันเป็นการผจญภัยในโลกธรรมดาทุกๆ วันของเรานี่ล่ะ เพียงแต่มันทำให้เรามองโลกธรรมดารอบๆ ตัวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปได้เลย

    เล่มสุดท้าย ผมยังประทับใจกับนักเขียนเรื่องสั้นรุ่นใหญ่ที่ผมตามงานมาเนิ่นนานอย่างคุณจำลอง ฝั่งชลจิตร กับ เรื่องบางเรื่อง เหมาะจะเป็นเรื่องจริงมากกว่า นะครับ คุณจำลองเป็นนักเขียนที่จริงจังกับงานประเภทเรื่องสั้นมากๆ และจริงจังมาร่วม 30 ปีแล้ว ที่น่าชื่นชมคือแกยังคงหาหนทางใหม่ๆ ให้งานของตัวเองอยู่เสมอ (และมักจะหาได้เสียด้วย) อย่างในเล่มนี้ก็อย่างที่ชื่อปกจั่วเอาไว้ เพราะเหมือนว่าคุณจำลองจะเล่นสนุกกับการกระโดดข้ามเส้นแบ่งระหว่างเรื่องแต่ง เรื่องจริง และงานเขียนอีกหลายแบบอย่างสนุกสนานและมีชั้นเชิง ยกตัวอย่างง่ายๆ สักเรื่องแล้วกันนะครับ อย่างในเรื่องสั้นชื่อเดียวกับชื่อปกหนังสือนี่ล่ะ คุณจำลองเล่าถึงเด็กหญิงที่พยายามรบเร้าให้นักเขียนเอาโศกนาฏกรรมในชีวิตจริงของตัวเองไปเขียนเป็นวรรณกรรม แต่เพราะนักเขียนเห็นว่าเรื่องของเด็กหญิงมัน ‘จริงเกินไป’ เลยไม่ได้ให้ค่ากับเรื่องแสนเศร้าของเธอสักเท่าไหร่ ครับ, เรื่องบางเรื่องเหมาะจะเป็นเรื่องจริงเท่านั้น แล้วนักเขียนเขียนอะไรล่ะ เขียนเรื่องที่ไม่จริงอย่างนั้นหรือ?
    เคยมีคนบอกว่า ‘ศิลปะคือการเล่าเรื่องโกหกเพื่อให้ผู้เสพค้นพบความจริง’ ผมคิดว่าคุณจำลองทำให้เราต้องใคร่ครวญกับประโยคนี้ให้ถี่ถ้วนอีกหลายชั้นเลยทีเดียว
    ทั้งในฐานะนักอ่าน และในฐานะนักเขียนเลยล่ะ

    มาถึงตรงนี้ ก็อยากจะถามไถ่กับคนที่เข้ามาอ่านบล็อกของผมทั้งปีอยู่เหมือนกันครับ ว่าปีนี้ได้อ่านเรื่องสั้นที่โดนใจกันบ้างหรือยัง?

มองจากข้างล่าง

พฤศจิกายน 28, 2008

ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองเนื้อหอมเป็นพิเศษครับ เพราะได้รับชวนเชิญไปเขียนในหนังสือหลายๆ ฉบับเลย มีตั้งแต่หนังสือที่น้องๆ ในมหาวิทยาลัยทำกันเอง ไปจนถึงหนังสือที่เอาไว้ให้ผู้ใหญ่อ่าน
    นิตยสาร Mix เป็นหนังสือที่เอาไว้ให้ผู้ใหญ่อ่านเล่มหนึ่งซึ่งผมได้รับชวนไปเขียนมาเมือเดือนก่อนครับ คอลัมน์ที่เขาให้ผมไปเป็นแขกรับเชิญนั้นชื่อว่า In My Life ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นชื่อเพลงโปรดของผมที่มาจากฝีมือ The Beatles นะครับ ฟังเพลงนี้ทีไรน้ำตาซึมทุกที แล้วอย่างนี้ผมจะปฏิเสธไม่เขียนได้อย่างไร
    แต่การเขียนเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้นจะว่าไปก็ยากแสนยาก เพราะชีวิตคนเราล้วนมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย เอาแค่แต่ละวันให้ผ่านพ้นไปก็วุ่นวายเหลือเกินแล้ว (ไม่เชื่อลองอ่านข่าวการเมืองช่วงนี้สิครับ)
    เรื่องที่ผมเขียนให้หนังสือ Mix ไม่รู้ว่าตอบโจทย์ของเขาได้ตรงแค่ไหน แต่ผมเลือกเขียนเรื่องหนึ่งซึ่งอยู่ในใจผมมาทั้งชีวิตครับ
    นั่นก็คือเรื่อง ‘ท้องฟ้า’

* * * * * * * * * *

sky1

มองจากข้างล่าง

    วันหนึ่งในฤดูหนาวเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน ตอนนั้นผมอายุราวสิบขวบ กำลังวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ อยู่ที่โรงเรียนแถวชานเมืองในช่วงพักเที่ยง ลมหนาวเย็นเยียบพัดโหมเป็นระยะ ตัดกับความอบอุ่นของแสงแดดในฤดูหนาว กลุ่มของพวกเราวิ่งไล่กันห่างออกมาจากเด็กๆ กลุ่มใหญ่ในสนามฟุตบอล เราวิ่งๆๆ ตามกันมาจนถึงพื้นที่ด้านข้างของโรงเรียนที่มีทิวต้นสนปลูกเรียงราย พื้นดินใต้ฝ่าเท้าอ่อนนุ่มจากซากใบสนจำนวนมหาศาลที่หล่นลงมาทับถมกันนานนับเดือน ใครคนหนึ่งหกล้มกลิ้งลงไปกองใต้ต้นสนใหญ่ พวกเราหัวเราะแล้วกระโดดทิ้งตัวตามลงไปนอนทับกันเป็นกอง ใบสนเรียวยาวสีน้ำตาลบนพื้นปลิวฟุ้ง ผมกลิ้งตัวไปนอนเคียงข้างกับเพื่อนๆ
    วูบนั้นลมหนาวพัดมาหอบใหญ่ ฉุดให้ใบสนที่พร้อมจะปลิดตัวอำลาจากกิ่งปลิวร่อนลงมามากมาย พวกเราหยุดเสียงหัวเราะแล้วมองดูภาพนั้นด้วยความพิศวง
    ก่อนหน้านั้นไม่กี่วินาที ภาพในสายตาของผมยังเป็นภาพเพื่อนๆ ในเสื้อกันหนาวหลากสีวิ่งไล่ตามกันมาเป็นพรวน ความคิดในหัวยังเป็นการพยายามไล่ตีไล่เตะคนที่อยู่ตรงหน้าแล้วคอยหลบมือไม้ของคนที่วิ่งตามมา เสียงก้องในสองหูยังเป็นเสียงหัวเราะและคำด่าขำๆ แบบเด็กๆ แต่ชั่วขณะที่พวกเราล้มลงนอนเรียงกัน ภาพเบื้องหน้าพลันเปลี่ยนเป็นภาพท้องฟ้าเวิ้งว้างกว้างไกล ก้อนเมฆสีขาวยิ่งกว่าขาวลอยเต็มฟ้า ใบสนมากมายค่อยๆ ร่อนสู่พื้น บางใบตกลงมาสัมผัสตามตัวของพวกเราเบาๆ
    พวกเราพากันเงียบลงไป ต่างคนต่างจดจ้องมองขึ้นไปบนฟ้า ก้อนเมฆสีขาวลอยเลื่อนอ้อยอิ่ง ยอดสนโอนเอนไปมาตามแรงลม และวันเวลาของพวกเรายังอีกยาวไกล
    ใครคนหนึ่งถอนหายใจออกมาเบาๆ
    ไม่ใช่เสียงถอนหายใจจากความกลุ้มใจ แต่เป็นเสียงแสดงความสุขสมจากการได้เสพความสวยงามของภาพท้องฟ้าเบื้องบน
    กระนั้น ใครอีกคนก็พูดแซวขึ้นว่า “มึงจะกลุ้มใจอะไรนักหนาวะ”
    เราหัวเราะออกมากันครืนใหญ่ เพราะรู้ดีว่า ชั่วขณะนั้น ไม่มีใครต้องกลุ้มใจอะไรสักหน่อย ทุกคนกำลังมีความสุขอยู่ต่างหาก

* * * *

    เย็นวันหนึ่งในฤดูฝนเมื่อสิบแปดปีก่อน ผมอายุราวสิบเจ็ดปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย มันเป็นเย็นวันอาทิตย์ที่ไม่มีใครอยู่บ้านนอกจากผม ทุกคนออกไปทานข้าวข้างนอก ทิ้งให้ผมหมกมุ่นอยู่กับหนังสือเรียนและการบ้านที่กำลังติดพัน ตอนนั้นเป็นช่วงใกล้สอบที่ผมต้องเริ่มอ่านหนังสือเตรียมตัวไว้บ้างแล้ว ไหนยังจะมีการบ้านอีกหลายๆ วิชาที่กองสุมอยู่ ผมสะสางมาแล้วตั้งแต่เย็นวันศุกร์ แล้วก็ทำๆๆๆ ไปจนถึงเย็นวันอาทิตย์ มีหยุดพักบ้างก็ตอนที่ต้องกินข้าว นอนหลับ และออกไปเรียนพิเศษ แต่งานที่ค้างก็ยังคาอยู่อีกเยอะ ไม่น่าเชื่อว่าระบบการศึกษาไทยจะทำให้เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเหน็ดเหนื่อยได้ขนาดนี้
    อีกไม่กี่เดือนผมจะต้องสอบเอ็นทรานซ์ ผมมีคณะที่ใฝ่ฝันอยากจะเรียนมาเนิ่นนาน แผนการอ่านหนังสือสอบที่วางไว้ยาวนานว่าตอนไหนจะต้องอ่านอะไรก็ดำเนินมาด้วยดี แต่มองไปข้างหน้าแล้วหนทางยังอีกไกล ผมนึกสงสัยว่าจะมีสักครั้งไหมที่ตัวเองจะเผลอไผลตบะแตก ทนอ่านหนังสือและทนไปเรียนพิเศษตามแผนการไม่สำเร็จ หรือถ้าเกิดผมทำได้สำเร็จหมดทุกขั้นตอนแล้ว แต่ดันเอ็นทรานซ์ไม่ติดล่ะ นั่นหมายความว่าสิ่งที่เพียรทำมายังไม่ดีพออย่างนั้นหรือ?
    นึกถึงอนาคตแล้วผมก็ถอนหายใจ มองดูตำรับตำราตรงหน้าแล้วก็รู้สึกห่อเหี่ยวเหลือเกิน
    เสียงแตรรถยนต์ดังปี๊นๆ ที่หน้าประตูรั้วบ้าน ครอบครัวผมคงจะกลับมาจากข้างนอกแล้ว ผมชะโงกหน้าออกไปดูที่หน้าต่าง แล้วผมก็เห็นภาพนั้น…
    มองไกลจากประตูรั้วบ้านของผมออกไป ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับ ขอบฟ้าทิศตะวันตกยามเย็นนั้นเป็นสีส้มเศร้าสร้อย เบื้องบนเป็นสีดำสนิทไปแล้ว ริ้วเมฆสีคล้ำเบาบางวางพาดเป็นระยะๆ
    ความหนักหน่วงของชีวิตกดทับจนใจสะท้อน ผมยืนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง สีส้มตรงขอบฟ้าค่อยๆ ถูกสีดำกัดกลืนอย่างมั่นคงเชื่องช้า คล้ายกับว่าดวงตะวันจะไม่มีวันขึ้นมาอีกแล้ว ผมมองภาพนั้นแล้วหวั่นไหว มองเหนือขึ้นไปบนท้องฟ้าก็ยิ่งมืดสนิทไม่มีแม้แสงดาว คล้ายกับว่าวันพรุ่งนี้ไม่มีอยู่จริง
    ชั่วขณะนั้นผมรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก
    บอกไม่ถูก …แต่ก็จดจำความรู้สึกนั้นได้จนวันนี้

* * * *

    ยามสายวันหนึ่งของปลายฤดูหนาวเมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นผมอายุยี่สิบห้าปี หลังจากที่ค้างคืนระหว่างทางมาแล้วหนึ่งคืน ผมกับเพื่อนอีกสองคนกำลังเดินตามหลังไกด์นำทางขึ้นสู่ยอดดอยหลวงเชียงดาว เมื่อเช้านี้ผมกับเพื่อนๆ ลุกขึ้นมาจัดแจงสัมภาระและรีบแข่งกันเดิน เรารู้ดีว่าวันนี้แหละจะได้ไปถึงยอดดอยหลวงเชียงดาวแล้ว
    ระหว่างทางที่เดินขึ้นไป น้ำค้างยังไม่ทันระเหยแห้งไปจากต้นหญ้าข้างทางซึ่งสูงระดับเอว ทำเอาเสื้อผ้าของเราเปียกชุ่มไปหมด ทางเดินก็ยิ่งเปียกชื้น แม้ไม่ถึงกับชวนลื่นไถลแต่ก็ทำให้เราต้องระมัดระวังในการก้าวเดินแต่ละก้าว แถมยิ่งเดินขึ้นที่สูงก็ยิ่งเหนื่อยง่าย เราค่อยๆ ก้มหน้าก้มตาเดินๆๆๆ ไปเรื่อย ยิ่งก้าวไปก็ยิ่งไม่มีบทสนทนาระหว่างเรานอกจากเสียงหอบและเสียงถอนหายใจเป็นระยะๆ
    จนเมื่อเราเดินขึ้นไปถึงที่ราบเล็กๆ บนยอดดอยแล้วนั่นแหละ ผมจึงได้เงยหน้าขึ้นมองภาพวิวที่ตั้งใจจะมาดูอย่างเต็มตา
    น่าเสียดายที่วันนั้นไม่มีทะเลหมอก แต่ภาพภูเขา ภูเขา และภูเขาที่มีให้เราเห็นจนสุดสายตาก็สร้างความน่าตื่นใจได้มากมายแล้ว มองลงไปจากตรงนั้นมันช่างทำให้เรารู้สึกว่ามนุษย์ช่างเป็นสิ่งเล็กๆ เมื่อเทียบกับธรรมชาติอันแสนยิ่งใหญ่ แต่เมื่อผมแหงนมองขึ้นไปบนฟ้าบ้าง ท้องฟ้าบนนี้ไม่แตกต่างจากท้องฟ้าที่ผมเห็นจากตีนดอยหรือจากที่ใดๆ แม้จะรู้สึกว่าตัวเองขึ้นมาสูงจากพื้นดินในระดับหลายร้อยเมตร แต่จะเอื้อมมือขึ้นสูงอย่างไรก็ยังไม่ได้แตะถึงไหนสักที
    สายลมพัดมาอื้ออึง คล้ายจะตะโกนบอกย้ำให้รู้ว่าผมขึ้นมาถึงยอดดอยแล้ว
    แต่ท้องฟ้าที่มองเห็น ก็ยังคงอยู่อีกห่างไกลเหลือเกิน
    เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า ผมกลับยิ่งรู้สึกว่ามนุษย์ช่างเป็นสิ่งเล็กน้อยยิ่งกว่าการมองลงมาจากยอดดอยเสียอีก

* * * *

    ทุกวันที่ผ่านพ้น ส่วนใหญ่ผมมักจะใช้เวลามองไปข้างหน้า เดินไปตามจุดหมายที่ตั้งใจไว้ สะสางภารกิจข้างหน้าให้ลุล่วง แก้ปัญหาที่วิ่งเข้ามาทุกวัน แต่บางทีผมก็หันไปห่วงคนข้างๆ เพราะต้องคอยดูแลเพื่อนร่วมทางให้เดินไปได้พร้อมๆ กัน มีบางวันผมหันไปมองข้างหลัง เพราะเรื่องราวในอดีตหลายเรื่องยังตามมาติดอยู่ในใจ
    แต่นานๆ ครั้งในชีวิต ผมก็มองขึ้นไปบนฟ้าบ้าง อาจโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ผมพบว่าท้องฟ้าเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงแค่สว่างจ้าเวลากลางวันและมืดมิดเวลากลางคืน แต่ในรายละเอียดของแต่ละช่วงเวลายังแตกต่างกันไปอีกด้วย ท้องฟ้ายังสามารถบ่งบอกและนำพาอารมณ์จิตใจ ท้องฟ้ายังสามารถพาให้เราหลุดจากสภาวะของชีวิตตรงหน้าไปได้ชั่วคราว
    ทุกครั้งที่ผมได้แหงนหน้ามองท้องฟ้า ประโยคแรกที่ฟ้าเบื้องบนกล่าวทักทายกับผมก็คือ ‘นี่เราเกือบจะลืมแบ่งเวลาเอาไว้มองดูท้องฟ้าไปแล้วสินะ’
    แต่บางทีมันอาจจะเป็นประโยคที่ผมเอ่ยทักทายกับตัวเองก็เป็นได้

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Mix พฤศจิกายน 2551

* * * * * * * * * *

    นึกถึงเพลงหลายๆ เพลงที่พูดถึงท้องฟ้าไหมครับ? “…ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคย ฤดูร้อนไม่มีเธอเหมือนเก่า…” หรือ “เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ฉันเก็บเอาไว้ให้เธอ…” ผมคิดว่าท้องฟ้าสามารถเป็นแรงบันดาลใจมหาศาลให้กับมนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราๆ เสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแรงปรารถนาที่จะเอาชนะธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ หรือแรงบันดาลใจให้สร้างงานศิลปะชิ้นเยี่ยมสักชิ้น หรือแม้แต่เป็นแรงบันดาลใจให้นึกถึงใครสักคนขึ้นมาจนสุดหัวใจ
    …ทุกวันนี้ ยังมีเวลามองท้องฟ้ากันอยู่ใช่ไหมครับ?

สวัสดีอีกหนครับ
    เป็นอีกครั้งที่อยากจะอวดคอลัมน์ในจุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ นะครับ ชิ้นนี้เขียนแล้วรู้สึกว่านอกจากจะให้คนอื่นๆ อ่านในหนังสือพิมพ์กันแล้ว ก็น่าจะเอามาให้พี่ๆ น้องๆ ที่เป็นนักอ่านญาติสนิทในบล็อกได้อ่านกันด้วย เพราะมันน่าจะทำให้รู้จักกันได้สนิทสนมขึ้นอีกระดับ เป็นการเปิดเผยแง่มุมของตัวเองที่ไม่ค่อยได้บอกใครจริงๆ น่ะครับ
    ก่อนอ่าน ต้องขอถามกันตรงๆ หนึ่งคำถามในฐานะที่ก็รู้จักกันมาบ้างแล้ว
    คุณคิดว่าชื่อผมแปลกไหมครับ?

* * * * * * * * * *

ชั้นของชื่อในชื่อของชั้น 
   
    ผมชื่อ วิภว์ ครับ
    อ่านออกเสียงว่า วิพ
    คุณพ่อผมตั้งชื่อนี้ให้ใช้มาตั้งแต่เกิด ท่านบอกว่าที่มาของชื่อมาจากอักษรย่อภาษาอังกฤษว่า V.I.P. แต่จริงๆ ในภาษาไทยเราคำว่า  วิภว- ซึ่งมีรากมาจากภาษาบาลี-สันสกฤตก็มีความหมายถึง ความเจริญ, สมบัติ, ความไม่มีไม่เป็น นะครับ
    ตอนเด็กๆ นั้นสารภาพกันตรงๆ ว่าผมไม่ได้ชอบชื่อตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะทุกปีเวลาเลื่อนขึ้นชั้นเรียนตอนต้นปีการศึกษาใหม่ๆ ผมต้องอึดอัดกับเวลาที่อาจารย์หลายท่านขานชื่อผมเป็น ‘วิทย์’ ทุกทีไป อาจารย์บางท่านไม่แน่ใจการออกเสียงชื่อของผมก็เอ่ยถามกันตรงๆ ว่าชื่อของผมอ่านว่าอะไรกันแน่ อาจารย์บางท่านก็เรียกผิดโดยไม่เคยคิดถาม จนผมต้องเป็นฝ่ายรวบรวมความกล้าแล้วลุกขึ้นบอกเอง สรุปว่าต้องใช้เวลาหลายคาบเรียนผ่านไปอาจารย์ส่วนใหญ่จึงจะเรียกชื่อผมได้ถูกต้อง
    นอกจาก วิทย์ แล้ว ชื่อของผมยังถูกออกเสียงผิดเป็น วิก, วิช หรือแม้แต่ วิภา แล้วยังมีเรื่องการสะกดชื่อในงานเอกสารต่างๆ จะมีคนเขียนชื่อผมผิดเป็นประจำ มีทั้ง วิทว์, วิปภ์ หรือ วิภาวี ไปเลยก็มี ส่วนเรื่องการเอาชื่อผมมาล้อนั้นไม่ต้องห่วงครับ ชื่อแปลกขนาดนี้มีหรือจะไม่โดน ที่จำได้แม่นก็คือตอนมัธยมต้นมีอาจารย์สอนเลขท่านหนึ่งชอบเรียกผมแบบเล่นๆ แกมเอ็นดูว่า วิม ซึ่งเป็นชื่อยี่ห้อน้ำยาล้างห้องน้ำ
    ผมต้องเจอกับสภาวะการโดนเรียกผิดและเขียนชื่อผิดๆ เช่นนี้มาตลอด กระทั่งปัจจุบันก็ยังเจออยู่บ้างเวลาที่ได้รับการแนะนำตัวกับใครคนใหม่ๆ ในชีวิต หรือเวลาที่ได้จดหมายเชิญไปร่วมงานต่างๆ
    นึกแล้วก็แปลกดี เพราะหากดูการสะกดตามหลักภาษาไทยที่ ภ. สำเภา ออกเสียงเหมือน พ. พาน และตัวอักษรไหนมีการันต์ต้องงดออกเสียง ยังไงๆ ชื่อ วิภว์ ก็ต้องอ่านออกเสียงว่า วิพ แต่คงเป็นเพราะผู้อ่านมักไม่แน่ใจว่าชื่อแบบนี้จะมีอยู่ด้วยหรือ เลยมักจะยึดถือเอาชื่อที่เคยได้ยินมากกว่าอย่าง วิทย์ เอาไว้ก่อน ผมเคยลองสอบถามดูแล้ว บางคนเห็นตัวสะกดชื่อผมแล้วเข้าใจว่าพิมพ์ผิดมากกว่ากลัวตัวเองจะออกเสียงผิดด้วยซ้ำไป
    ดังนั้นถึงจะโดนเรียกผิดมาตั้งแต่เด็กจนโต ผมก็ไม่ได้โกรธโทษใครเท่าไหร่ แต่ยิ่งอยู่มาก็ยิ่งเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ก็ต้องยึดติดกับอะไรที่คุ้นชินไว้ก่อน และการทำอะไรแปลกออกไปจากที่เขาทำๆ กันบางทีก็ต้องเตรียมใจยอมรับกับการเข้าใจผิดไว้บ้าง
    สมัยที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี ผมก็เริ่มเขียนเรื่องสั้นส่งไปตามนิตยสารต่างๆ ครับ ตอนนั้นผมคิดนามปากกาให้ตัวเองด้วย เวลามีงานตีพิมพ์ที่ไหนก็ใช้เครดิตเป็นนามปากกานั้นไป ไม่ได้ลงชื่อจริงกำกับเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็คิดว่าชื่อของตัวเองนั้นจำยาก เรียกยาก อีกส่วนหนึ่งก็เป็นความฝันใฝ่ของนักเขียนหน้าใหม่ด้วยที่อยากมีนามปากกาเท่ๆ ไว้ใช้บ้าง ผมเขียนเรื่องสั้นอยู่ 4-5 ปีก็พอมีชื่ออยู่บ้างในทางเรื่องสั้นด้วยนามปากกานั้น จนมาเจอกับพี่โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ พี่เขาบอกว่าจะรวมเรื่องสั้นให้ขายเป็นเล่ม ตอนนั้นพี่เขาแนะนำไว้นิดหน่อยว่าน่าจะใช้ชื่อจริง ซึ่งผมก็กลับมานั่งคิดๆ ดูแล้วก็เห็นพ้องด้วย ก็เลยมีหนังสือรวมเรื่องสั้นในชื่อจริงของตัวเองออกมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เขียนเรื่องสั้นโดยใช้นามปากกามาตลอด
    พอเห็นชื่อจริงนามสกุลจริงของตัวเองอยู่บนปกหนังสือที่เราตั้งใจเขียนมาเป็นปีๆ แล้วรู้สึกภูมิใจชะมัดเลยล่ะครับ
    หลังจากนั้นผมเลยใช้ชื่อจริงของตัวเองในงานเขียนมาตลอด น่าตลกที่พอใช้ๆ ไปดันมีคนทักว่าชื่อผมเหมือนนามปากกาก็มี และอานิสงค์อย่างหนึ่งของการที่โดนเขียนชื่อผิดบ่อยๆ ก็คือเวลาผมเขียนชื่อใครในงานเขียน ผมก็มักจะตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกว่าสะกดชื่อเขาไม่ผิดแน่ๆ เพราะเข้าใจหัวอกของคนที่ถูกสะกดชื่อผิดเป็นอย่างดี
    เคยมีคนถามผมว่าคิดจะเปลี่ยนชื่อบ้างไหม ผมตอบได้เลยว่าไม่เคยคิดครับ เหตุผลประการแรกคือเนื่องจากชื่อจริงของผมมีพยางค์เดียวอยู่แล้ว ดังนั้นผมเลยไม่มีชื่อเล่น และไม่ว่าใครๆ ทั้งใกล้ไกล ทั้งเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง ก็เรียกผมด้วยชื่อนี้มาทั้งชีวิตแล้ว ผมก็คุ้นเคยของผมมาตลอด เหตุผลประการต่อมาก็คือน้องชายของผมมีชื่อเล่นว่า ‘แว้บ’ ครับ ดังนั้นเวลาเรียกชื่อพี่น้องคู่กันแล้วมันก็ดูเข้าคู่กันดีอยู่แล้วล่ะ
    จริงๆ แล้วถึงจะโดนเรียกผิดมามากมาย แต่ผมไม่เคยนึกรังเกียจชื่อแปลกๆ ของตัวเองแต่อย่างใด ถึงวันนี้ยังออกจะภูมิใจกับมันด้วยซ้ำ ยิ่งพออาชีพเขียนหนังสือทำให้ชื่อของผมมันผ่านตาใครต่อใครมากขึ้นอีกนิด ก็ยิ่งมีคนมาบอกว่าชื่อผมเท่ดีนะ กลายเป็นตัวบ่งชี้ว่าผลงานของผมคงจะเป็นที่น่าจดจำอยู่บ้าง เขาถึงได้จดจำชื่อของคนเขียนเอาไว้นะ ยิ่งชื่อที่แปลกๆ อย่างนี้ก็น่าจะต้องใช้ความพยายามในการจำมากกว่าชื่อเรียกง่ายๆ อยู่ด้วยสิ …อันนี้ผมคิดเข้าข้างตัวเองสักหน่อย
    แน่นอนครับ วันนี้และต่อไปๆ คนที่อ่านชื่อผมผิดก็ยังมีเรื่อยๆ และเอกสารจดหมายเชิญต่างๆ ก็ยังคงสะกดชื่อผมผิดๆ ถูกๆ อยู่เป็นประจำ
    แต่พอผ่านมาจนปัจจุบัน เรื่องนี้มันไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้วครับ เพราะถึงจะยังมีใครใหม่ๆ อีกหลายคนที่คุ้นเคยกับชื่ออื่นๆ ที่คล้ายๆ แต่ไม่ใช่ชื่อของผมก็ไม่เป็นไรหรอก
    เอาเป็นว่าผมคุ้นเคยและภูมิใจในชื่อของตัวเองก็แล้วกัน

ตีพิมพ์ครั้งแรก กรุงเทพธุรกิจ 26 กันยายน 2551

* * * * * * * * * *

    ถึงตรงนี้ผมมีข้อคิดเรื่องชื่ออีกอย่างหนึ่งครับ
    คือว่าถ้าวันหนึ่งผมมีโอกาสได้ตั้งชื่อลูกของตัวเอง (หรือแม้แต่ลูกของคนอื่นก็ตาม) ผมจะตั้งชื่อแบบไม่ธรรมดาให้แน่นอน
    เพราะประสบการณ์แปลกๆ เรื่องชื่อแปลกๆ ที่ผมได้รับจากชื่อตัวเองนั้น เป็นประสบการณ์ที่มีค่าจริงๆ นะครับ