ชั้นของชื่อในชื่อของชั้น
ตุลาคม 30, 2008
สวัสดีอีกหนครับ
เป็นอีกครั้งที่อยากจะอวดคอลัมน์ในจุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ นะครับ ชิ้นนี้เขียนแล้วรู้สึกว่านอกจากจะให้คนอื่นๆ อ่านในหนังสือพิมพ์กันแล้ว ก็น่าจะเอามาให้พี่ๆ น้องๆ ที่เป็นนักอ่านญาติสนิทในบล็อกได้อ่านกันด้วย เพราะมันน่าจะทำให้รู้จักกันได้สนิทสนมขึ้นอีกระดับ เป็นการเปิดเผยแง่มุมของตัวเองที่ไม่ค่อยได้บอกใครจริงๆ น่ะครับ
ก่อนอ่าน ต้องขอถามกันตรงๆ หนึ่งคำถามในฐานะที่ก็รู้จักกันมาบ้างแล้ว
คุณคิดว่าชื่อผมแปลกไหมครับ?

ชั้นของชื่อในชื่อของชั้น
ผมชื่อ วิภว์ ครับ
อ่านออกเสียงว่า วิพ
คุณพ่อผมตั้งชื่อนี้ให้ใช้มาตั้งแต่เกิด ท่านบอกว่าที่มาของชื่อมาจากอักษรย่อภาษาอังกฤษว่า V.I.P. แต่จริงๆ ในภาษาไทยเราคำว่า วิภว- ซึ่งมีรากมาจากภาษาบาลี-สันสกฤตก็มีความหมายถึง ความเจริญ, สมบัติ, ความไม่มีไม่เป็น นะครับ
ตอนเด็กๆ นั้นสารภาพกันตรงๆ ว่าผมไม่ได้ชอบชื่อตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะทุกปีเวลาเลื่อนขึ้นชั้นเรียนตอนต้นปีการศึกษาใหม่ๆ ผมต้องอึดอัดกับเวลาที่อาจารย์หลายท่านขานชื่อผมเป็น ‘วิทย์’ ทุกทีไป อาจารย์บางท่านไม่แน่ใจการออกเสียงชื่อของผมก็เอ่ยถามกันตรงๆ ว่าชื่อของผมอ่านว่าอะไรกันแน่ อาจารย์บางท่านก็เรียกผิดโดยไม่เคยคิดถาม จนผมต้องเป็นฝ่ายรวบรวมความกล้าแล้วลุกขึ้นบอกเอง สรุปว่าต้องใช้เวลาหลายคาบเรียนผ่านไปอาจารย์ส่วนใหญ่จึงจะเรียกชื่อผมได้ถูกต้อง
นอกจาก วิทย์ แล้ว ชื่อของผมยังถูกออกเสียงผิดเป็น วิก, วิช หรือแม้แต่ วิภา แล้วยังมีเรื่องการสะกดชื่อในงานเอกสารต่างๆ จะมีคนเขียนชื่อผมผิดเป็นประจำ มีทั้ง วิทว์, วิปภ์ หรือ วิภาวี ไปเลยก็มี ส่วนเรื่องการเอาชื่อผมมาล้อนั้นไม่ต้องห่วงครับ ชื่อแปลกขนาดนี้มีหรือจะไม่โดน ที่จำได้แม่นก็คือตอนมัธยมต้นมีอาจารย์สอนเลขท่านหนึ่งชอบเรียกผมแบบเล่นๆ แกมเอ็นดูว่า วิม ซึ่งเป็นชื่อยี่ห้อน้ำยาล้างห้องน้ำ
ผมต้องเจอกับสภาวะการโดนเรียกผิดและเขียนชื่อผิดๆ เช่นนี้มาตลอด กระทั่งปัจจุบันก็ยังเจออยู่บ้างเวลาที่ได้รับการแนะนำตัวกับใครคนใหม่ๆ ในชีวิต หรือเวลาที่ได้จดหมายเชิญไปร่วมงานต่างๆ
นึกแล้วก็แปลกดี เพราะหากดูการสะกดตามหลักภาษาไทยที่ ภ. สำเภา ออกเสียงเหมือน พ. พาน และตัวอักษรไหนมีการันต์ต้องงดออกเสียง ยังไงๆ ชื่อ วิภว์ ก็ต้องอ่านออกเสียงว่า วิพ แต่คงเป็นเพราะผู้อ่านมักไม่แน่ใจว่าชื่อแบบนี้จะมีอยู่ด้วยหรือ เลยมักจะยึดถือเอาชื่อที่เคยได้ยินมากกว่าอย่าง วิทย์ เอาไว้ก่อน ผมเคยลองสอบถามดูแล้ว บางคนเห็นตัวสะกดชื่อผมแล้วเข้าใจว่าพิมพ์ผิดมากกว่ากลัวตัวเองจะออกเสียงผิดด้วยซ้ำไป
ดังนั้นถึงจะโดนเรียกผิดมาตั้งแต่เด็กจนโต ผมก็ไม่ได้โกรธโทษใครเท่าไหร่ แต่ยิ่งอยู่มาก็ยิ่งเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่ก็ต้องยึดติดกับอะไรที่คุ้นชินไว้ก่อน และการทำอะไรแปลกออกไปจากที่เขาทำๆ กันบางทีก็ต้องเตรียมใจยอมรับกับการเข้าใจผิดไว้บ้าง
สมัยที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี ผมก็เริ่มเขียนเรื่องสั้นส่งไปตามนิตยสารต่างๆ ครับ ตอนนั้นผมคิดนามปากกาให้ตัวเองด้วย เวลามีงานตีพิมพ์ที่ไหนก็ใช้เครดิตเป็นนามปากกานั้นไป ไม่ได้ลงชื่อจริงกำกับเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็คิดว่าชื่อของตัวเองนั้นจำยาก เรียกยาก อีกส่วนหนึ่งก็เป็นความฝันใฝ่ของนักเขียนหน้าใหม่ด้วยที่อยากมีนามปากกาเท่ๆ ไว้ใช้บ้าง ผมเขียนเรื่องสั้นอยู่ 4-5 ปีก็พอมีชื่ออยู่บ้างในทางเรื่องสั้นด้วยนามปากกานั้น จนมาเจอกับพี่โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ พี่เขาบอกว่าจะรวมเรื่องสั้นให้ขายเป็นเล่ม ตอนนั้นพี่เขาแนะนำไว้นิดหน่อยว่าน่าจะใช้ชื่อจริง ซึ่งผมก็กลับมานั่งคิดๆ ดูแล้วก็เห็นพ้องด้วย ก็เลยมีหนังสือรวมเรื่องสั้นในชื่อจริงของตัวเองออกมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เขียนเรื่องสั้นโดยใช้นามปากกามาตลอด
พอเห็นชื่อจริงนามสกุลจริงของตัวเองอยู่บนปกหนังสือที่เราตั้งใจเขียนมาเป็นปีๆ แล้วรู้สึกภูมิใจชะมัดเลยล่ะครับ
หลังจากนั้นผมเลยใช้ชื่อจริงของตัวเองในงานเขียนมาตลอด น่าตลกที่พอใช้ๆ ไปดันมีคนทักว่าชื่อผมเหมือนนามปากกาก็มี และอานิสงค์อย่างหนึ่งของการที่โดนเขียนชื่อผิดบ่อยๆ ก็คือเวลาผมเขียนชื่อใครในงานเขียน ผมก็มักจะตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกว่าสะกดชื่อเขาไม่ผิดแน่ๆ เพราะเข้าใจหัวอกของคนที่ถูกสะกดชื่อผิดเป็นอย่างดี
เคยมีคนถามผมว่าคิดจะเปลี่ยนชื่อบ้างไหม ผมตอบได้เลยว่าไม่เคยคิดครับ เหตุผลประการแรกคือเนื่องจากชื่อจริงของผมมีพยางค์เดียวอยู่แล้ว ดังนั้นผมเลยไม่มีชื่อเล่น และไม่ว่าใครๆ ทั้งใกล้ไกล ทั้งเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง ก็เรียกผมด้วยชื่อนี้มาทั้งชีวิตแล้ว ผมก็คุ้นเคยของผมมาตลอด เหตุผลประการต่อมาก็คือน้องชายของผมมีชื่อเล่นว่า ‘แว้บ’ ครับ ดังนั้นเวลาเรียกชื่อพี่น้องคู่กันแล้วมันก็ดูเข้าคู่กันดีอยู่แล้วล่ะ
จริงๆ แล้วถึงจะโดนเรียกผิดมามากมาย แต่ผมไม่เคยนึกรังเกียจชื่อแปลกๆ ของตัวเองแต่อย่างใด ถึงวันนี้ยังออกจะภูมิใจกับมันด้วยซ้ำ ยิ่งพออาชีพเขียนหนังสือทำให้ชื่อของผมมันผ่านตาใครต่อใครมากขึ้นอีกนิด ก็ยิ่งมีคนมาบอกว่าชื่อผมเท่ดีนะ กลายเป็นตัวบ่งชี้ว่าผลงานของผมคงจะเป็นที่น่าจดจำอยู่บ้าง เขาถึงได้จดจำชื่อของคนเขียนเอาไว้นะ ยิ่งชื่อที่แปลกๆ อย่างนี้ก็น่าจะต้องใช้ความพยายามในการจำมากกว่าชื่อเรียกง่ายๆ อยู่ด้วยสิ …อันนี้ผมคิดเข้าข้างตัวเองสักหน่อย
แน่นอนครับ วันนี้และต่อไปๆ คนที่อ่านชื่อผมผิดก็ยังมีเรื่อยๆ และเอกสารจดหมายเชิญต่างๆ ก็ยังคงสะกดชื่อผมผิดๆ ถูกๆ อยู่เป็นประจำ
แต่พอผ่านมาจนปัจจุบัน เรื่องนี้มันไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้วครับ เพราะถึงจะยังมีใครใหม่ๆ อีกหลายคนที่คุ้นเคยกับชื่ออื่นๆ ที่คล้ายๆ แต่ไม่ใช่ชื่อของผมก็ไม่เป็นไรหรอก
เอาเป็นว่าผมคุ้นเคยและภูมิใจในชื่อของตัวเองก็แล้วกัน
ตีพิมพ์ครั้งแรก กรุงเทพธุรกิจ 26 กันยายน 2551
* * * * * * * * * *
ถึงตรงนี้ผมมีข้อคิดเรื่องชื่ออีกอย่างหนึ่งครับ
คือว่าถ้าวันหนึ่งผมมีโอกาสได้ตั้งชื่อลูกของตัวเอง (หรือแม้แต่ลูกของคนอื่นก็ตาม) ผมจะตั้งชื่อแบบไม่ธรรมดาให้แน่นอน
เพราะประสบการณ์แปลกๆ เรื่องชื่อแปลกๆ ที่ผมได้รับจากชื่อตัวเองนั้น เป็นประสบการณ์ที่มีค่าจริงๆ นะครับ